Bangkok Gravity
Ambient Intelligence (เอไอ ที่เป็นเหมือนพระเจ้า / เข้าใกล้ความเป็นพระเจ้า)เมื่อ AI ไม่ได้อยู่ในจอ แต่อยู่รอบตัวเราลองจินตนาการดูนะครับ...ในอนาคตอันใกล้คุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้าคุณไม่ได้หยิบโทรศัพท์ไม่ได้กดสวิตช์ไฟไม่ได้สั่ง Alexa หรือ Google Assistant ว่า..."เปิดม่าน"แต่ม่านกลับค่อย ๆ เปิดเองแอร์ปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับร่างกายของคุณกาแฟเริ่มชงลำโพงเปิดข่าวที่คุณสนใจและทั้งหมดนี้...คุณยังไม่ได้สั่งอะไรเลยแม้แต่คำเดียวนี่ไม่ใช่เวทมนตร์ครับแต่มันคือแนวคิดที่เรียกว่าAmbient Intelligenceหรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า"ปัญญาประดิษฐ์สภาวะแวดล้อม"AI ที่เราไม่จำเป็นต้องสั่งAI ในยุคแรก ๆ เราต้องเป็นคนเรียกมันออกมาอยากได้ข้อมูลก็เปิด Googleอยากให้ AI ทำงานก็เปิด ChatGPTอยากเปิดไฟก็พูดว่า "เปิดไฟ"แต่ Ambient Intelligence กำลังเปลี่ยนแนวคิดนี้ไปอีกขั้นคือ...เราไม่จำเป็นต้องเรียก AI อีกต่อไปเพราะ AI จะอยู่ในสภาพแวดล้อมรอบตัวเรามันรับข้อมูลจากกล้องเซนเซอร์นาฬิกาอัจฉริยะโทรศัพท์รถยนต์บ้านอุปกรณ์ IoTแล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลเพื่อพยายามเข้าใจว่า...ตอนนี้เรากำลังทำอะไรเรากำลังรู้สึกอย่างไรและอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า เราน่าจะต้องการอะไรนี่คือสิ่งที่เรียกว่าZero-Interface AIหรือ AI ที่แทบไม่มี "อินเทอร์เฟซ" ให้เราเห็นเลยลองคิดง่าย ๆ ว่าAI ไม่ได้รอให้คุณพูดว่า"ผมเหนื่อย"แต่มันอาจเห็นจากข้อมูลว่าคุณนอนน้อยหัวใจเต้นเร็วเดินช้าลงอุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนและพฤติกรรมของคุณผิดไปจากปกติจากนั้นรถยนต์อาจปรับเบาะลดแสงปรับอุณหภูมิและเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยกว่าให้คุณเองคุณไม่ได้สั่งมันแต่ระบบตัดสินใจแทนคุณและนี่แหละครับ...คือจุดที่เรื่องนี้เริ่มน่าสนใจมากขึ้นเพราะ Ambient Intelligence ไม่ได้มีแค่เรื่องความสะดวกลองเปลี่ยนจากบ้าน...ไปเป็นโรงพยาบาลผู้สูงอายุเดินอยู่ในห้องไม่มีใครเฝ้าอยู่ตลอดเวลาแต่เซนเซอร์สามารถตรวจจับรูปแบบการเดินได้ถ้าเกิดการล้มหรือพบความผิดปกติของชีพจรAI สามารถวิเคราะห์สถานการณ์แล้วส่งสัญญาณไปยังญาติบุคลากรทางการแพทย์หรือหน่วยฉุกเฉินโดยที่ผู้สูงอายุไม่ต้องกดปุ่มขอความช่วยเหลือเลยนี่คือด้านที่สวยงามของ Ambient Intelligenceมันสามารถทำให้เทคโนโลยี...ดูแลเราโดยที่เราแทบไม่รู้สึกว่ามันกำลังทำงานอยู่แต่ถ้าเราเอาเทคโนโลยีแบบเดียวกันนี้...ออกจากบ้านแล้วเอาไปไว้ในเมืองล่ะ?ตรงนี้เรื่องจะเริ่มเปลี่ยนทันทีจาก Smart Home สู่ Smart Cityลองจินตนาการว่ากล้องในเมืองเซนเซอร์ระบบขนส่งโทรศัพท์รถยนต์ระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดเชื่อมต่อเข้าหากันAI สามารถมองเห็นรูปแบบบางอย่างที่มนุษย์มองไม่เห็นเช่นรถคันหนึ่งจอดอยู่ในจุดเดิมนานผิดปกติมีคนเดินวนอยู่บริเวณเดิมหลายครั้งมีวัตถุถูกทิ้งไว้เกิดเสียงผิดปกติมีการรวมตัวของคนจำนวนมากผิดจากพฤติกรรมปกติหรือมีรูปแบบบางอย่างที่ระบบเคยพบว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อันตรายAI สามารถแจ้งเตือนได้ทันทีนี่คือการเปลี่ยนจากReactive Securityคือรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยจัดการไปสู่Proactive Securityคือพยายามมองเห็นสัญญาณของปัญหาก่อนที่มันจะเกิดและตรงนี้เองครับ...เราจะเริ่มเข้าใกล้แนวคิดที่น่าสนใจมากนั่นคือPre-crimeหรือการคาดการณ์อาชญากรรมก่อนเกิดขึ้นหลายคนน่าจะนึกถึงหนังเรื่องMinority Reportที่ตำรวจสามารถรู้ว่าใครกำลังจะก่ออาชญากรรมแล้วเข้าไปจับก่อนที่อาชญากรรมจะเกิดฟังดูเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ใช่ไหมครับ?แต่ความจริงคือ...บางส่วนของแนวคิดนี้เกิดขึ้นแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้เหมือนในหนังPre-crime ในโลกจริงปัจจุบัน AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตได้เช่นพื้นที่ไหนมีอาชญากรรมบ่อยช่วงเวลาไหนเกิดเหตุบ่อยลักษณะเหตุการณ์เป็นอย่างไรสภาพแวดล้อมแบบไหนสัมพันธ์กับอาชญากรรมแล้วสร้างเป็น "แผนที่ความเสี่ยง"เช่นคืนนี้ช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มพื้นที่แห่งหนึ่งอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติตำรวจจึงสามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจตราบริเวณนั้นมากขึ้นสังเกตนะครับ...AI ไม่ได้บอกว่า"คนคนนี้จะก่ออาชญากรรม"แต่มันบอกว่า"สถานการณ์แบบนี้ มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาชญากรรม"สองอย่างนี้ต่างกันมหาศาลแต่ลองขยับไปอีกขั้นสมมุติว่าในอนาคตAI สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมหาศาลเข้าด้วยกันได้ผมลองยกตัวอย่างสมมุติให้เห็นภาพนะครับสมชายถูกบริษัทไล่ออกก่อนหน้านั้นเขาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลายครั้งระบบรักษาความปลอดภัยในบริษัทบันทึกพฤติกรรมเหล่านี้เอาไว้หลังจากนั้นกล้องอีกระบบหนึ่งตรวจพบชายที่มีลักษณะตรงกับสมชายอยู่บริเวณร้านขายอาวุธต่อมาระบบกล้องในเมืองพบชายคนเดิมปรากฏตัวอยู่ใกล้บ้านของอดีตนายจ้างและหลังจากนั้นพบว่าเขากลับมาปรากฏตัวบริเวณโรงงานอีกหลายครั้งแต่ละครั้ง...ข้อมูลแต่ละชิ้นอาจไม่ได้หมายความว่าเขากำลังก่ออาชญากรรมแต่เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกันAI อาจมองเห็นว่า"รูปแบบพฤติกรรมนี้ มีความเสี่ยงสูงผิดปกติ"และระบบอาจส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่อาจตกเป็นเป้าหมายไปยังฝ่ายรักษาความปลอดภัยหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนี่คือสิ่งที่น่าสนใจมากเพราะ AI ไม่ได้กำลัง "เห็นอนาคต"มันกำลังทำสิ่งที่แตกต่างออกไปคือ...เอาสัญญาณเล็ก ๆ จำนวนมหาศาลมาประกอบกัน แล้วคำนวณความน่าจะเป็นแล้วมันจะจับคนก่อนก่อเหตุได้ไหม?ตรงนี้ต้องแยกให้ออกครับการที่ AI บอกว่า"บุคคลนี้มีความเสี่ยงสูง"ไม่ได้แปลว่า"บุคคลนี้เป็นอาชญากร"เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนใจได้คนที่โกรธไม่ได้แปลว่าจะฆ่าใครคนที่ซื้ออาวุธไม่ได้แปลว่าจะใช้มันก่ออาชญากรรมคนที่เดินผ่านบ้านใครไม่ได้แปลว่ากำลังสะกดรอยตามและนี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดของ Pre-crimeAI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมได้แต่การตีความว่า"มนุษย์กำลังคิดอะไรอยู่"เป็นอีกเรื่องหนึ่งและลองคิดดูนะครับถ้าคนคนหนึ่งถูก AI ประเมินว่ามีความเสี่ยง 90%คำถามคือ...90% นั้นหมายถึงอะไร?หมายความว่าเขาจะก่อเหตุจริง 90% หรือเปล่า?ไม่ใช่มันอาจหมายถึงเพียงว่า"รูปแบบพฤติกรรมของเขาคล้ายกับรูปแบบที่เคยเกิดก่อนเหตุการณ์บางประเภท"เท่านั้นเองและถ้า AI ผิดล่ะ?นี่คือสิ่งที่เรียกว่าFalse Positiveหรือการแจ้งเตือนว่ามีภัย ทั้งที่จริง ๆ ไม่มีภัยAI อาจกลายเป็นผู้สร้างอาชญากรรมเสียเองลองคิดให้ลึกขึ้นอีกนิดถ้า AI บอกตำรวจว่า"ย่านนี้มีความเสี่ยงสูง"ตำรวจจึงส่งกำลังไปมากขึ้นเมื่อมีตำรวจมากขึ้นก็ย่อมมีการตรวจค้นและจับกุมมากขึ้นจากนั้นข้อมูลในระบบก็จะบอกว่า"เห็นไหม?ย่านนี้มีอาชญากรรมสูงจริง ๆ"AI ก็ยิ่งส่งตำรวจไปที่นี่มากขึ้นแล้วก็เกิดการจับกุมมากขึ้นอีกนี่อาจกลายเป็นวงจรAI สร้างข้อมูลเพื่อยืนยันสิ่งที่ AI เชื่ออยู่แล้วนี่คือเหตุผลว่าทำไมAI ด้านความมั่นคงจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคโนโลยีแต่มันเป็นเรื่องของอำนาจด้วยและปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐอย่างเดียวเพราะ Ambient Intelligence ไม่ได้มีเฉพาะตำรวจบริษัทเอกชนก็สามารถใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกันได้ลองคิดว่าโทรศัพท์ของคุณรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนรถรู้ว่าคุณขับอย่างไรนาฬิกาอัจฉริยะรู้ว่าหัวใจคุณเต้นอย่างไรกล้องรู้ว่าคุณเดินผ่านที่ไหนร้านค้ารู้ว่าคุณซื้ออะไรแพลตฟอร์มออนไลน์รู้ว่าคุณดูอะไรและ AI สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์รวมกันสิ่งที่บริษัทไม่ได้เห็นอีกต่อไป...อาจไม่ใช่แค่"คุณซื้อสินค้าอะไร"แต่มันอาจเริ่มเห็นว่าคุณเป็นคนแบบไหนคุณมีนิสัยอย่างไรคุณมีความสนใจอะไรคุณมีช่วงเวลาที่อ่อนแอเมื่อไหร่อะไรทำให้คุณตัดสินใจซื้ออะไรทำให้คุณกลัวอะไรทำให้คุณโกรธและอะไรทำให้คุณคล้อยตามนี่คือจุดที่ AI ทางธุรกิจเริ่มน่ากลัวเพราะการโฆษณาในอดีตคือ"เรามีสินค้านี้ คุณสนใจไหม?"แต่ AI ในอนาคตอาจกลายเป็น"เรารู้ว่าคุณกำลังจะสนใจสินค้านี้ ก่อนที่คุณจะรู้ตัวเสียอีก"และเมื่อ AI รู้ว่าช่วงเวลาไหนที่คุณเหนื่อยช่วงเวลาไหนที่คุณเหงาช่วงเวลาไหนที่คุณเครียดมันก็สามารถเลือกเวลาที่เหมาะที่สุดในการเสนอสินค้าเสนอเนื้อหาหรือแม้แต่ชี้นำการตัดสินใจนี่คือสิ่งที่เรียกว่าAlgorithmic Persuasionหรือการใช้ระบบอัลกอริทึมเพื่อชักจูงการตัดสินใจแล้วมนุษย์จะยังมีอิสระอยู่หรือไม่?นี่อาจเป็นคำถามใหญ่ที่สุดของ Ambient Intelligenceเพราะตอนที่ AI อยู่ในโทรศัพท์เรายังสามารถปิดโทรศัพท์ได้แต่ถ้า AI อยู่ในบ้านรถถนนโรงพยาบาลร้านค้าที่ทำงานระบบขนส่งกล้องวงจรปิดและโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเราจะ "ปิด" มันได้หรือไม่?และถ้าเราไม่สามารถปิดมันได้คำถามต่อไปก็คือ...ใครเป็นเจ้าของ AI?ใครเป็นเจ้าของข้อมูล?ใครเป็นคนกำหนดว่าอะไรคือ "พฤติกรรมผิดปกติ"?ใครเป็นคนกำหนดว่าใครคือ "บุคคลเสี่ยง"?และที่สำคัญที่สุด...ใครเป็นคนตรวจสอบ AI?ผมคิดว่าในอนาคตปัญหาของ AI อาจไม่ใช่ว่า"AI ฉลาดเกินไปหรือเปล่า?"แต่คำถามอาจกลายเป็นว่า"AI ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ใครเป็นคนถือ AI เอาไว้?"เพราะ AI ที่ฉลาดมากถ้าอยู่ในมือของคนที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนมันสามารถเป็นระบบป้องกันภัยที่ยอดเยี่ยมแต่ AI ตัวเดียวกันถ้าอยู่ในมือของรัฐที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือบริษัทที่ต้องการควบคุมผู้บริโภคมันก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมาทางออกอาจไม่ใช่ "หยุด AI"ผมคิดว่าเราไม่สามารถหยุดเทคโนโลยีนี้ได้และอาจไม่จำเป็นต้องหยุดด้วยเพราะประโยชน์ของ Ambient Intelligence มีมหาศาลมันช่วยผู้สูงอายุช่วยคนพิการช่วยผู้ป่วยช่วยลดอุบัติเหตุช่วยป้องกันอาชญากรรมช่วยให้เมืองทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราง่ายขึ้นอย่างมากปัญหาจึงไม่ใช่"เราจะใช้ AI หรือไม่ใช้ AI"แต่เป็น"เราจะออกแบบกติกาอย่างไร ให้ AI รับใช้มนุษย์ โดยไม่กลายเป็นเครื่องมือควบคุมมนุษย์"บางทีสิ่งที่เราต้องการในอนาคตอาจไม่ใช่แค่Smart Cityแต่ต้องเป็นAccountable Smart Cityเมืองที่ฉลาด...แต่ต้องตรวจสอบได้AI ที่เก่ง...แต่ต้องอธิบายได้ระบบรักษาความปลอดภัยที่เร็ว...แต่ต้องไม่ตัดสินคนจากความน่าจะเป็นเพียงอย่างเดียวและที่สำคัญประชาชนต้องมีช่องทางตรวจสอบว่าข้อมูลของตัวเองถูกใช้ทำอะไรAI ตัดสินใจอย่างไรและใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อ AI ตัดสินใจผิดเพราะในท้ายที่สุดAmbient Intelligence อาจทำให้โลกของเราเป็นโลกที่AI ไม่ได้อยู่ในคอมพิวเตอร์ไม่ได้อยู่แค่ในโทรศัพท์แต่...AI อยู่รอบตัวเรามันมองเห็นเราได้ยินเราเรียนรู้จากเราคาดการณ์เราและอาจจะ...รู้จักเรามากกว่าที่เรารู้จักตัวเองเสียอีกคำถามจึงไม่ใช่แล้วว่า"AI จะฉลาดแค่ไหน?"แต่คือ...เมื่อ AI ฉลาดพอที่จะคาดการณ์พฤติกรรมของมนุษย์ได้แล้วเราจะยังเป็นคนที่ควบคุม AI อยู่หรือไม่?หรือในวันหนึ่ง...AI จะเป็นฝ่ายกำหนดสภาพแวดล้อมที่ทำให้มนุษย์เลือกในสิ่งที่ AI คาดการณ์เอาไว้แล้ว?และถ้าวันนั้นมาถึงจริง ๆ...เราจะยังเรียกสิ่งนั้นว่า"ความสะดวกสบาย"หรือเราจะเรียกมันว่า"การควบคุม"อันนี้...ผมคิดว่าเป็นคำถามที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันตอบครับ
3 weeks ago | [YT] | 0
View 0 replies
" คนมีค่าเท่าๆกัน " น้้นไม่จริง ค่าของคนขึ้นอยู่กับผลงานและสิ่งที่ทำมาในอดีต คุณงามความดีต่างๆคำพูดลวงโลกที่ พูดกันมานาน ไม่รู้เป็นกลอุบายของใคร ควรเปลี่ยนใหม่และเผยแพร่ให้มากที่สุด##thailand #มันผิด #สุภาษิต #ฝันดี #จิต #อนาคตประเทศไทย #ความมั่นคง
คำพูดลวงโลกที่ พูดกันมานาน ไม่รู้เป็นกลอุบายของใคร ควรเปลี่ยนใหม่และเผยแพร่ให้มากที่สุด เพื่อให้สิ่งดีๆ ยังคงอยู่ สืบไป นานเท่านาน"ทำดีไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เปลี่ยนเป็น ทำดีต้องได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม"
ธุรกิจสีเทาที่เป็นข่าวตั้งแต่ปี2000-ตอนนี้ นับมเฉพาะมูลค่าเกิน 100ล้านบาท หากนับทั้งหมดมีมากกว่านี้อีกมากเกินจินตานาการ เราไม่ต้องการประจานใคร แค่ เราอยากทำให้คนตระหนัก ความเสียหายที่มี และมุ่งให้คนที่กำลังทำหรือคิดทำ หรืออยู่ในวงจร พวกนี้ ได้สะกิดใจได้บ้างว่า ประเทศที่เงินหายไปมากมายแบบนี้ ลูกหลานของทุกคนรวมทั้งคนที่คิดไม่ดี อนาคตจะอยู่กันแบบไหน คุณอาจจะรวยตอนนี้ แต่ในอนาคตไม่พ้นต้องกลับมาจน และอาจจะจนยิ่งกว่าเดิม เพราะ .......................................เงินมันถูกดูดออกไปจากประเทศ จำนวนมหาศาล (ไม่คาดหวังตัวการใหญ่นะ เพราะพวกนั้นมันคงคิดว่า มันคงย้ายหนีไปประเทศที่ดีกว่าด้) (ข้อมูล ให้เอไอรวบรวมให้)ทุนจีนสีเทา: ใช้บริษัทนอมินีและธุรกิจบังหน้า เช่น โรงแรม, ร้านอาหาร, อสังหาริมทรัพย์ เพื่อฟอกเงินและควบคุมธุรกิจในไทย.คริปโตผิดกฎหมาย: ขุดเหมืองคริปโตโดยใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมาย มูลค่าความเสียหาย ~953 ล้านบาท และเชื่อมโยงกับการฟอกเงินข้ามชาติ.บัญชีม้า/บริษัทนอมินี: พบการใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทนต่างชาติในธุรกิจเสี่ยงกว่า 2,000 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม ~2.53 พันล้านบาท.บ่อน/หวยใต้ดิน/แรงงานผิดกฎหมาย: ACT ประเมินธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้มีมูลค่ารวม ~1.7 ล้านล้านบาท/ปี โดยมีการจ่ายสินบน ~85,000 ล้านบาท/ปี.จำนวนคดี ≥100 ล้านบาท มีมากกว่าหลายพันคดี (DSI รายงาน 3,325 คดี มูลค่ารวม ~739,000 ล้านบาท).ตัวเลขมูลค่ามีความแตกต่างตามแหล่งข้อมูลและสถานะคดี (สิ้นสุด/ยังดำเนินการ).****ภาพเอไอสร้างให้ ภาษาอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง พยายามอ่านหน่อยนะอินโฟกราฟิกนี้แบ่งธุรกิจสีเทาออกเป็น 6 หมวดหลัก: บ่อน/หวยใต้ดิน, พนันออนไลน์, ทุนจีนสีเทา, คริปโตผิดกฎหมาย, บัญชีม้า/นอมินี, และแรงงานเถื่อนใช้ตัวเลขมูลค่าความเสียหายชัดเจน (ปีละหลายแสนล้านบาท) เพื่อให้คนเห็นภาพว่าเงินมหาศาลหายไปจากระบบเศรษฐกิจมีข้อความสะกิดใจด้านล่าง: “เงินผิดกฎหมาย = อนาคตลูกหลานที่หายไป” พร้อมภาพโรงเรียน โรงพยาบาล และสะพาน เพื่อเปรียบเทียบว่าถ้าเงินเหล่านี้ถูกใช้ถูกทาง สังคมจะดีขึ้นแค่ไหน🇹🇭 Grey Businesses in ThailandDirty money worth hundreds of billions per yearCategory Estimated Value DescriptionGambling Dens & Underground Lottery ~฿500 billion/year Illegal casinos and underground lottery networks paying bribes to operate.Online Gambling ~฿200 billion/year Online betting sites transferring money through mule accounts.Grey Chinese Capital ≥฿10 billion/year Front businesses used for money laundering and property control.Illegal Crypto Mining ~฿953 million Underground crypto farms using stolen electricity and laundering funds.Mule Accounts / Nominee Companies ~฿2.53 billion Thai citizens holding shares for foreign investors to evade taxes.Illegal Labor Networks ~฿85 billion/year Human trafficking and illegal migrant labor with bribery at checkpoints.💔 Illegal Money = Lost Future for Our ChildrenFunds that could build schools, hospitals, and infrastructure are instead drained into grey businesses.Every baht lost to corruption and crime is a step backward for Thailand’s next generation.
2 months ago | [YT] | 1
ทีมไทยวันนี้จัดโลเตชั่น แต่โค็ชก็หวังลึกๆว่าจะชนะซาอุได้ เชื่อว่าโคีชต้องการขึ้นที่1หวังเจอเกาหลีใต้ เพื่อได้ปะกำลังก่อนพบกันในบอลโลกรอบคัดเลือก
2 years ago | [YT] | 0
Bangkok Gravity
Ambient Intelligence (เอไอ ที่เป็นเหมือนพระเจ้า / เข้าใกล้ความเป็นพระเจ้า)
เมื่อ AI ไม่ได้อยู่ในจอ แต่อยู่รอบตัวเรา
ลองจินตนาการดูนะครับ...
ในอนาคตอันใกล้
คุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
คุณไม่ได้หยิบโทรศัพท์
ไม่ได้กดสวิตช์ไฟ
ไม่ได้สั่ง Alexa หรือ Google Assistant ว่า...
"เปิดม่าน"
แต่ม่านกลับค่อย ๆ เปิดเอง
แอร์ปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับร่างกายของคุณ
กาแฟเริ่มชง
ลำโพงเปิดข่าวที่คุณสนใจ
และทั้งหมดนี้...
คุณยังไม่ได้สั่งอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ครับ
แต่มันคือแนวคิดที่เรียกว่า
Ambient Intelligence
หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า
"ปัญญาประดิษฐ์สภาวะแวดล้อม"
AI ที่เราไม่จำเป็นต้องสั่ง
AI ในยุคแรก ๆ เราต้องเป็นคนเรียกมันออกมา
อยากได้ข้อมูลก็เปิด Google
อยากให้ AI ทำงานก็เปิด ChatGPT
อยากเปิดไฟก็พูดว่า "เปิดไฟ"
แต่ Ambient Intelligence กำลังเปลี่ยนแนวคิดนี้ไปอีกขั้น
คือ...
เราไม่จำเป็นต้องเรียก AI อีกต่อไป
เพราะ AI จะอยู่ในสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา
มันรับข้อมูลจากกล้อง
เซนเซอร์
นาฬิกาอัจฉริยะ
โทรศัพท์
รถยนต์
บ้าน
อุปกรณ์ IoT
แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผล
เพื่อพยายามเข้าใจว่า...
ตอนนี้เรากำลังทำอะไร
เรากำลังรู้สึกอย่างไร
และอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า เราน่าจะต้องการอะไร
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า
Zero-Interface AI
หรือ AI ที่แทบไม่มี "อินเทอร์เฟซ" ให้เราเห็นเลย
ลองคิดง่าย ๆ ว่า
AI ไม่ได้รอให้คุณพูดว่า
"ผมเหนื่อย"
แต่มันอาจเห็นจากข้อมูลว่า
คุณนอนน้อย
หัวใจเต้นเร็ว
เดินช้าลง
อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยน
และพฤติกรรมของคุณผิดไปจากปกติ
จากนั้นรถยนต์อาจปรับเบาะ
ลดแสง
ปรับอุณหภูมิ
และเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยกว่าให้คุณเอง
คุณไม่ได้สั่งมัน
แต่ระบบตัดสินใจแทนคุณ
และนี่แหละครับ...
คือจุดที่เรื่องนี้เริ่มน่าสนใจมากขึ้น
เพราะ Ambient Intelligence ไม่ได้มีแค่เรื่องความสะดวก
ลองเปลี่ยนจากบ้าน...
ไปเป็นโรงพยาบาล
ผู้สูงอายุเดินอยู่ในห้อง
ไม่มีใครเฝ้าอยู่ตลอดเวลา
แต่เซนเซอร์สามารถตรวจจับรูปแบบการเดินได้
ถ้าเกิดการล้ม
หรือพบความผิดปกติของชีพจร
AI สามารถวิเคราะห์สถานการณ์
แล้วส่งสัญญาณไปยังญาติ
บุคลากรทางการแพทย์
หรือหน่วยฉุกเฉิน
โดยที่ผู้สูงอายุไม่ต้องกดปุ่มขอความช่วยเหลือเลย
นี่คือด้านที่สวยงามของ Ambient Intelligence
มันสามารถทำให้เทคโนโลยี...
ดูแลเราโดยที่เราแทบไม่รู้สึกว่ามันกำลังทำงานอยู่
แต่ถ้าเราเอาเทคโนโลยีแบบเดียวกันนี้...
ออกจากบ้าน
แล้วเอาไปไว้ในเมืองล่ะ?
ตรงนี้เรื่องจะเริ่มเปลี่ยนทันที
จาก Smart Home สู่ Smart City
ลองจินตนาการว่า
กล้องในเมือง
เซนเซอร์
ระบบขนส่ง
โทรศัพท์
รถยนต์
ระบบรักษาความปลอดภัย
ทั้งหมดเชื่อมต่อเข้าหากัน
AI สามารถมองเห็นรูปแบบบางอย่างที่มนุษย์มองไม่เห็น
เช่น
รถคันหนึ่งจอดอยู่ในจุดเดิมนานผิดปกติ
มีคนเดินวนอยู่บริเวณเดิมหลายครั้ง
มีวัตถุถูกทิ้งไว้
เกิดเสียงผิดปกติ
มีการรวมตัวของคนจำนวนมากผิดจากพฤติกรรมปกติ
หรือมีรูปแบบบางอย่างที่ระบบเคยพบว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อันตราย
AI สามารถแจ้งเตือนได้ทันที
นี่คือการเปลี่ยนจาก
Reactive Security
คือรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยจัดการ
ไปสู่
Proactive Security
คือพยายามมองเห็นสัญญาณของปัญหาก่อนที่มันจะเกิด
และตรงนี้เองครับ...
เราจะเริ่มเข้าใกล้แนวคิดที่น่าสนใจมาก
นั่นคือ
Pre-crime
หรือการคาดการณ์อาชญากรรมก่อนเกิดขึ้น
หลายคนน่าจะนึกถึงหนังเรื่อง
Minority Report
ที่ตำรวจสามารถรู้ว่าใครกำลังจะก่ออาชญากรรม
แล้วเข้าไปจับก่อนที่อาชญากรรมจะเกิด
ฟังดูเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ใช่ไหมครับ?
แต่ความจริงคือ...
บางส่วนของแนวคิดนี้
เกิดขึ้นแล้ว
เพียงแต่ยังไม่ได้เหมือนในหนัง
Pre-crime ในโลกจริง
ปัจจุบัน AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตได้
เช่น
พื้นที่ไหนมีอาชญากรรมบ่อย
ช่วงเวลาไหนเกิดเหตุบ่อย
ลักษณะเหตุการณ์เป็นอย่างไร
สภาพแวดล้อมแบบไหนสัมพันธ์กับอาชญากรรม
แล้วสร้างเป็น "แผนที่ความเสี่ยง"
เช่น
คืนนี้ช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่ม
พื้นที่แห่งหนึ่งอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ
ตำรวจจึงสามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจตราบริเวณนั้นมากขึ้น
สังเกตนะครับ...
AI ไม่ได้บอกว่า
"คนคนนี้จะก่ออาชญากรรม"
แต่มันบอกว่า
"สถานการณ์แบบนี้ มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาชญากรรม"
สองอย่างนี้ต่างกันมหาศาล
แต่ลองขยับไปอีกขั้น
สมมุติว่าในอนาคต
AI สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมหาศาลเข้าด้วยกันได้
ผมลองยกตัวอย่างสมมุติให้เห็นภาพนะครับ
สมชายถูกบริษัทไล่ออก
ก่อนหน้านั้นเขาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลายครั้ง
ระบบรักษาความปลอดภัยในบริษัทบันทึกพฤติกรรมเหล่านี้เอาไว้
หลังจากนั้น
กล้องอีกระบบหนึ่งตรวจพบชายที่มีลักษณะตรงกับสมชายอยู่บริเวณร้านขายอาวุธ
ต่อมา
ระบบกล้องในเมืองพบชายคนเดิม
ปรากฏตัวอยู่ใกล้บ้านของอดีตนายจ้าง
และหลังจากนั้น
พบว่าเขากลับมาปรากฏตัวบริเวณโรงงานอีกหลายครั้ง
แต่ละครั้ง...
ข้อมูลแต่ละชิ้นอาจไม่ได้หมายความว่าเขากำลังก่ออาชญากรรม
แต่เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกัน
AI อาจมองเห็นว่า
"รูปแบบพฤติกรรมนี้ มีความเสี่ยงสูงผิดปกติ"
และระบบอาจส่งสัญญาณเตือน
ไปยังผู้ที่อาจตกเป็นเป้าหมาย
ไปยังฝ่ายรักษาความปลอดภัย
หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
นี่คือสิ่งที่น่าสนใจมาก
เพราะ AI ไม่ได้กำลัง "เห็นอนาคต"
มันกำลังทำสิ่งที่แตกต่างออกไป
คือ...
เอาสัญญาณเล็ก ๆ จำนวนมหาศาลมาประกอบกัน แล้วคำนวณความน่าจะเป็น
แล้วมันจะจับคนก่อนก่อเหตุได้ไหม?
ตรงนี้ต้องแยกให้ออกครับ
การที่ AI บอกว่า
"บุคคลนี้มีความเสี่ยงสูง"
ไม่ได้แปลว่า
"บุคคลนี้เป็นอาชญากร"
เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนใจได้
คนที่โกรธไม่ได้แปลว่าจะฆ่าใคร
คนที่ซื้ออาวุธไม่ได้แปลว่าจะใช้มันก่ออาชญากรรม
คนที่เดินผ่านบ้านใครไม่ได้แปลว่ากำลังสะกดรอยตาม
และนี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดของ Pre-crime
AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมได้
แต่การตีความว่า
"มนุษย์กำลังคิดอะไรอยู่"
เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
และลองคิดดูนะครับ
ถ้าคนคนหนึ่งถูก AI ประเมินว่ามีความเสี่ยง 90%
คำถามคือ...
90% นั้นหมายถึงอะไร?
หมายความว่าเขาจะก่อเหตุจริง 90% หรือเปล่า?
ไม่ใช่
มันอาจหมายถึงเพียงว่า
"รูปแบบพฤติกรรมของเขาคล้ายกับรูปแบบที่เคยเกิดก่อนเหตุการณ์บางประเภท"
เท่านั้นเอง
และถ้า AI ผิดล่ะ?
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า
False Positive
หรือการแจ้งเตือนว่ามีภัย ทั้งที่จริง ๆ ไม่มีภัย
AI อาจกลายเป็นผู้สร้างอาชญากรรมเสียเอง
ลองคิดให้ลึกขึ้นอีกนิด
ถ้า AI บอกตำรวจว่า
"ย่านนี้มีความเสี่ยงสูง"
ตำรวจจึงส่งกำลังไปมากขึ้น
เมื่อมีตำรวจมากขึ้น
ก็ย่อมมีการตรวจค้นและจับกุมมากขึ้น
จากนั้นข้อมูลในระบบก็จะบอกว่า
"เห็นไหม?
ย่านนี้มีอาชญากรรมสูงจริง ๆ"
AI ก็ยิ่งส่งตำรวจไปที่นี่มากขึ้น
แล้วก็เกิดการจับกุมมากขึ้นอีก
นี่อาจกลายเป็นวงจร
AI สร้างข้อมูลเพื่อยืนยันสิ่งที่ AI เชื่ออยู่แล้ว
นี่คือเหตุผลว่าทำไม
AI ด้านความมั่นคง
จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคโนโลยี
แต่มันเป็นเรื่องของ
อำนาจ
ด้วย
และปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐอย่างเดียว
เพราะ Ambient Intelligence ไม่ได้มีเฉพาะตำรวจ
บริษัทเอกชนก็สามารถใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกันได้
ลองคิดว่า
โทรศัพท์ของคุณรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน
รถรู้ว่าคุณขับอย่างไร
นาฬิกาอัจฉริยะรู้ว่าหัวใจคุณเต้นอย่างไร
กล้องรู้ว่าคุณเดินผ่านที่ไหน
ร้านค้ารู้ว่าคุณซื้ออะไร
แพลตฟอร์มออนไลน์รู้ว่าคุณดูอะไร
และ AI สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์รวมกัน
สิ่งที่บริษัทไม่ได้เห็นอีกต่อไป...
อาจไม่ใช่แค่
"คุณซื้อสินค้าอะไร"
แต่มันอาจเริ่มเห็นว่า
คุณเป็นคนแบบไหน
คุณมีนิสัยอย่างไร
คุณมีความสนใจอะไร
คุณมีช่วงเวลาที่อ่อนแอเมื่อไหร่
อะไรทำให้คุณตัดสินใจซื้อ
อะไรทำให้คุณกลัว
อะไรทำให้คุณโกรธ
และอะไรทำให้คุณคล้อยตาม
นี่คือจุดที่ AI ทางธุรกิจเริ่มน่ากลัว
เพราะการโฆษณาในอดีต
คือ
"เรามีสินค้านี้ คุณสนใจไหม?"
แต่ AI ในอนาคตอาจกลายเป็น
"เรารู้ว่าคุณกำลังจะสนใจสินค้านี้ ก่อนที่คุณจะรู้ตัวเสียอีก"
และเมื่อ AI รู้ว่า
ช่วงเวลาไหนที่คุณเหนื่อย
ช่วงเวลาไหนที่คุณเหงา
ช่วงเวลาไหนที่คุณเครียด
มันก็สามารถเลือกเวลาที่เหมาะที่สุดในการเสนอสินค้า
เสนอเนื้อหา
หรือแม้แต่ชี้นำการตัดสินใจ
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า
Algorithmic Persuasion
หรือการใช้ระบบอัลกอริทึมเพื่อชักจูงการตัดสินใจ
แล้วมนุษย์จะยังมีอิสระอยู่หรือไม่?
นี่อาจเป็นคำถามใหญ่ที่สุดของ Ambient Intelligence
เพราะตอนที่ AI อยู่ในโทรศัพท์
เรายังสามารถปิดโทรศัพท์ได้
แต่ถ้า AI อยู่ใน
บ้าน
รถ
ถนน
โรงพยาบาล
ร้านค้า
ที่ทำงาน
ระบบขนส่ง
กล้องวงจรปิด
และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง
เราจะ "ปิด" มันได้หรือไม่?
และถ้าเราไม่สามารถปิดมันได้
คำถามต่อไปก็คือ...
ใครเป็นเจ้าของ AI?
ใครเป็นเจ้าของข้อมูล?
ใครเป็นคนกำหนดว่าอะไรคือ "พฤติกรรมผิดปกติ"?
ใครเป็นคนกำหนดว่าใครคือ "บุคคลเสี่ยง"?
และที่สำคัญที่สุด...
ใครเป็นคนตรวจสอบ AI?
ผมคิดว่าในอนาคต
ปัญหาของ AI อาจไม่ใช่ว่า
"AI ฉลาดเกินไปหรือเปล่า?"
แต่คำถามอาจกลายเป็นว่า
"AI ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ใครเป็นคนถือ AI เอาไว้?"
เพราะ AI ที่ฉลาดมาก
ถ้าอยู่ในมือของคนที่ต้องการช่วยเหลือประชาชน
มันสามารถเป็นระบบป้องกันภัยที่ยอดเยี่ยม
แต่ AI ตัวเดียวกัน
ถ้าอยู่ในมือของรัฐที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต
หรือบริษัทที่ต้องการควบคุมผู้บริโภค
มันก็สามารถกลายเป็น
เครื่องมือเฝ้าระวังที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา
ทางออกอาจไม่ใช่ "หยุด AI"
ผมคิดว่าเราไม่สามารถหยุดเทคโนโลยีนี้ได้
และอาจไม่จำเป็นต้องหยุดด้วย
เพราะประโยชน์ของ Ambient Intelligence มีมหาศาล
มันช่วยผู้สูงอายุ
ช่วยคนพิการ
ช่วยผู้ป่วย
ช่วยลดอุบัติเหตุ
ช่วยป้องกันอาชญากรรม
ช่วยให้เมืองทำงานได้ดีขึ้น
และช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราง่ายขึ้นอย่างมาก
ปัญหาจึงไม่ใช่
"เราจะใช้ AI หรือไม่ใช้ AI"
แต่เป็น
"เราจะออกแบบกติกาอย่างไร ให้ AI รับใช้มนุษย์ โดยไม่กลายเป็นเครื่องมือควบคุมมนุษย์"
บางทีสิ่งที่เราต้องการในอนาคต
อาจไม่ใช่แค่
Smart City
แต่ต้องเป็น
Accountable Smart City
เมืองที่ฉลาด...
แต่ต้องตรวจสอบได้
AI ที่เก่ง...
แต่ต้องอธิบายได้
ระบบรักษาความปลอดภัยที่เร็ว...
แต่ต้องไม่ตัดสินคนจากความน่าจะเป็นเพียงอย่างเดียว
และที่สำคัญ
ประชาชนต้องมีช่องทางตรวจสอบว่า
ข้อมูลของตัวเองถูกใช้ทำอะไร
AI ตัดสินใจอย่างไร
และใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อ AI ตัดสินใจผิด
เพราะในท้ายที่สุด
Ambient Intelligence อาจทำให้โลกของเราเป็นโลกที่
AI ไม่ได้อยู่ในคอมพิวเตอร์
ไม่ได้อยู่แค่ในโทรศัพท์
แต่...
AI อยู่รอบตัวเรา
มันมองเห็นเรา
ได้ยินเรา
เรียนรู้จากเรา
คาดการณ์เรา
และอาจจะ...
รู้จักเรา
มากกว่าที่เรารู้จักตัวเองเสียอีก
คำถามจึงไม่ใช่แล้วว่า
"AI จะฉลาดแค่ไหน?"
แต่คือ...
เมื่อ AI ฉลาดพอที่จะคาดการณ์พฤติกรรมของมนุษย์ได้แล้ว
เราจะยังเป็นคนที่ควบคุม AI อยู่หรือไม่?
หรือในวันหนึ่ง...
AI จะเป็นฝ่ายกำหนดสภาพแวดล้อม
ที่ทำให้มนุษย์เลือกในสิ่งที่ AI คาดการณ์เอาไว้แล้ว?
และถ้าวันนั้นมาถึงจริง ๆ...
เราจะยังเรียกสิ่งนั้นว่า
"ความสะดวกสบาย"
หรือเราจะเรียกมันว่า
"การควบคุม"
อันนี้...
ผมคิดว่าเป็นคำถามที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันตอบครับ
3 weeks ago | [YT] | 0
View 0 replies
Bangkok Gravity
" คนมีค่าเท่าๆกัน " น้้นไม่จริง ค่าของคนขึ้นอยู่กับผลงานและสิ่งที่ทำมาในอดีต คุณงามความดีต่างๆ
คำพูดลวงโลกที่ พูดกันมานาน ไม่รู้เป็นกลอุบายของใคร ควรเปลี่ยนใหม่และเผยแพร่ให้มากที่สุด
##thailand #มันผิด #สุภาษิต #ฝันดี #จิต #อนาคตประเทศไทย #ความมั่นคง
3 weeks ago | [YT] | 0
View 0 replies
Bangkok Gravity
คำพูดลวงโลกที่ พูดกันมานาน ไม่รู้เป็นกลอุบายของใคร ควรเปลี่ยนใหม่และเผยแพร่ให้มากที่สุด เพื่อให้สิ่งดีๆ ยังคงอยู่ สืบไป นานเท่านาน
"ทำดีไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เปลี่ยนเป็น ทำดีต้องได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม"
3 weeks ago | [YT] | 0
View 0 replies
Bangkok Gravity
ธุรกิจสีเทาที่เป็นข่าวตั้งแต่ปี2000-ตอนนี้ นับมเฉพาะมูลค่าเกิน 100ล้านบาท หากนับทั้งหมดมีมากกว่านี้อีกมากเกินจินตานาการ เราไม่ต้องการประจานใคร แค่ เราอยากทำให้คนตระหนัก ความเสียหายที่มี และมุ่งให้คนที่กำลังทำหรือคิดทำ หรืออยู่ในวงจร พวกนี้ ได้สะกิดใจได้บ้างว่า ประเทศที่เงินหายไปมากมายแบบนี้ ลูกหลานของทุกคนรวมทั้งคนที่คิดไม่ดี อนาคตจะอยู่กันแบบไหน คุณอาจจะรวยตอนนี้ แต่ในอนาคตไม่พ้นต้องกลับมาจน และอาจจะจนยิ่งกว่าเดิม เพราะ .......................................เงินมันถูกดูดออกไปจากประเทศ จำนวนมหาศาล (ไม่คาดหวังตัวการใหญ่นะ เพราะพวกนั้นมันคงคิดว่า มันคงย้ายหนีไปประเทศที่ดีกว่าด้) (ข้อมูล ให้เอไอรวบรวมให้)
ทุนจีนสีเทา: ใช้บริษัทนอมินีและธุรกิจบังหน้า เช่น โรงแรม, ร้านอาหาร, อสังหาริมทรัพย์ เพื่อฟอกเงินและควบคุมธุรกิจในไทย.
คริปโตผิดกฎหมาย: ขุดเหมืองคริปโตโดยใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมาย มูลค่าความเสียหาย ~953 ล้านบาท และเชื่อมโยงกับการฟอกเงินข้ามชาติ.
บัญชีม้า/บริษัทนอมินี: พบการใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทนต่างชาติในธุรกิจเสี่ยงกว่า 2,000 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม ~2.53 พันล้านบาท.
บ่อน/หวยใต้ดิน/แรงงานผิดกฎหมาย: ACT ประเมินธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้มีมูลค่ารวม ~1.7 ล้านล้านบาท/ปี โดยมีการจ่ายสินบน ~85,000 ล้านบาท/ปี.
จำนวนคดี ≥100 ล้านบาท มีมากกว่าหลายพันคดี (DSI รายงาน 3,325 คดี มูลค่ารวม ~739,000 ล้านบาท).
ตัวเลขมูลค่ามีความแตกต่างตามแหล่งข้อมูลและสถานะคดี (สิ้นสุด/ยังดำเนินการ).
****ภาพเอไอสร้างให้ ภาษาอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง พยายามอ่านหน่อยนะ
อินโฟกราฟิกนี้
แบ่งธุรกิจสีเทาออกเป็น 6 หมวดหลัก: บ่อน/หวยใต้ดิน, พนันออนไลน์, ทุนจีนสีเทา, คริปโตผิดกฎหมาย, บัญชีม้า/นอมินี, และแรงงานเถื่อน
ใช้ตัวเลขมูลค่าความเสียหายชัดเจน (ปีละหลายแสนล้านบาท) เพื่อให้คนเห็นภาพว่าเงินมหาศาลหายไปจากระบบเศรษฐกิจ
มีข้อความสะกิดใจด้านล่าง: “เงินผิดกฎหมาย = อนาคตลูกหลานที่หายไป” พร้อมภาพโรงเรียน โรงพยาบาล และสะพาน เพื่อเปรียบเทียบว่าถ้าเงินเหล่านี้ถูกใช้ถูกทาง สังคมจะดีขึ้นแค่ไหน
🇹🇭 Grey Businesses in Thailand
Dirty money worth hundreds of billions per year
Category Estimated Value Description
Gambling Dens & Underground Lottery ~฿500 billion/year Illegal casinos and underground lottery networks paying bribes to operate.
Online Gambling ~฿200 billion/year Online betting sites transferring money through mule accounts.
Grey Chinese Capital ≥฿10 billion/year Front businesses used for money laundering and property control.
Illegal Crypto Mining ~฿953 million Underground crypto farms using stolen electricity and laundering funds.
Mule Accounts / Nominee Companies ~฿2.53 billion Thai citizens holding shares for foreign investors to evade taxes.
Illegal Labor Networks ~฿85 billion/year Human trafficking and illegal migrant labor with bribery at checkpoints.
💔 Illegal Money = Lost Future for Our Children
Funds that could build schools, hospitals, and infrastructure are instead drained into grey businesses.
Every baht lost to corruption and crime is a step backward for Thailand’s next generation.
2 months ago | [YT] | 1
View 0 replies
Bangkok Gravity
ทีมไทยวันนี้จัดโลเตชั่น แต่โค็ชก็หวังลึกๆว่าจะชนะซาอุได้ เชื่อว่าโคีชต้องการขึ้นที่1หวังเจอเกาหลีใต้ เพื่อได้ปะกำลังก่อนพบกันในบอลโลกรอบคัดเลือก
2 years ago | [YT] | 0
View 0 replies