เป็นช่องที่มุ่งเน้นการลงทุนใน Blockchain Technology ระยะยาว มุ่งหาวิธีการลงทุนแบบเน้นคุณค่า กับ Coin และ Token ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการลงทุน และมุ่งเน้นสร้าง Community สำหรับผู้ที่สนใจเพื่อเข้ามาแลกเปลี่ยนวิธีการในการลงทุนกัน เรามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้กัน


Bitcast

สวัสดีปีใหม่ครับทุกท่าน ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง ขอให้เป็นปีที่ดีครับ

ปีนี้ทีม Bitcast ตั้งใจนำความรู้ในหลากหลายรูปแบบมาฝากเพื่อน ๆ เช่นเคยครับ ปีนี้จะไม่ได้มีแค่ Hardware Wallet เท่านั้น แต่จะมีแหล่งความรู้หลายอย่างมาให้เพื่อนได้ศึกษาเพิ่มมากขึ้นครับ

ขอบคุณทุกการสนับสนุนครับ โชคดีปีใหม่ครับ

20 hours ago | [YT] | 10

Bitcast

คนทั่วไปจำเป็นต้องมี Hardware Wallet กี่อัน? คำตอบที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และใช้ได้จริง
.
เมื่อเริ่มลงทุนหรือออมคริปโต หลายคนมักจะเจอคำถามนี้เสมอ “เราควรมี hardware wallet กี่อันถึงจะปลอดภัย?”
.
บางคนบอกว่าอันเดียวพอ บางคนบอกว่าควรแยกหลายอัน แล้วสรุปแบบไหนกันแน่? บทความนี้แอดจะอธิบายแบบเข้าใจง่าย สำหรับคนทั่วไป ไม่ต้องเป็นสายเทคนิค ไม่ต้องเป็นนักเทรด และไม่จำเป็นต้องมีพอร์ตใหญ่
.
Hardware Wallet คืออะไร (ฉบับสั้น)
Hardware wallet คืออุปกรณ์สำหรับเก็บ private key แบบออฟไลน์
จุดประสงค์หลักคือ
- ลดความเสี่ยงจากการถูกแฮก
- ป้องกันไวรัสหรือมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์และมือถือ
- ให้ผู้ถือคริปโตควบคุมสินทรัพย์ด้วยตัวเอง
.
โดย hardware wallet เองก็มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้งาน เช่น
- ประเภทของเหรียญที่รองรับ (Bitcoin-only / Multi-coin)
- รูปแบบการเชื่อมต่อ (Bluetooth / Air-gapped / เชื่อมสาย)
- ลักษณะซอฟต์แวร์ (Open-source / Closed-source)
ตัวอย่าง Hardware wallet ที่หลายคนอาจคุ้นชื่อ ได้แก่ Trezor, OneKey, Blockstream Jade
.
คำถามสำคัญ คนทั่วไปต้องมี Hardware Wallet กี่อัน?
คำตอบ มีเท่าไหร่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและความต้องการของผู้ใช้งาน
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น มาดูตัวอย่างสถานการณ์จริง แล้วลองเปรียบเทียบกับตัวเองได้เลย
.
1️⃣ กรณีที่ 1 ถือเพื่อออม หรือถือระยะยาว
แนะนำ 1 อัน ก็เพียงพอ
เหมาะกับคนที่
- ซื้อ Bitcoin หรือคริปโตเพื่อถือระยะยาว
- ไม่มีการทำธุรกรรมบ่อย
- ไม่ได้เชื่อมต่อ dApp หรือ DeFi
- ต้องการเก็บให้ปลอดภัยเป็นหลัก
สิ่งที่สำคัญกว่าการมีหลายอัน คือ ความเข้าใจในการใช้งานและการจัดเก็บที่ถูกต้อง เช่น
- วิธีเก็บ Seed Phrase ให้ปลอดภัย
- ไม่ถ่ายรูป Seed Phrase หรือเก็บไว้ในมือถือ / Cloud
- แยกที่เก็บ Seed Phrase ออกจากตัวอุปกรณ์
.
2️⃣ กรณีที่ 2 มีทั้งเก็บระยะยาวและมีการใช้งานประจำ
แนะนำ เริ่มจาก 2 อันขึ้นไป
ตัวอย่างการแบ่งตามจุดประสงค์
- อันที่ 1 Trezor – สำหรับเหรียญที่ถือยาว ไม่ใช้งานบ่อย
- อันที่ 2 OneKey – สำหรับโอน เชื่อมแอป หรือใช้งานกับ Smart Contract / DeFi
ข้อดีของการแยก
- ลดความเสี่ยงในกรณีเกิดความผิดพลาดกับอุปกรณ์ที่ใช้งานบ่อย
- สินทรัพย์หลักยังปลอดภัย เพราะแยกออกจากกัน
- จัดการและติดตามพอร์ตได้ง่ายขึ้น
.
3️⃣ กรณีที่ 3 ต้องการแยกตามจุดประสงค์
ขึ้นอยู่กับบริบทและความต้องการ เช่น
อันที่ 1 Jade – สำหรับเงินส่วนตัว เก็บ Bitcoin ระยะยาว
อันที่ 2 Trezor – สำหรับเงินครอบครัว / การวางแผนชีวิต
อันที่ 3 OneKey – สำหรับธุรกิจ หรือโปรเจกต์ในอนาคต
เป้าหมายหลักคือการจัดระเบียบและแบ่งสรรเงินให้ชัดเจนเพื่อให้ดูแลและจัดการได้ง่ายขึ้นในระยะยาว
.
สามารถใช้ Hardware Wallet อันเดียวกับทุกกรณีได้ไหม?
ได้ครับ แต่ต้องมีความรู้และความระมัดระวังมากขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์แต่ละบริบทของการใช้งาน
หากมองว่าการมีมากกว่า 1 อัน ไม่ก่อให้เกิดภาระ และมีความรู้พอที่จะใช้งาน ก็สามารถช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานปลอดภัยขึ้นได้
.
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Hardware Wallet
❌ มีหลายอัน = ปลอดภัยกว่าเสมอ
ถ้า Recovery Seed หลุด มีกี่อันก็ไม่ช่วย เพราะสินทรัพย์ยังเชื่อมโยงกับ Seed เดียวกัน
❌ เงินเยอะ ต้องมีหลายอัน
ความรู้และวิธีใช้งานที่ถูกต้องสำคัญกว่า
❌ มี Hardware Wallet แล้วปลอดภัย 100%
ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับ “ความรู้และวินัยของผู้ใช้งาน” มากกว่าอุปกรณ์
.
✅ สรุป
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นและประสบการณ์ในการใช้งาน ไม่ใช่กฎตายตัว และไม่ใช่คำแนะนำทางด้านความปลอดภัยเชิงเทคนิคหรือการลงทุน
.
Hardware wallet ไม่ใช่ของสะสม แต่เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการความเสี่ยง
เริ่มจาก 1 อันให้เข้าใจจริงก่อน เมื่อความรู้และความต้องการเพิ่มขึ้น ค่อยพิจารณาเพิ่มอุปกรณ์ก็ไม่สาย
สุดท้ายแล้ว คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามี hardware wallet กี่อัน แต่อยู่ที่ว่า เราดูแล Private Key และ Seed Phrase ของเราได้ดีแค่ไหนครับ
.
หากเพื่อน ๆ สนใจ Hardware wallet แนะนำ Bitcast ตัวแทนจำหน่าย Hardware wallet อย่างเป็นทางการ ของแท้สั่งตรงจากผู้ผลิต เคลมง่าย ไม่ต้องรอครับ
thaibitcast.com/collections/all

2 days ago | [YT] | 16

Bitcast

ความเสี่ยงของการสร้าง Seed Phrase ด้วยการคิดด้วยตนเอง
.
หนึ่งในข้อกังวลของผู้ใช้งาน Hardware Wallet คือความยากในการจดจำ Seed Phrase (ชุดคำศัพท์ 12 หรือ 24 คำ) ซึ่งนำไปสู่สมมติฐานที่ว่า "การเลือกคำศัพท์ด้วยตนเอง หรือการแต่งประโยคที่จำง่าย อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการให้ระบบสุ่มให้" …แต่จะเป็นแบบนั้นจริงรึเปล่าครับ (?)
.
เนื่องจาก ในทางความปลอดภัยไซเบอร์และวิทยาการเข้ารหัส หรือที่เราเรียกกันว่า “Cryptography” การที่เราแทรกแซงกระบวนการสุ่มด้วยวิธีคิดแบบมนุษย์ ถือเป็นการลดทอนความปลอดภัยของสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุผลทางเทคนิค 3 ประการดังนี้ครับ
======
1. ข้อจำกัดเรื่อง "ความสุ่ม" ของมนุษย์
โดยธรรมชาติ สมองมนุษย์ทำงานโดยอาศัย "แบบแผน" และความคุ้นเคย เรามักมีความเอนเอียงทางปัญญา (Cognitive Bias) ในการเลือกคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกัน, หลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำ, หรือเลือกคำที่มีความหมายเชิงโครงสร้างภาษาครับ
สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจึงไม่ใช่ความสุ่มแท้ แต่เป็นความสุ่มที่มีแบบแผนแฝงอยู่จากวิธีคิดของมนุษย์ครับ
.
2. หลักการค่า Entropy และความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์
ความปลอดภัยของระบบ Bitcoin และ Cryptocurrency ขึ้นอยู่กับค่า Entropy (ความยุ่งเหยิงของข้อมูล)
- Hardware Wallet (TRNG)
อุปกรณ์จะใช้แหล่งกำเนิดการสุ่มคุณภาพสูง (TRNG) เพื่อสร้างค่าสุ่มเริ่มต้น และนำค่าสุ่มนั้นมาเปลี่ยนเป็นชุดคำศัพท์ตามมาตรฐาน BIP-39
- Seed Phrase 12 คำ มีค่า entropy ประมาณ 128 bits
- Seed Phrase 24 คำ มีค่า entropy ประมาณ 256 bits
.
ซึ่งเป็นระดับที่ในทางปฏิบัติถือว่าไม่สามารถ brute force ได้
- Human Selection
เมื่อมนุษย์เลือกคำเอง ซึ่งนั่นจะทำให้ค่า Entropy จะทำให้พื้นที่ความเป็นไปได้แคบลงอย่างมาก จนอยู่ในขอบเขตที่การโจมตีแบบ brute force หรือ dictionary attack มีโอกาสเกิดขึ้นจริง การลดค่า Entropy แม้เพียงเล็กน้อย จะทำให้พื้นที่ในการเดา (Search Space) แคบลงจนคอมพิวเตอร์สามารถถอดรหัสได้ในเวลาอันสั้น
.
3. Checksum
นอกเหนือจากเรื่องความสุ่มแล้ว สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ เราไม่สามารถเลือกคำศัพท์ 12 หรือ 24 คำขึ้นมาลอยๆ ได้ตามใจชอบ เนื่องจากมาตรฐาน BIP-39 มีกลไกที่เรียกว่า "Checksum" อยู่ที่คำสุดท้ายครับ
.
- คำสุดท้ายไม่ใช่คำสุ่ม
ในชุด Seed Phrase 12 คำ จะมี 11 คำแรกที่เป็นการสุ่มข้อมูล ส่วน คำที่ 12 จะถูกคำนวณมาจาก 11 คำก่อนหน้า เพื่อใช้เป็นตัวตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) ของชุดข้อมูลทั้งหมด
.
- ระบบจะปฏิเสธคำที่คุณคิดเอง
หากคุณเลือกคำทั้ง 12 คำด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านการคำนวณทางคณิตศาสตร์ (Hashing) เมื่อนำไปกรอกใน Hardware Wallet เครื่องจะแจ้งเตือนทันทีว่า "Invalid Mnemonic" หรือ Seed Phrase ไม่ถูกต้อง เพราะค่า Checksum ไม่ตรงกับสูตรที่กำหนดไว้
.
4. บทเรียนจาก "Brain Wallet"
ในอดีต มีกรณีศึกษาของสิ่งที่เรียกว่า Brain Wallet หรือการแปลงวลีที่จดจำได้ให้เป็น Private Key โดยเฉพาะ wallet ที่ใช้ประโยคจากหนังสือ เพลง หรือวลีที่พบได้ทั่วไป ซึ่งเป็นเป้าหมายของ dictionary-based attacks ที่สแกนเครือข่าย Blockchain ตลอดเวลา ส่งผลให้สินทรัพย์ถูกโอนออกไปอย่างรวดเร็วครับ
.
บทสรุป
แม้การให้ Hardware Wallet สุ่มคำศัพท์ให้จะสร้างภาระในการจัดเก็บและดูแลรักษา (Custody) มากกว่าการคิดเอง แต่กระบวนการนี้คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ Private Key ของเพื่อน ๆ ปลอดภัยจากการถูกโจมตีทางคณิตศาสตร์ครับ
.
คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยคือ ควรปล่อยให้หน้าที่การสร้าง "ความสุ่ม" เป็นของระบบคอมพิวเตอร์ (TRNG) และมนุษย์ทำหน้าที่เพียง "ผู้รักษา" ชุดข้อมูลนั้นให้ปลอดภัยที่สุดครับ
.
//แอดซากะ #Bitcast #Seedphrase #Bitcoin

4 days ago | [YT] | 23

Bitcast

🔐 Hardware Wallet = Cold Wallet จริงไหม? หรือแค่เรียกเหมารวมกัน?
หลายคนเข้าใจว่า Cold Wallet = Hardware Wallet แต่ความจริงคือ สองคำนี้ไม่เหมือนกันซะทีเดียว
.
❄️ Cold Wallet คือ “หลักการ”
Cold Wallet ไม่ใช่อุปกรณ์ แต่คือ แนวคิดการเก็บ Private Key แบบออฟไลน์ พูดง่าย ๆ คือ Private Key ไม่อยู่ในระบบที่ต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรง
.
ตัวอย่างเช่น
- Paper / Steel Wallet
- คอมพิวเตอร์แบบ Air-gapped
- การเก็บ Seed Phrase ในที่ปลอดภัย
👉 จุดประสงค์คือ ป้องกันการโดนแฮ็กจากออนไลน์
.
🔐 Hardware Wallet คือ “เครื่องมือ”
Hardware Wallet คือ อุปกรณ์ที่ช่วยนำหลักการ Cold Wallet มาใช้จริงได้ง่ายขึ้น
หลักการทำงานคือ
- เตรียมธุรกรรมบนมือถือหรือคอม
- ส่งข้อมูลไปให้เครื่อง
- เครื่องเซ็นธุรกรรม ภายในตัวเอง
- 🔑 Private Key ไม่ออกจากอุปกรณ์ เช่น Trezor, Ledger, OneKey, Coldcard
.
⚠️ จุดที่หลายคนพลาด (สำคัญมาก)
แม้ Hardware Wallet จะปลอดภัยแต่ถ้าคุณเอาไปเชื่อม Web3 / dApps แล้ว เผลออนุญาต(Approved) Smart Contract อันตราย
👉 เงินอาจถูกดูดได้
❌ ไม่ใช่เพราะเครื่องโดนแฮ็ก
✅ แต่เพราะ “ผู้ใช้เป็นคนอนุญาตสิทธิให้สัญญานั้นเอง”
นี่คือความเสี่ยงจาก การเซ็นธุรกรรมผิดพลาด (Signing Risk)
.
✅ แนวทางที่นิยมใช้
กระเป๋าเก็บยาว (HODL)
กระเป๋าใช้งาน Web3 / DeFi / NFT
แยกหน้าที่ = ลดความเสี่ยงได้เยอะมาก
.
📌 สรุปสั้น ๆ
- Hardware Wallet คือ อุปกรณ์ที่ช่วยนำหลักการ Cold Wallet มาใช้จริงได้ง่ายขึ้น
- แต่จะปลอดภัยแค่ไหน ขึ้นกับพฤติกรรมของผู้ใช้
เข้าใจตรงนี้ = ปลอดภัยขึ้นอีกระดับครับ
.
หากเพื่อน ๆ มีข้อมูลส่วนใดอยากจะเพิ่มเติมคอมเมนท์มาคุยกันได้เลยนะคร้าบบบบ
thaibitcast.com/blogs/articles/hardware-wallet-vs-…

5 days ago | [YT] | 16

Bitcast

ทำไมถึงควรเชื่อม Hardware Wallet เข้ากับ Software Wallet ให้เป็น?
.
หลายคนเข้าใจว่าซื้อ Hardware Wallet (Trezor, Ledger, BitBox) มาแล้ว ต้องใช้แค่ Native App หรือแอปที่ผู้ผลิตมีให้เท่านั้น (เช่น Trezor Suite หรือ Ledger Live)
แต่แท้จริงแล้ว การเชื่อมต่อ Hardware Wallet ของเราเข้ากับ Software Wallet ตัวอื่น (เช่น MetaMask, Rabby, Phantom) คือ "ทักษะ" ที่จะช่วยให้เรามีทางเลือกในการเข้าถึงและจัดการสินทรัพย์ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น
.
3 เหตุผลหลักที่ควรเชื่อมต่อให้เป็น
1. เผื่อแอปหลักมีปัญหา
สมมติว่าพรุ่งนี้แอป Trezor Suite หรือ Ledger Live เกิดปัญหา เช่น แอปมีบั๊ก, เชื่อมต่อ Network ไม่ได้ หรือ Node มีปัญหา แต่คุณจำเป็นต้องโอนเหรียญด่วน ถ้าคุณเชื่อมต่อ Software Wallet อื่นเป็น คุณจะสามารถโอนเหรียญผ่านแอปเหล่านั้นได้ทันที เพราะ "กุญแจ" อยู่ที่ตัว Hardware ไม่ได้อยู่ที่แอปครับ
.
2. ประสบการณ์การใช้งาน (UX) ที่ดีกว่า
ต้องยอมรับว่าบางครั้งแอปของผู้ผลิตก็ไม่ได้อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ เร็วเท่า Software Wallet เฉพาะทาง
- Rabby Wallet ช่วยคำนวณค่าแก๊สได้แม่นยำกว่า และเตือนก่อนกดยืนยันว่าเรากำลังจะทำธุรกรรมกับ Scam หรือไม่
- Phantom ช่วยให้คนใช้ Hardware Wallet จัดการสินทรัพย์บน Solana ได้ลื่นไหลกว่าแอปหลักในหลายกรณี
.
3. เข้าถึงโลก DeFi และ Web3 ได้กว้างกว่าเดิม (เฉพาะสายคริปโต)
แอปหลักของผู้ผลิต (Native App) มักจะรองรับแค่ฟังก์ชันพื้นฐาน เช่น รับ-ส่ง-เช็คยอด หรือ Swap เหรียญเบื้องต้นเท่านั้น แต่ถ้าคุณอยากใช้งาน DEX, ฝากเหรียญใน DeFi Protocol เพื่อรับผลตอบแทน (Yield Farming) หรือซื้อขาย NFT บน Marketplace ต่างๆ คุณจำเป็นต้องเชื่อม Hardware Wallet เข้ากับ MetaMask หรือ Rabby เพื่อเป็นสะพานเชื่อมเข้าสู่โลก Web3 ครับ
.
💡 เชื่อมต่อแล้วยังปลอดภัยเหมือนเดิมไหม?
คำถามยอดฮิต "เชื่อมกับ MetaMask แล้วจะโดนแฮกไหม?"
คำตอบคือ ปลอดภัยในระดับเดียวกับการใช้ Hardware Wallet ครับ (ถ้าคุณทำถูกวิธี) เพราะการเชื่อมต่อคือการใช้ Software Wallet เป็นเพียง "หน้าจอแสดงผล" และตัวส่งคำสั่งเท่านั้น ส่วนการ "เซ็นอนุมัติ" ธุรกรรม (Signing) ยังต้องกดปุ่มยืนยันที่ตัวเครื่อง Hardware Wallet ของเราเสมอ Private Key ของเราจะไม่ถูกดึงออกมาอยู่ในคอมพิวเตอร์ครับ
.
📱 Software Wallet แนะนำที่ควรลองเชื่อมต่อ
- Rabby Wallet (แนะนำที่สุดสำหรับสาย EVM) ปลอดภัย ใช้ง่าย เห็นภาพรวมพอร์ตชัด
- MetaMask มาตรฐานสากล เชื่อมได้แทบทุกเว็บ
- Keplr สำหรับสายล่า Airdrop ใน Ecosystem ของ Cosmos
- Solflare / Phantom สำหรับสายใช้งานบน Solana
.
การที่เราเรียนรู้การเชื่อมต่อ Hardware Wallet เข้ากับ Software Wallet นั้น จะช่วยให้เรามีทางเลือกในการเข้าถึงและจัดการสินทรัพย์ของเราได้มากขึ้นครับ เผื่อวันใดแอปหลักที่เราใช้งานเกิดมีปัญหาเข้าไม่ได้ เราก็ไม่ตื่นตระหนก และยังมีทางเลือกอื่นให้สามารถใช้งานต่อได้อย่างมั่นใจครับ
.
วิธีเชื่อม Hardware wallet กับ Software wallet ครับ https://www.youtube.com/watch?v=gOkG_...

1 week ago | [YT] | 18

Bitcast

Edited: ⚠️ [อัปเดตข้อมูล / ชี้แจงเพิ่มเติม]
เมื่อวานแอดเคยโพสต์อธิบายเรื่อง
“ทำไม Trezor Suite บนมือถือถึงไม่มีปุ่ม Send (ถอนเหรียญ)”
.
วันนี้ขอแก้ไขและอธิบายเพิ่มเติม เนื่องจากมีจุดที่ข้อมูลคลาดเคลื่อน ขอบคุณทุกคอมเมนต์ที่ช่วยกันตรวจสอบครับ 🙏
.
ทำไม Trezor Suite บนมือถือถึงไม่มีปุ่ม Send (ถอนเหรียญ)?
หลายคนที่ใช้งาน Trezor Suite บนมือถือ (Mobile App) อาจสังเกตว่าในแอป ไม่มีปุ่ม Send เหมือนเวอร์ชันคอมพิวเตอร์
เหตุผล ไม่ได้เกิดจากการแยกมือถือ / คอม อย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ มาตรฐาน Address (BIP) ที่มือถือรองรับ โดยตรง
.
ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจ (แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง)
✅ Trezor Suite บนมือถือ
รองรับเฉพาะ Bitcoin ที่ใช้มาตรฐาน BIP84 (Native SegWit) เท่านั้น
- ใช้ address แบบ bc1q…
- ถูก “ล็อก” ไว้ที่ BIP84 อย่างเดียว
- ไม่สามารถปรับกลับไปใช้ BIP44 หรือ อัปเกรดไปเป็น BIP48 หรือเลือกมาตรฐาน address อื่นได้
➡️ นี่คือเหตุผลหลักที่มือถือ ไม่มีฟังก์ชัน Send
.
❌ ทำไมเหรียญอื่นถึงใช้งานไม่ได้?
- คริปโตอื่น ๆ (รวมถึง account รูปแบบเดิมของ Bitcoin) ใช้มาตรฐาน BIP44
- แต่ Trezor Suite บนมือถือ ไม่รองรับ BIP44
- จึงทำได้แค่ ดูยอด ดูประวัติ และรับเหรียญ (Receive)
ไม่ใช่เพราะมือถือ “ไม่ปลอดภัย” แต่เพราะ โครงสร้างมาตรฐานกระเป๋าที่รองรับไม่ตรงกัน
.
แล้ว Trezor Suite บนคอมต่างยังไง?
✅ Trezor Suite (Web / Desktop)
รองรับ
- BIP44 (Legacy / Multicoin)
- BIP49
- BIP84 (Native SegWit)
- BIP86 (Taproot)
จึงสามารถ ส่งเหรียญ (Send) จัดการบัญชีหลายรูปแบบ และใช้งานกับคริปโตหลายเหรียญได้ครบ
.
✅ สรุปให้เข้าใจง่าย
📱 Trezor Suite บนมือถือ
- รองรับเฉพาะ Bitcoin แบบ BIP84
- ดูยอด / รับเหรียญ / ติดตามกระเป๋า
- ไม่มี Send เพราะไม่รองรับ BIP อื่น
💻 Trezor Suite บนคอม
- รองรับหลาย BIP
- ส่งเหรียญและจัดการธุรกรรมได้ครบ
.
ขอบคุณข้อมูลจากเพื่อน ๆ ทุกท่านนะครับ

1 week ago | [YT] | 12

Bitcast

Edited: ⚠️ [อัปเดตข้อมูล / ชี้แจงเพิ่มเติม]
เมื่อวานแอดเคยโพสต์อธิบายเรื่อง
“ทำไม Trezor Suite บนมือถือถึงไม่มีปุ่ม Send (ถอนเหรียญ)”
.
วันนี้ขอแก้ไขและอธิบายเพิ่มเติม เนื่องจากมีจุดที่ข้อมูลคลาดเคลื่อน ขอบคุณทุกคอมเมนต์ที่ช่วยกันตรวจสอบครับ 🙏
.
ทำไม Trezor Suite บนมือถือถึงไม่มีปุ่ม Send (ถอนเหรียญ)?
หลายคนที่ใช้งาน Trezor Suite บนมือถือ (Mobile App) อาจสังเกตว่าในแอป ไม่มีปุ่ม Send เหมือนเวอร์ชันคอมพิวเตอร์
เหตุผล ไม่ได้เกิดจากการแยกมือถือ / คอม อย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ มาตรฐาน Address (BIP) ที่มือถือรองรับ โดยตรง
.
ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจ (แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง)
✅ Trezor Suite บนมือถือ
รองรับเฉพาะ Bitcoin ที่ใช้มาตรฐาน BIP84 (Native SegWit) เท่านั้น
- ใช้ address แบบ bc1q…
- ถูก “ล็อก” ไว้ที่ BIP84 อย่างเดียว
- ไม่สามารถปรับกลับไปใช้ BIP44 หรือ อัปเกรดไปเป็น BIP48 หรือเลือกมาตรฐาน address อื่นได้
➡️ นี่คือเหตุผลหลักที่มือถือ ไม่มีฟังก์ชัน Send
.
❌ ทำไมเหรียญอื่นถึงใช้งานไม่ได้?
- คริปโตอื่น ๆ (รวมถึง account รูปแบบเดิมของ Bitcoin) ใช้มาตรฐาน BIP44
- แต่ Trezor Suite บนมือถือ ไม่รองรับ BIP44
- จึงทำได้แค่ ดูยอด ดูประวัติ และรับเหรียญ (Receive)
ไม่ใช่เพราะมือถือ “ไม่ปลอดภัย” แต่เพราะ โครงสร้างมาตรฐานกระเป๋าที่รองรับไม่ตรงกัน
.
แล้ว Trezor Suite บนคอมต่างยังไง?
✅ Trezor Suite (Web / Desktop)
รองรับ
- BIP44 (Legacy / Multicoin)
- BIP49
- BIP84 (Native SegWit)
- BIP86 (Taproot)
จึงสามารถ ส่งเหรียญ (Send) จัดการบัญชีหลายรูปแบบ และใช้งานกับคริปโตหลายเหรียญได้ครบ
.
✅ สรุปให้เข้าใจง่าย
📱 Trezor Suite บนมือถือ
- รองรับเฉพาะ Bitcoin แบบ BIP84
- ดูยอด / รับเหรียญ / ติดตามกระเป๋า
- ไม่มี Send เพราะไม่รองรับ BIP อื่น
💻 Trezor Suite บนคอม
- รองรับหลาย BIP
- ส่งเหรียญและจัดการธุรกรรมได้ครบ
.
ขอบคุณข้อมูลจากเพื่อน ๆ ทุกท่านนะครับ

1 week ago (edited) | [YT] | 19

Bitcast

จัดการ USDT ด้วย Hardware wallet อย่างไรดี?
.
USDT เป็นหนึ่งในเหรียญที่เพื่อน ๆ มือใหม่หลายคนชอบสอบถามกันเข้ามาเยอะมากครับ ว่าเก็บใน Hardware wallet ยี่ห้อไหนได้บ้าง?
.
เรามาทำความเข้าใจเรื่อง Stable coin หรือเหล่า USDT หรือ USDC กันก่อนครับว่าเป้าหมายของการเก็บเหรียญเหล่านี้เป้าหมายมีอะไรบ้าง?
.
หลายคนอาจจะมีเหตุผลในการเก้บ Stable coin ที่ต่างกันครับ ตัวอย่างเช่น
1. รอตลาดร่วงและต้องการซื้อเหรียญนอกกระดานเทรด
หลัก ๆ เลยหลายคนเลือกที่จะเก็บ Stable coin เพราะอาจจะรอตลาดร่วงและต้องการซื้อเหรียญนอกกระดานเทรดเป็นหลัก การเก็บเป็น Stable coin มีแผนในการเทรดอยู่แล้ว โดยที่ผู้ที่มีประสบการณ์หลาย ๆ คนชอบรอจังหวะเหล่านี้กัน

2. ในปล่อยกู้
หลาย ๆ คนก็เลือกที่จะนำ Stable coin ไปปล่อยกูในแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อรับผลตอบแทน ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เรารับไหว(อย่าลืมศึกษาก่อนนำเหรียญไปลงทุนนะครับ)
.
3. ไม่มีเป้าหมาย
ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่แอดมินเจอค่อนข้างบ่อยมากจากการให้คำปรึกษาของเพื่อน ๆ ครับ หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่า Stable coin คืออะไร เก็บไปทำอะไรได้บ้าง? ซึ่งมีเพื่อน ๆ หลายคนก็เลือกที่จะเก็บ Stable coin ไว้และยังไม่รู้ว่าจะนำไปทำอะไรต่อ
.
แอดจะแนะนำเสมอว่าการเก็บ Stable coin นั้น Stable coin มูลค่ามักจะไม่เพิ่มและไม่ลดลง เปรียบเสมอเงิน USD ที่เราคุ้นเคย และการที่ต้องเก็บ Stable coin บน Blockchain นั้น จะต้องมีเหรียญค่าธรรมเนียมด้วย เช่น
.
ถ้าเราโอน ETH ไปเก็บ Hardware Wallet ก็จะไม่ต้องกังกลว่าเราจะต้องโอนค่าแก๊สไปด้วยไหม เพราะเราสามารถใช้ ETH เป็นค่าแก๊สได้เลยครับ แต่กับ USDT หรือ USDC นั้นไม่สามารถนำมาใช้เป็นค่าแก๊สได้ครับ เพราะ USDT หรือ USDC ไม่มีบล็อคเชนเป็นของตัวเอง จะไปอยู่ตามบล็อคเชนต่าง ๆ เช่น Ethreum, BNB smart chain หรือ Solana เป็นต้น
.
⛽️ ดังนั้นหากจะโอน USDT หรือ USDC ไปที่บล็อคเชนต่าง ๆ ก็จะต้องมีค่าแก๊สที่เป็น Native Token ของบล็อคเชนนั้น ๆ ไปด้วยครับ เพราะหากเราไม่มีค่าแก๊สตอนที่เราจะโอนกลับหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ เราจะทำธุรกรรมไม่ได้ครับ
.
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจัดการ USDT
Q: โอน Stable Coin อย่างเช่น USDT หรือ USDC ไปเก็บที่ Hardware Wallet จะต้องโอนไป Wallet Address ไหน?
A: ต้องดูว่าเราจะโอนไปที่บล็อคเชนไหนครับ
ถ้าเป็นฝั่ง EVM Address เช่น Ethereum, BNB smart chain, Polygon หรือ Abitrum เป็นต้น สามารถใช้ Wallet Address ของ Ethereum ได้เลยครับ เพราะจะเป็น Wallet Address เดียวกันครับ
ถ้าจะโอนไปที่ Solana หรือ Near ก็ต้องดู Wallet Address ของแต่ละ Network ด้วยนะครับ
.
Q: ต้องเลือก Network ไหน?
A: เลือก Network ใดก็ได้ที่เราอยากใช้งานครับ เลือก Ethereum, BNB smart chain, Polygon, Abitrum, Solana หรือ Near ได้ทั้งหมดครับ แต่ส่วนมากก็จะเลือกไป Ethereum หรือ BNB smart chain, Abitrum, Tron ที่ค่าโอนถูก ๆ ครับ
.
อ่านบทความต่อได้ที่นี่ครับ bit.ly/4e77Uly

1 week ago | [YT] | 26

Bitcast

มือใหม่ควรเริ่มใช้ Hardware Wallet ตั้งแต่เริ่มซื้อบิทคอยน์เลยหรือไม่?
.
ช่วงนี้มีเพื่อน ๆ มือใหม่หลายคนสอบถามเรื่องการใช้งาน Hardware Wallet กันเข้มาจำนวนมากว่า เพิ่งเริ่มต้นซื้อบิทคอยน์ควรซื้อ Hardware Wallet ไปใช้งานเลยไหม? ซึ่งเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่จะยังไม่ได้ศึกษาวิธีการใช้งาน Hardware Wallet กันมากนัก อาจจะเห็นเพื่อน ๆ คนอื่นส่วนใหญ่ใช้ Hardware Wallet เลยคิดว่าถ้าเก็บบิทคอยน์จริง ๆ ต้องใช้ Hardware Wallet ตั้งแต่แรกเลย
.
ซึ่งแท้จริงแล้วในช่วงแรกที่เราซื้อบิทคอยน์ผ่านกระดานเทรด (Exchange) นั้นไม่จำเป็นต้องใช้ Hardware Wallet ตั้งแต่ช่วงแรกก็ได้ เนื่องจากเราสามารถฝากไว้ที่กระดานเทรดก่อนได้ในระยะสั้น ซึ่งการเก็บบิทคอยน์หรือคริปโตนั้นก็มีการเก็บหลายวิธี สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก ๆ คือ
.
1. Custodial – ฝากผู้อื่นเก็บ Private Key ให้ เช่น Exchange หากต้องการถอนสินทรัพย์จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ให้บริการก่อนครับ
2. Non-custodial – เราเก็บ Private Key เอง เช่น Hardware Wallet หรือ Software Wallet แบบนี้เราสามารถถอนเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องได้รับการอนุญาตจากใครครับ
.
แล้วเมื่อไหร่ที่เราควรซื้อ Hardware Wallet มาใช้งาน?
สิ่งแรกที่เราควรตระหนักให้มากที่สุดก่อนการใช้งาน Hardware Wallet มากที่สุดเลยก็คือ ความรู้ความเข้าใจในการใช้งาน ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจในการใช้งาน Hardware Wallet แล้ว จะทำให้เรามีความมั่นใจในการใช้งานมากยิ่งขึ้น สามารถเก็บรักษาเหรียญได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย เพราะหากเราเลือกเก็บสินทรัพย์ด้วยตนเองแล้วนั้น ทุกความรับผิดชอบขึ้นอยู่ที่เราแต่เพียงผู้เดียวครับ หากกุญแจที่ใช้เข้าถึงสินทรัพย์หายก็ไม่มีใครสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ได้อีกตลอดไปครับ
.
ต้องมีเหรียญเท่าไหร่ถึงควรซื้อ Hardware Wallet มาใช้งาน
หากเราไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณก็สามารถซื้อได้เลยครับ แต่หากต้องการดูในแง่ของงบประมาณ อาจตั้งไว้ไม่เกินประมาณ 10% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มี (ไม่ใช่กฎตายตัว ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้) เช่น Hardware Wallet ราคา 3,000 บาท ใช้จัดการสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 30,000 บาท ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจครับ
.
วิธีที่น่าสนใจในการเรียนรู้การใช้งาน Hardware Wallet
การทดลองใช้ Software Wallet กับจำนวนเงินน้อย ๆ ก่อนครับ ซึ่ง Hardware Wallet กับ Software Wallet ต่างกันในเรื่องการเก็บ Private Key ให้อยู่ในรูปแบบออฟไลน์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยครับ ฉะนั้นหากเรามาฝึกทำความเข้าใจการใช้งานกับ Software Wallet ก่อน จะเป็นการทดลองการใช้งานการจัดการสินทรัพย์โดยการเก็บ Private Key ด้วยตนเองครับ
.
Hardware Wallet รุ่นไหนเหมาะกับมือใหม่ ราคาประหยัด
สำหรับมือใหม่แนะนำรุ่นที่ใช้งานง่ายและราคาเหมาะสม
Trezor Model One – ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่
Blockstream Jade Classic – ราคาประหยัด สำหรับสายจัดการเฉพาะบิทคอยน์เท่านั้น
OneKey Classic – เน้นใช้งานบนระบบ iOS เชื่อมต่อบูลทูธได้
.
สรุป
ช่วงแรกยังไม่จำเป็นต้องมี Hardware Wallet ก็ได้ครับ รอให้เราได้ทำความเข้าใจการดูแลรักษาสินทรัพย์ให้ถูกวิธีและปลอดภัยก่อนจะคุ้มค่ามากกว่า ในการเริ่มต้นใช้งาน Hardware Wallet ครับ
.
หากยังไม่พร้อมซื้อ Hardware Wallet การฝากสินทรัพย์ไว้ที่ Exchange ในระยะสั้นและจำนวนไม่มากก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่ต้องดูแลข้อมูลสำคัญให้ดี โดยเฉพาะ Email, รหัสผ่าน, และระบบยืนยันตัวตนแบบ 2FA ไว้ด้วยจะเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ
.
หากใครต้องการซื้อ Hardware wallet สักเครื่อง จิ้มเลยฮะ Bitcast ตัวแทนจำหน่าย Hardware wallet อย่างเป็นทางการในไทยครับ thaibitcast.com/collections/all

1 week ago | [YT] | 18

Bitcast

“การโอนเหรียญไป Hardware Wallet” แท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร?
.
หลายคน โดยเฉพาะมือใหม่ อาจเข้าใจว่าการโอนเหรียญไป Hardware Wallet คือการโอนออกจาก Exchange แล้วเหรียญจะเข้าไปอยู่ในตัวเครื่อง Hardware Wallet หรือเข้าไปอยู่ในแอปของ Hardware Wallet บนมือถือ
.
แต่ความจริงแล้ว ไม่ใช่แบบนั้นครับ เรามาสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกันใหม่ดีกว่า
.
เหรียญคริปโตอยู่ที่ไหน?
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าบิทคอยน์หรือคริปโตเก็ยอยู่ที่ไหน ซึ่งบิทคอยน์หรือคริปโต ไม่ได้ถูกเก็บอยู่ในอุปกรณ์ใด ๆ แต่ถูกบันทึกอยู่บน Blockchain ซึ่งเป็นระบบบันทึกข้อมูลธุรกรรมแบบกระจายศูนย์
การที่เราจะสามารถเข้าถึงหรือควบคุมเหรียญคริปโตได้นั้นจำเป็นต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า Private Key ซึ่งเปรียบเสมือน “กุญแจ” สำหรับพิสูจน์ความเป็นเจ้าของเหรียญ และใช้ในการเซ็นยืนยันธุรกรรมบน Blockchain
.
แล้วการโอนเหรียญคืออะไร?
การโอนเหรียญ ไม่ใช่การโอนจากที่หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่ง เช่น ไม่ใช่การโอนจาก Exchange เข้าไปอยู่ในตัวเครื่อง Hardware Wallet หรือเข้าไปอยู่ในแอปโดยตรง
.
แต่การโอนเหรียญคือการสร้างธุรกรรมบน Blockchain โดยใช้ Private Key ของผู้ส่งในการเซ็นธุรกรรม เพื่อโอนสิทธิ์การควบคุมเหรียญไปยัง Address ของผู้รับ
.
พูดให้เข้าใจง่ายคือไม่ใช่การย้ายเหรียญเข้าตัวเครื่องแต่เป็นการเปลี่ยนว่า ใครคือผู้ที่ควบคุมเหรียญนั้นได้บน Blockchain โดยใช้ Address บน Blockchain เป็นตัวล๊อค และคนที่มีกุญแจที่เรียกว่า Private Key เท่านั้นที่จะควบคุมมันได้
.
เหรียญไม่ได้อยู่ใน Hardware Wallet แล้ว Hardware Wallet ทำหน้าที่อะไร?
Hardware Wallet ไม่ได้เก็บเหรียญ
แต่ทำหน้าที่
- เก็บ Private Key อย่างปลอดภัย
- ใช้ Private Key ในการเซ็นธุรกรรม
- โดยไม่เปิดเผย Private Key ออกไปยังคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต
.
ดังนั้น หาก Hardware Wallet พังหรือเสียหาย เหรียญจะไม่หายไปด้วย เพราะเหรียญยังคงอยู่บน Blockchain เพราะมีแต่กุญแจที่เรียกว่า Private Key เท่านั้นที่หาย และเราสามารถกู้คืนการเข้าถึงเหรียญได้ตราบใดที่เรายังมี Seed Phrase
.
แล้วเหรียญที่อยู่บน Exchange ล่ะ อยู่ที่ไหน?
เหรียญที่อยู่บน Exchange ก็ถูกบันทึกอยู่บน Blockchain เช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างคือ Private Key ถูกถือโดย Exchange ไม่ใช่ผู้ใช้งาน
.
ยอดเหรียญที่เราเห็นใน Exchange เป็นเพียงข้อมูลในระบบบัญชีของ Exchange ที่บอกว่าเรา มีสิทธิ์เรียกร้องเหรียญจาก Exchange เท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่ใจ Database ในการเก็บ ไม่ใช่การที่เราถือ Private Key ของเหรียญเหล่านั้นจริง ๆ
.
โดย Exchange จะมีการจัดเก็บเหรียญรวมกันทั้งในรูปแบบ Hot Wallet และ Cold Wallet ตามสัดส่วนที่แต่ละ Exchange กำหนด
.
สรุปให้เข้าใจง่าย
- เหรียญคริปโต ไม่ได้อยู่ใน Hardware Wallet
- Hardware Wallet ไม่ได้เก็บเหรียญ แต่เก็บ Private Key
- การโอนเหรียญ คือการสร้างธุรกรรมบน Blockchain
- เป็นการโอนสิทธิ์การควบคุมเหรียญไปยัง Address ใหม่
- หากไม่ถือ Private Key เอง แปลว่าเราไม่ได้ควบคุมเหรียญนั้นจริง ๆ
Not your private keys, not your coins

2 weeks ago | [YT] | 21