แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ราคาหุ้นอ้างอิงต่ำกว่า 10 บาท เราจะเรียก Call Options สัญญานี้ว่า Out of The Money ทันที แปลว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ซื้อ Options ใช้สิทธิแล้วจะขาดทุน
ส่วนถ้าราคาหุ้นอ้างอิงอยู่ที่ 10 บาท เท่ากันกับราคา Strike Price เราจะเรียกสัญญา Options ว่า At The Money
ส่วน Put Options ถ้ามี Strike Price ที่ 10 บาท แล้วราคาหุ้นอ้างอิงอยู่ต่ำกว่า 10 บาท เราเรียกสัญญา Options นี้ว่าสัญญาแบบ In The Money แปลว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ซื้อ Options สามารถใช้สิทธิแล้วได้กำไร
ซึ่งสูตร Break Even ของ Put Options จะต่างจากของ Call Options นิดหน่อย โดยมีสูตรคือ Strike Price - Options Premium (ราคา Options)
เช่น ถ้าเราซื้อ Put Options ที่มี Strike Price 10 บาทต่อหุ้น ในราคา Options 1 บาทต่อหุ้น แปลว่า Break Even ของเราคือราคา 9 บาทลงมา เราถึงจะมีกำไรจากการใช้สิทธิ Put Options
ส่วนถ้าราคาหุ้นอ้างอิงอยู่สูงกว่าราคา Strike Price 10 บาท เราจะเรียก Put Options สัญญานี้ว่า Out of The Money
ซึ่งในเมื่อใคร ๆ ก็อยากลงทุนแล้วได้กำไร Options ที่ In The Money ซึ่งสามารถใช้สิทธิแล้วได้กำไรเลย จึงเป็นที่ต้องการจนมีค่า Premium ที่แพงกว่านั่นเอง
References
- optionalpha.com/strategies/ - หนังสือ Buy and Hedge : The 5 Iron Rules for Investing Over the Long Term เขียนโดย Pestrichelli, Jay และ Ferbert, Wayne
- หนังสือ The Bible of Options Strategies เขียนโดย Guy Cohen
อย่างไรก็ตาม หากโทรศัพท์มือถือ iPhone ของเราเป็นรุ่นที่เก่ามาก เช่น iPhone X ทาง Apple ก็จะไม่รับ Trade In แต่มีบริการรีไซเคิลเครื่องให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
แต่ถึงแม้ว่า Apple จะไม่รับ Trade In เครื่องของเรา เราก็ยังสามารถนำเครื่องของเราไปขายต่อที่อื่นได้เช่นกัน
เมื่อคุณ John D. Rockefeller สร้างอาณาจักรน้ำมัน Standard Oil ที่ควบคุมโรงกลั่นและท่อส่งน้ำมันกว่า 90% ของสหรัฐฯ และกลายเป็นมหาเศรษฐี 1,000 ล้านคนแรกของโลก
แนวคิดเหล่านี้ กลายเป็นรากฐานให้ลูกชายของเขา คุณ John D. Rockefeller Jr. นำไปต่อยอดและสร้างระบบการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างเป็นรูปธรรม จนกลายเป็นกุญแจสำคัญในการรักษามรดกของตระกูล
อีกชื่อที่ถูกใช้บ่อยคือ Family Bank Strategy หรือ “กลยุทธ์ธนาคารครอบครัว” แนวคิดที่เปรียบว่าตระกูล Rockefeller มีกองความมั่งคั่งที่เป็นเหมือนแหล่งเงินทุนให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวสามารถกู้ยืมไปใช้ได้
คุณ John D. Rockefeller Jr. คือคนที่มีบทบาทสำคัญที่เข้ามาจัดระบบนี้ โดยเลือกจัดตั้งกองทุนทรัสต์ประเภทที่ไม่สามารถเพิกถอนได้ (Irrevocable Trusts) เพื่อให้กติกาที่วางไว้คงอยู่ยาวนานและเปลี่ยนแปลงได้ยาก
MONEY LAB
สรุปธุรกิจ MAGURO อาณาจักรธุรกิจอาหาร 2,600 ล้าน ที่เริ่มต้นจากเพื่อนรัก 4 คน | MONEY LAB
ในตลาดหุ้นไทย มีธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ดัง จดทะเบียนซื้อขายอยู่มากมาย
บรรดาบริษัทเหล่านี้ มีตั้งแต่แบรนด์เก่าแก่ อยู่มานาน หลาย 10 ปี และบริษัทที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่นาน แต่มีโมเดลธุรกิจแปลกใหม่ ช่วยสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด
โดยบริษัทที่เรากำลังพูดถึงในวันนี้ ก็คือ บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO แบรนด์ร้านอาหารดัง ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จนเป็นกระแส
หากสงสัยว่า MAGURO เริ่มต้นมาได้อย่างไร และทำแบบไหน ถึงทำให้ธุรกิจเติบโตจนน่าสนใจได้แบบนี้
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ในปี 2558 กลุ่มเพื่อนรักทั้ง 4 คน ที่มีความหลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ได้รวมตัวกันก่อตั้งร้านอาหาร ภายใต้แบรนด์ “MAGURO”
อันมีเป้าหมายที่จะทำร้านซูชิที่ไม่ประนีประนอมเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ ด้วยการเลือกวัตถุดิบที่สดใหม่และให้รสชาติอันลึกซึ้งเหมือนกับทานที่ญี่ปุ่นจริง ๆ
โดยแบรนด์นี้ มีสาขาแรกตั้งอยู่ที่ Chic Republic บางนา และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะมีลูกค้าเข้ามาต่อคิวรอรับประทานกันอย่างล้นหลาม
จนทำให้ต่อมา ทางบริษัทได้มีการขยายสาขาออกไป ตั้งอยู่ตามห้างสรรพสินค้า และคอมมิวนิตีมอลล์ ย่านพื้นที่อาศัยที่มีกำลังซื้อสูงเพิ่มขึ้น
หลังจากประสบความสำเร็จกับแบรนด์ MAGURO บริษัทก็ยังได้พยายามผลักดันการเติบโตต่อไป ผ่านการใช้กลยุทธ์แตกแบรนด์ร้านอาหารใหม่ ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้า ให้กว้างขึ้น
โดยแบรนด์เหล่านี้ มีทั้งแบบบริษัทสร้างขึ้นเอง และไปซื้อสิทธิ์จากต่างประเทศ เพื่อมาเปิดบริการในไทยด้วย
ตอนนี้มีทั้งหมด 7 แบรนด์ ได้แก่
- แบรนด์ MAGURO ร้านซูชิ และอาหารญี่ปุ่น
- แบรนด์ SSAMTHING TOGETHER ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี
- แบรนด์ HITORI SHABU ร้านชาบูเกรดพรีเมียม
- แบรนด์ TONKATSU AOKI ร้านอาหารทงคัตสึ จากญี่ปุ่น
- แบรนด์ COUCOU ร้านอาหารแบบ All Day Dining สไตล์ตะวันตก
- แบรนด์ BINCHO ร้านอาหารญี่ปุ่น สไตล์ดั้งเดิม เน้นความพิถีพิถัน จากวัฒนธรรมของญี่ปุ่นแท้
และล่าสุดคือแบรนด์ KIWAMIYA เพิ่งเปิดใหม่ในเดือนกันยายน 2568 เป็นร้านแฮมเบิร์กเนื้อวากิวชื่อดัง แห่งเมืองฟูกูโอกะ
ทีนี้เรามาดูผลประกอบการของบริษัทย้อนหลังกันบ้างดีกว่า
ปี 2566 รายได้ 1,046 ล้านบาท กำไร 72 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 1,378 ล้านบาท กำไร 97 ล้านบาท
และล่าสุดคือ ครึ่งปีแรกของปี 2568 รายได้ 866 ล้านบาท กำไร 65 ล้านบาท
หากเราไปลองย่อยผลประกอบการของบริษัท ให้ออกมาเป็นสัดส่วน 100 บาท จะได้ออกมาหน้าตาประมาณนี้
ส่วนของรายได้
- แบรนด์ MAGURO คิดเป็น 56 บาท
- แบรนด์ SSAMTHING TOGETHER คิดเป็น 17 บาท
- แบรนด์ HITORI SHABU คิดเป็น 26 บาท
- แบรนด์อื่น ๆ และรวมรายได้อื่น 1 บาท
ส่วนของค่าใช้จ่าย
- ต้นทุนขายและบริการ คิดเป็น 51 บาท
- ค่าใช้จ่ายในการขาย คิดเป็น 28 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมค่าใช้จ่ายในการบริหาร, ต้นทุนทางการเงิน และภาษี รวมเป็น 13.5 บาท
สรุปเป็น จากรายได้ 100 บาทที่บริษัททำได้ จะเหลือเป็นกำไรทั้งหมด 7.5 บาท นั่นเอง
จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์หลักของ MAGURO นั้น ค่อนข้างเน้นไปที่การแตกแบรนด์ เพื่อจับตลาดอาหารที่แตกต่างกัน แต่จะยังคงความเป็น Premium Mass ในแต่ละตลาดเหมือนเดิม
โดยทางผู้บริหารได้มองอีกด้วยว่า ทุกแบรนด์ที่เปิดนั้นต้องมีศักยภาพที่จะเปิดได้อย่างน้อย 10 สาขาขึ้นไปด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อของผู้คนที่ลดลงจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน การทำร้านอาหารให้เติบโตก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
เห็นได้จากตัวเลขการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม หรือ Same Store Sales Growth ของ MAGURO ก็หดตัวมา 2 ไตรมาสติดต่อกันแล้ว
ทำให้กลยุทธ์ในการแตกแบรนด์พร้อมขยายสาขา ในตลาด Premium Mass อาจจะต้องเจอกับความท้าทายมากพอสมควร ถ้าหากจะรักษาการเติบโตของผลประกอบการให้สูงต่อไปได้
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เชื่อว่า เราน่าจะเข้าใจถึงเรื่องราวความเป็นมา รวมถึงแบรนด์ร้านอาหารทั้งหมด ที่ให้บริการผ่านบริษัท MAGURO กันดีขึ้นแล้ว
จากความหลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่นของเพื่อนสนิท 4 คน วันนี้ MAGURO ก็น่าจะได้กลายเป็นร้านที่ทำให้หลายครอบครัว หลายคู่รัก และหลายแก๊งเพื่อน มีเรื่องราวความทรงจำดี ๆ ร่วมกันบนโต๊ะอาหาร
และเรื่องราวเหล่านี้ ก็คือความสุข ที่มาจากบริษัทช่วยเสิร์ฟออกไป พร้อมกับทุกจาน ที่ผ่านการละเมียดละไม ตั้งใจปรุงมาอย่างดี..
#ธุรกิจ
#หุ้นไทย
#MAGURO
หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นเหล่านี้ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน ก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
References
-www.maguro.co.th/th/about-us/history
-www.set.or.th/th/market/product/stock/quote/MAGURO…
-รายงานประจำปี 2567 บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
-คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2568 บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
-Opportunity Day ไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
-Maguro Group จากร้านอาหารญี่ปุ่น สู่อาณาจักรร้านอาหาร รายได้ 1,500 ล้าน┃THE BRIEFCASE
4 months ago | [YT] | 18
View 0 replies
MONEY LAB
6 เรื่องที่ต้องรู้ สำหรับมือใหม่ที่อยากลองใช้ Options ครบจบในโพสต์เดียว | MONEY LAB
ในปัจจุบันมีโบรกเกอร์ในไทยหลายราย เริ่มเสนอเครื่องมือทางการเงินตัวใหม่ที่เรียกว่า Options มาใช้สำหรับลงทุนในหุ้นต่างประเทศกันมากขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นไทยเอง ก็มี Options มานานหลายปี แต่นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ก็อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือทางการเงินตัวนี้มากเท่าไรนัก
หรือบางคนลองซื้อไปแล้ว กลับพบว่าเงินทั้งก้อนที่นำไปซื้อ Options หายไปเป็น 0 ได้ง่าย ๆ เลย
เรียกได้ว่า ถ้าไม่ศึกษาวิธีการใช้งาน Options ให้ดี ๆ เราจะเสียเงินไปได้อย่างรวดเร็วเลย
ในขณะเดียวกันถ้าเราศึกษามันอย่างดี Options ก็มีประโยชน์อย่างมาก ไม่ว่าจะถูกใช้เพื่อเก็งกำไร หรือเพื่อบริหารความเสี่ยง
แล้วมีเรื่องอะไรที่เราต้องรู้บ้าง ถึงสามารถใช้งาน Options ได้อย่างปลอดภัย ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
1. Options ในตลาดหุ้นไทย และ Options ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็น Options คนละประเภทกัน
โดยเราต้องเข้าใจก่อนว่า Options นั้น มีอยู่ 2 ประเภทคือ European Options ที่จะบังคับให้ผู้ถือ Options ใช้สิทธิได้เฉพาะวันหมดอายุสัญญา Options
ส่วน American Options จะมีความยืดหยุ่นกว่าตรงที่ผู้ถือ Options ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันหมดอายุสัญญาก็สามารถใช้สิทธิได้
ซึ่ง Options ในตลาด TFEX ของไทยจะเป็นแบบ European Options แต่ Options ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเป็นแบบ American Options ตามชื่อ
ทำให้ฝั่งผู้ขาย Options แบบ European Options ได้เปรียบกว่าผู้ขาย Options แบบ American Options ในเรื่องความเสี่ยงที่จะโดนเคลมสิทธิจากคู่สัญญา
2. การทำกำไรจาก Options ไม่ใช่แค่เดาว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่ต้องเข้าซื้อ Options ในราคาที่เหมาะสมด้วย
ซึ่งค่า Premium ที่เป็นราคา Options ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทิศทางของสินทรัพย์อ้างอิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่า “ความผันผวน” ด้วย
อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่า ในแต่ละช่วงเวลา หุ้นจะมีความผันผวนไม่เท่ากัน บางช่วงที่ไม่มีข่าวอะไร ก็จะมีความผันผวนต่ำ
แต่หากช่วงไหนมีข่าว เช่น ประกาศผลประกอบการ ประกาศออกสินค้าใหม่ ประกาศเข้าซื้อกิจการ ก็มักจะเป็นช่วงที่หุ้นมีความผันผวนสูง
เมื่อไรก็ตามที่มีความผันผวนสูง ราคา Options ก็มักจะสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะผู้ซื้อ Options มีโอกาสที่จะใช้สิทธิสูง
ขณะที่เมื่อความผันผวนต่ำ ราคา Options ก็มักจะมีราคาถูกลงมา เพราะผู้ซื้อ Options มีโอกาสใช้สิทธิต่ำกว่า
โดยนักลงทุนสามารถดูได้ว่าความผันผวนที่ใช้คำนวณราคา Options มีค่าเท่าไร จาก Implied Volatility (IV) บน Options Chain ซึ่งเป็นตารางบอกราคาซื้อขาย Options
ซึ่งหลักการที่บอกว่า ราคา Options จะแพงหรือถูกนั้น ขึ้นอยู่กับความน่าจะเป็นที่ผู้ซื้อ Options มีโอกาสใช้สิทธิ สามารถใช้ได้กับปัจจัยเรื่อง ราคาใช้สิทธิ (Strike Price) และ อายุสัญญาคงเหลือด้วย
3. Options แบบ In The Money จะมีราคาแพงกว่า Options แบบ Out of The Money
ถ้า Call Options ของเรามี Strike Price ที่ 10 บาท ขณะที่ราคาหุ้นอ้างอิงอยู่สูงกว่า 10 บาท เราเรียกสัญญา Options แบบนี้ว่า Options แบบ In The Money แปลว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ซื้อ Options สามารถใช้สิทธิแล้วได้กำไร
อย่างไรก็ตาม ผู้ถือ Options ส่วนใหญ่จะเริ่มใช้สิทธิเมื่อถึงจุดคุ้มทุน (Break Even) มีสูตรคือ Strike Price + Options Premium (ราคา Options)
เช่น ถ้าเราซื้อ Call Options ที่มี Strike Price 10 บาทต่อหุ้น ในราคา Options 1 บาทต่อหุ้น แปลว่า Break Even ของเราคือราคา 11 บาทขึ้นไป เราถึงจะมีกำไรจากการใช้สิทธิ Options
แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ราคาหุ้นอ้างอิงต่ำกว่า 10 บาท เราจะเรียก Call Options สัญญานี้ว่า Out of The Money ทันที แปลว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ซื้อ Options ใช้สิทธิแล้วจะขาดทุน
ส่วนถ้าราคาหุ้นอ้างอิงอยู่ที่ 10 บาท เท่ากันกับราคา Strike Price เราจะเรียกสัญญา Options ว่า At The Money
ส่วน Put Options ถ้ามี Strike Price ที่ 10 บาท แล้วราคาหุ้นอ้างอิงอยู่ต่ำกว่า 10 บาท เราเรียกสัญญา Options นี้ว่าสัญญาแบบ In The Money แปลว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ซื้อ Options สามารถใช้สิทธิแล้วได้กำไร
ซึ่งสูตร Break Even ของ Put Options จะต่างจากของ Call Options นิดหน่อย โดยมีสูตรคือ Strike Price - Options Premium (ราคา Options)
เช่น ถ้าเราซื้อ Put Options ที่มี Strike Price 10 บาทต่อหุ้น ในราคา Options 1 บาทต่อหุ้น แปลว่า Break Even ของเราคือราคา 9 บาทลงมา เราถึงจะมีกำไรจากการใช้สิทธิ Put Options
ส่วนถ้าราคาหุ้นอ้างอิงอยู่สูงกว่าราคา Strike Price 10 บาท เราจะเรียก Put Options สัญญานี้ว่า Out of The Money
ซึ่งในเมื่อใคร ๆ ก็อยากลงทุนแล้วได้กำไร Options ที่ In The Money ซึ่งสามารถใช้สิทธิแล้วได้กำไรเลย จึงเป็นที่ต้องการจนมีค่า Premium ที่แพงกว่านั่นเอง
4. Options ที่ใกล้หมดอายุ จะถูกกว่า Options ที่มีอายุมากกว่า
เพราะมูลค่าของ Options จะถูกกำหนดด้วย 2 ส่วนคือ Intrinsic Value ที่เป็นมูลค่าในตัวเองของ Options จากสถานะ In The Money หรือ Out of The Money ต่าง ๆ
โดย Intrinsic Value ของ Call Options มีสูตรคือ ราคาหุ้นอ้างอิง - Strike Price
ส่วน Intrinsic Value ของ Put Options มีสูตรคือ Strike Price - ราคาหุ้นอ้างอิง
และ Extrinsic Value ที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น มูลค่าเวลา หรือ Time Value และความผันผวน หรือ Implied Volatility ที่อธิบายไปแล้ว
ทีนี้เมื่อ Options มีอายุและเวลาใช้สิทธิเหลือไม่มาก ก็ทำให้ส่วนของ Extrinsic Value เหลือน้อย Options ที่มีอายุสั้นจึงราคาถูกกว่า Options ที่อายุยาว
ให้คิดง่าย ๆ ว่า ถ้า Options มีอายุเหลือมาก แปลว่า ผู้ถือ Options ที่มีอายุยาว ก็มีโอกาสให้ใช้สิทธิเยอะกว่า Options ที่ใกล้จะหมดอายุ
ซึ่งมูลค่า Options จะมีมูลค่าลดลงไปตามกาลเวลา แต่ที่น่าสนใจก็คือ มูลค่าทางเวลาของ Options จะไม่ได้ลดลงไปเท่ากันทุกวัน
แต่ยิ่งใกล้วันหมดอายุสัญญามากเท่าไร มูลค่าทางเวลาของสัญญา Options ก็จะหายไปแบบอัตราเร่งเลย
5. ควรหลีกเลี่ยง Options ที่เหลืออายุสัญญาแค่ 1 เดือน
อย่างที่บอกไปในข้อที่แล้วว่า มูลค่าทางเวลาของสัญญา Options จะหมดอายุแบบอัตราเร่ง
โดยเฉพาะช่วง 30 วันสุดท้ายของอายุ Options จะเป็นช่วงเวลาที่มูลค่าทางเวลาจะลดลงเร็วที่สุด
หมายความว่า ถ้าเราเก็งผิดทาง แล้วถือ Options ไว้จนครบอายุสัญญา มูลค่า Options ที่เราถืออยู่ก็จะกลายเป็น 0 ทันที
แต่ถ้าเราถูกทาง ก็ต้องรอลุ้นว่า Intrinsic Value ของ Options จะมากกว่า Options Premium ที่เราจ่ายไปมากน้อยแค่ไหน
6. หลีกเลี่ยง Options ของหุ้นขนาดเล็ก
เนื่องจาก Options ของหุ้นขนาดเล็กที่มีมูลค่าบริษัทต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32,000 ล้านบาท มักจะไม่ค่อยมีใครซื้อขาย
ทำให้ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อ และเสนอขาย (Bid Ask Spread) ค่อนข้างกว้าง
เมื่อเราซื้อหรือขาย Options ในภาวะแบบนี้ เรามักจะไม่ได้ราคาที่ดีที่สุด ซึ่งอาจส่งผลให้ได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะเป็น หรืออาจจะขาดทุนก็เป็นไปได้เหมือนกัน
จะเห็นได้ว่าการใช้ Options ให้ได้กำไร หรือขาดทุน ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่ความสามารถในการเดาทิศทางราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว
แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อราคา Options อีกด้วย เช่น ความผันผวน, อายุคงเหลือของ Options, สภาพคล่อง และราคาใช้สิทธิ
ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้การใช้งาน Options มีความซับซ้อนมากกว่าการลงทุนในหุ้นหรือสัญญา Futures ค่อนข้างมาก
แต่ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ก็เชื่อว่า หลายคนน่าจะมีความรู้พื้นฐานในการเลือก Options ให้ปลอดภัยกันมากขึ้นบ้างแล้ว
ซึ่งถ้าใครอยากจะใช้ Options ให้เก่ง ๆ ก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติม และสั่งสมประสบการณ์ให้มาก ๆ เพราะเนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงความรู้ขั้นพื้นฐานเท่านั้น
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ รู้ไหมว่า Warren Buffett เอง ก็ใช้ Options ในการหาประโยชน์จากการลงทุนระยะยาวของเขาด้วยเช่นกัน
โดยการขาย Put Options บนหุ้นที่เขาเล็งที่จะเข้าซื้อไว้ เมื่อมีคนมาใช้สิทธิ Put Options ที่ Warren Buffett ขาย
เขาก็จะเข้าไปรับซื้อหุ้นตัวนั้น
แถมการขาย Put Options ยังทำให้เขาได้รับเงินค่า Premium ด้วย
ทำให้เมื่อหักลบกันแล้ว ต้นทุนการซื้อหุ้นโดยรวมของเขาจึงถูกกว่าการนั่งเฉย ๆ รอราคาหุ้นลงนั่นเอง..
#ลงทุน
#Options
#นักลงทุนมือใหม่
References
- optionalpha.com/strategies/
- หนังสือ Buy and Hedge : The 5 Iron Rules for Investing Over the Long Term เขียนโดย Pestrichelli, Jay และ Ferbert, Wayne
- หนังสือ The Bible of Options Strategies เขียนโดย Guy Cohen
4 months ago | [YT] | 14
View 0 replies
MONEY LAB
แจกสูตร ใช้ประเมินมูลค่าหุ้น แบบง่าย ๆ ในภาพเดียว
4 months ago | [YT] | 25
View 0 replies
MONEY LAB
กู้ซื้อบ้าน 3 ล้าน นาน 30 ปี ไม่รีไฟแนนซ์ อาจเสียดอกเบี้ย เท่าบ้านอีกหลัง
4 months ago | [YT] | 25
View 0 replies
MONEY LAB
อัปเดต จักรวาลค่าลดหย่อนภาษี ปี 2568 ครบจบ ในภาพเดียว
4 months ago | [YT] | 31
View 0 replies
MONEY LAB
สรุป 4 เรื่องเงินที่ควรรู้ ก่อนซื้อ iPhone 17 พรุ่งนี้ | MONEY LAB
ในวันพรุ่งนี้ จะเป็นวันที่มีการเปิดขาย iPhone 17 ครั้งแรกในไทย
โดย iPhone 17 มีราคาขายเริ่มต้นที่ 29,900 บาท ด้วยความจุขั้นต่ำที่อัปเกรดขึ้นมาถึง 256GB ขณะที่รุ่นก่อนหน้าอย่าง iPhone 16 มีความจุขั้นต่ำ 128GB แต่ราคาใกล้เคียงกัน
ทำให้หลายคนมองว่า iPhone 17 มีความคุ้มค่ากว่ากันมาก
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่แต่ละคนก็มีงบที่ไม่เท่ากัน ทำให้บางคนก็คงกำลังมองหาวิธีซื้อ iPhone 17 แบบที่ไม่สร้างภาระทางการเงินให้กับตัวเองมากเกินไป
วันนี้ MONEY LAB ก็ได้รวบรวมวิธีการซื้อ iPhone 17 แบบสบายกระเป๋ามากที่สุดมาแล้ว
1. ถ้าใช้ iPhone อยู่แล้ว อย่าเพิ่งทิ้งเครื่องเก่า
เพราะเราสามารถนำเครื่องเก่า ไปแลกเครื่องใหม่ได้แบบมีส่วนลด เรียกว่าการ Trade In
แล้วถ้าอยากรู้ว่า iPhone เครื่องเก่าของเรา แลกเครื่องใหม่ จะได้ส่วนลดกี่บาท ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ Apple Trade In - Apple (TH) ของทาง Apple
จากนั้นจะมีให้เลือกอุปกรณ์ ก็ให้เราเลือกสมาร์ทโฟน ตามด้วยการกรอกหมายเลขประจำเครื่อง ซึ่งเราสามารถดูได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- คลิกไปที่แอป Settings จากนั้นก็เลือก General แล้วเลือก About เราจะเห็น Serial Number นั่นคือหมายเลขประจำเครื่องของเรา
จากนั้นเว็บไซต์ ก็จะให้เราตอบคำถามว่า iPhone ของเรายังเปิดปิดได้อยู่ไหม ?, หน้าจอ กล้อง และปุ่มต่าง ๆ ยังทำงานได้อยู่หรือไม่ ?, ตัวเครื่องมีรอยเปื้อนไหม ?
แล้วหลังจากนั้นจึงจะประเมินให้ ว่า iPhone เครื่องเก่าที่เราใช้ เมื่อนำไปแลกจะได้ส่วนลดซื้อเครื่องใหม่กี่บาท
ตรงนี้เองเราก็สามารถเอาตัวเลขที่ได้ ไปลองคำนวณหักลบกันดูว่า เมื่อทำการ Trade In ไปแล้ว
จะสามารถช่วยเราประหยัดเงินได้เท่าไร คุ้มค่าที่จะเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่ไหม หรือใช้เครื่องเดิมต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากโทรศัพท์มือถือ iPhone ของเราเป็นรุ่นที่เก่ามาก เช่น iPhone X ทาง Apple ก็จะไม่รับ Trade In แต่มีบริการรีไซเคิลเครื่องให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
แต่ถึงแม้ว่า Apple จะไม่รับ Trade In เครื่องของเรา เราก็ยังสามารถนำเครื่องของเราไปขายต่อที่อื่นได้เช่นกัน
โดยราคารับซื้อ iPhone เครื่องเก่า จะมีราคาต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความใหม่ของรุ่น เช่น
- iPhone X มีราคาประมาณ 1,000-3,000 บาท
- iPhone 11 มีราคาประมาณ 3,000-5,000 บาท
- iPhone 15 มีราคาประมาณ 11,000-14,000 บาท
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องตรวจเช็กความผิดปกติของเครื่องด้วย เช่น การทำงานของกล้อง, หน้าจอ และปุ่มการทำงานต่าง ๆ
หากมีความผิดปกติที่ร้ายแรง ก็อาจจะไม่สามารถนำเครื่องเก่าไปขายได้
2. ตรวจสอบโปรโมชันของบัตรเครดิต และร้านค้าต่าง ๆ
ตอนนี้ก็มีบัตรเครดิตจากหลายธนาคาร ที่มีโปรโมชันสำหรับการผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อใช้บัตรเครดิตซื้อ iPhone 17 เช่น บัตรเครดิตของ UOB, CardX, Krungsri และ KBank
หมายความว่า ถ้าเราซื้อ iPhone 17 ในราคาเริ่มต้น 29,900 บาท แล้วผ่อน 0% นาน 10 เดือน เราจะสามารถผ่อนจ่ายได้เดือนละ 2,990 บาท โดยไม่เสียดอกเบี้ยเพิ่มเติมเลย
อย่างไรก็ตาม เราต้องตรวจสอบให้ดีว่า ร้านไหนบ้าง ที่ร่วมโปรโมชันกับธนาคารผู้ออกบัตรเครดิต
ที่สำคัญต้องอย่าลืมตรวจสอบ สภาพคล่องของตัวเราเองด้วย ว่าเพียงพอที่จะผ่อน iPhone 17 ที่รูดบัตรซื้อมา ได้แบบเต็มจำนวนและตรงเวลาตลอด 10 เดือนหรือไม่
เพราะไม่อย่างนั้น ทั้งการจ่ายขั้นต่ำและการจ่ายช้า จะทำให้เราต้องเจอกับดอกเบี้ยที่คิดจากยอดหนี้ของเราเป็นรายวัน อีกทั้งสามารถมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงได้ถึง 16% ต่อปีเลยด้วย
แต่ถ้าหากใครที่ไม่อยากผ่อน ก็อาจจะต้องตรวจสอบกับร้านขายโทรศัพท์ของค่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เช่น AIS หรือ TRUE ซึ่งมักจะมีโปรโมชันส่วนลดออกมา หากซื้อเครื่องพร้อมกับซื้อแพ็กเกจสัญญาณโทรศัพท์
รวมไปถึงร้านขายโทรศัพท์ อย่างเช่น iStudio และ Studio7 ก็มักจะมีโปรโมชันออกมาอยู่เรื่อย ๆ เช่นกัน
3. จะซื้อโทรศัพท์ใหม่ อย่าลืมนึกถึงค่าอุปกรณ์เสริม
การรักษาอายุการใช้งานของโทรศัพท์ให้นานที่สุด ก็เป็นอีกวิธีในการสร้างความคุ้มค่าหลังการซื้อ
แต่บางครั้งก็แลกมาด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างการซื้อเคสโทรศัพท์มาใส่ และติดฟิล์มกระจกที่มีความสามารถในการลดแรงกระแทก
เพราะถึงแม้ iPhone ทุกเครื่องจะมาพร้อมกับประกันคุ้มครองการซ่อมอายุ 1 ปี
แต่หลังจากประกันหมดลง หากเราใช้งานอย่างไม่ระมัดระวัง จนโทรศัพท์พังแล้ว ค่าซ่อมก็จะกลายเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ ถ้าหากไม่ได้ซื้อประกันเพิ่มเติมอย่าง AppleCare+
เพราะฉะนั้น เวลาเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการซื้อเครื่องใหม่ ก็อย่าลืมคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เราอาจจะจำเป็นต้องซื้อมาเพิ่มด้วย
อย่างเช่น หูฟัง, เคสโทรศัพท์, การติดฟิล์ม รวมไปถึงประกันเครื่องเพิ่มเติม เป็นต้น
4. ทบทวนว่าซื้อเพราะความจำเป็น หรือเพราะตามกระแส
ตรงนี้เราอาจจะใช้กฎ 1% และ 1 วันมาช่วยได้ นั่นก็คือ ถ้าเราอยากจะซื้อของราคาเกินกว่า 1% ของรายได้ทั้งปี
เราจะต้องรอก่อน 1 วัน เพื่อให้เวลาตัวเองได้คิดทบทวน ว่าความอยากได้นั้นยังคงอยู่ไหม
เช่น ถ้าเรามีเงินเดือน 25,000 บาท หรือก็คือ มีรายได้ทั้งปี 300,000 บาท แปลว่า ถ้าจะซื้อของราคา 3,000 บาทขึ้นไป ก็ต้องกลับมาคิดทบทวนก่อน 1 วันแล้วค่อยซื้อ
ซึ่งในที่นี้ก็อาจจะเป็น iPhone 17 เครื่องใหม่ ที่ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 29,900 บาท ที่เราอาจจะต้องไปนั่งคิดทบทวนสัก 1 วันว่ายังอยากซื้อเหมือนเดิมไหม
เพื่อเป็นการสร้างนิสัยการเงินที่ดี และไม่ทำให้การซื้อโทรศัพท์ใหม่ในครั้งนี้ กลายเป็นภาระทางการเงินหรือกับดักหนี้ของเราในอนาคต..
#วางแผนการเงิน
#บัตรเครดิต
#iPhone17
References
-www.thansettakij.com/technology/638700
-www.beartai.com/tech/it-news/1482623
-www.remobie.com/offer
-instore.studio7thailand.com/trade-in-plus/
-krungthai.com/th/krungthai-update/promotion-detail…
-www.investerest.co/finance/1-percent-and-1-day-by-…
-มัดรวมโปรเปิดจอง iPhone 17-iPhone Air-iPhone 17 Pro-iPhone 17 Pro Max
-เว็บไซต์ของแต่ละธนาคาร
4 months ago | [YT] | 15
View 0 replies
MONEY LAB
เจาะโมเดลธุรกิจ Buy Now Pay Later เจ้าของ Shopee ได้อะไร จากการให้คนไทย ผ่อนส้มตำ | MONEY LAB
ก่อนหน้านี้ไม่แน่ใจว่ามีใครเคยคิดมาก่อนไหม ว่าอยากจ่ายค่าส้มตำด้วยการผ่อน
เพราะแต่ก่อนถ้าเราพูดถึงการผ่อนสินค้า ส่วนมากก็จะนึกถึงการผ่อนของชิ้นใหญ่ ๆ อย่างโทรศัพท์ และทีวีมากกว่า
แต่ด้วยการมาถึงของนวัตกรรม “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later ก็ทำให้วันนี้เราสามารถผ่อนจ่ายสินค้าชิ้นเล็ก ๆ ได้หลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หรือว่าจะเป็นค่าอาหารอย่างส้มตำสักจานได้แล้ว
ถึงตรงนี้หลายคนน่าจะสงสัย ว่าผู้ให้บริการ Buy Now Pay Later จะได้อะไรบ้าง จากการให้คนในแพลตฟอร์มของตัวเอง ผ่อนจ่ายสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ถ้าจะเข้าใจโมเดลธุรกิจของ Buy Now Pay Later เราต้องเข้าใจโมเดลธุรกิจของเงินผ่อนรุ่นพี่อย่าง “บัตรเครดิต” เสียก่อน
โดยตัวละครในโมเดลธุรกิจนี้จะมี 5 คน ได้แก่
1. ลูกค้าที่เป็นคนถือบัตรเครดิต มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบัตร และเสียดอกเบี้ย
2. ธนาคารผู้ออกบัตรเครดิต เป็นคนเก็บค่าธรรมเนียมบัตรรายปี รวมทั้งดอกเบี้ย
และยังมีอีกรายได้หนึ่งนั่นก็คือค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า Interchange Fee
ซึ่งเป็นส่วนแบ่งจากค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า MDR หรือ Merchant Discount Rate ที่ธนาคารผู้ออกเครื่องรูดบัตรเครดิต เก็บจากร้านค้าแล้วเอามาแบ่งให้
3. เครือข่ายการชำระเงิน เช่น Visa และ Mastercard ที่ได้ค่าธรรมเนียมเครือข่ายบัตร ซึ่งก็เป็นส่วนแบ่งมาจากค่าธรรมเนียม MDR เช่นกัน
4. ธนาคารผู้ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตให้ร้านค้า มีหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียม MDR และหักเอาไว้กับตัวเองส่วนหนึ่ง
5. ร้านค้า เป็นคนได้รับเงินของลูกค้า และมีหน้าที่จ่ายค่าธรรมเนียม MDR ให้กับธนาคารที่ออกเครื่องรูดบัตรเครดิต
และรู้หรือไม่ว่า คนที่จะได้ส่วนแบ่งจากค่าธรรมเนียม MDR มากที่สุด คือธนาคารผู้ออกบัตรเครดิต เพราะเป็นทั้งคนแบกรับความเสี่ยงที่ลูกค้าเบี้ยวหนี้ กับต้นทุนในการหาลูกค้า ดูแลลูกค้า และทำโปรโมชัน
ทีนี้กลับมาที่โมเดลธุรกิจของผู้ให้บริการ Buy Now Pay Later อย่างเช่น บริษัท Sea Limited เจ้าของแพลตฟอร์ม Shopee ที่มีบริการ SPayLater ให้ใช้กันบ้าง
โมเดลธุรกิจ Buy Now Pay Later นี้ จะแตกต่างกันตรงที่ เมื่อ Shopee เป็นแพลตฟอร์ม e-Commerce ซึ่งจับลูกค้ากับร้านค้ามาเจอกันอยู่แล้ว
ทำให้เมื่อเทียบกับโมเดลธุรกิจบัตรเครดิตที่พูดไปก่อนหน้านี้
Shopee ก็สามารถเป็นทั้งธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตที่เก็บดอกเบี้ยจากลูกค้า และธนาคารผู้ออกเครื่องรูดบัตรเครดิต ที่เก็บดอกเบี้ยจากร้านค้าได้เลยในคนเดียวกัน..
โดย Shopee ให้บริการ SPayLater ผ่านบริษัทที่ชื่อว่า บริษัท โมนี่ (แคปปิตอล) จำกัด
หรือที่หลายคนอาจจะคุ้นกับชื่อเดิมมากกว่าอย่าง บริษัท ซีมันนี่ (แคปปิตอล) จำกัด ที่ได้รับใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลรายแรกของไทย จากธนาคารแห่งประเทศไทย
และผ่าน บริษัท ยูนิคอร์น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ตรงนี้เองที่แพลตฟอร์ม Shopee จึงเป็นเหมือนผู้ออกสินเชื่อให้กับลูกค้าเอาเงินไปใช้ก่อนผ่าน SPayLater
และเก็บดอกเบี้ยจากการผ่อนสินค้าตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป รวมทั้งดอกเบี้ยและค่าปรับจากการผิดนัดชำระ คล้ายกันกับธนาคารออกบัตรเครดิต
ส่วนในด้านของร้านค้า ทาง Shopee ก็จะมีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากร้านค้าที่มีบริการ SPayLater ประมาณ 4.5%
ซึ่งถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับค่าธรรมเนียม MDR ซึ่งธนาคารเก็บจากร้านค้า จะอยู่ที่ประมาณ 1.6% ถึง 2.4% เท่านั้น
ถ้าหากถามว่าทำไมร้านค้าบน Shopee ถึงยอมให้เก็บค่าธรรมเนียมมากขนาดนี้ ?
คำตอบก็คือ การมี SPayLater ให้ลูกค้าใช้ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก
โดยทาง Shopee มาเลเซียเอง ก็ได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่า ร้านค้าที่ใช้ SPayLater มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 20%
จากทั้งหมดนี้ ก็ทำให้เราสรุปได้อีกครั้งว่า สิ่งที่ทาง Shopee จะได้จากการให้ผู้คนบนแพลตฟอร์ม ผ่อนจ่ายสินค้าด้วย SPayLater ก็คือ
- ดอกเบี้ยที่ได้จากการผ่อนชำระสินค้า รวมทั้งดอกเบี้ยและค่าปรับจากการผิดนัดชำระ
- ค่าธรรมเนียมจากร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการ SPayLater
ในปัจจุบันนี้ธุรกิจการเงิน ซึ่งรวมบริการ SPayLater ถือเป็นส่วนธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของ Sea Limited เจ้าของแพลตฟอร์ม Shopee และ Garena
โดยจากข้อมูลผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2568 ของ Sea Limited ได้แสดงให้เห็นว่า รายได้ของธุรกิจการเงิน ในช่วง 5 ปีย้อนหลังมานี้ เติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 11.2% เลย
อีกทั้งในด้านของผู้ใช้งาน เพียงแค่ในไตรมาส 2 ปี 2568 ก็มีผู้ใช้งาน SPayLater หน้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคนเลย โดยหลัก ๆ แล้วผู้ใช้งาน SPayLater จะมาจาก อินโดนีเซีย, ไทย และมาเลเซีย
ส่วนอัตราส่วนหนี้เสีย ซึ่งวัดจากคนที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ใน 90 วัน ก็มีสัดส่วนอยู่ที่ 1% เท่านั้น และลดลงมาจาก 5 ปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 1.3%
ซึ่งน่าจะมาจากมาตรการของ Shopee ที่ให้วงเงิน SPayLater น้อย ๆ ก่อน และถ้าหากใครมีประวัติการชำระที่ดีก็ค่อยเพิ่มวงเงินให้ทีหลัง
อย่างไรก็ตาม แม้ในปัจจุบันนี้ อัตราส่วนหนี้เสียของ SPayLater จะยังน้อยอยู่ แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าอัตราส่วนหนี้เสีย จะต่ำอยู่แบบนี้ไปตลอด
เพราะเพียงแค่หนี้สินจากการผ่อนสินค้าราคาไม่แพง แต่เมื่อใช้ Buy Now Pay Later จนเพลิน
หนี้สินเล็ก ๆ หลายอันรวมกัน ผนวกกับพลังของดอกเบี้ยทบต้น ก็สามารถทำให้คนที่เคยชำระหนี้ได้เป็นอย่างดี หมุนเงินไม่ทันได้เหมือนกัน
ทำให้ถ้าถึงวันที่ผู้กู้ส่วนใหญ่ ประสบปัญหาทางการเงิน จนไม่สามารถจ่ายหนี้ Buy Now Pay Later ได้
เราก็อาจจะได้เห็นกฎระเบียบหรือมาตรการใหม่ ๆ ที่เข้มงวดขึ้น ทั้งจากตัวแพลตฟอร์มและภาครัฐก็เป็นได้..
#ธุรกิจ
#โมเดลธุรกิจ
#SPayLater
References
-help.shopee.co.th/portal/4/article/103388
-today.line.me/th/v3/article/GjDPeY
-seller.shopee.com.my/edu/article/24745
-steadycompounding.com/investing/sea-strength/
-www.longtunman.com/205
-เอกสาร Presentation Q2 2025 Result ของบริษัท Sea Limited
4 months ago | [YT] | 12
View 0 replies
MONEY LAB
“ธนาคารครอบครัว” สูตรลับส่งต่อมรดก ให้ไม่มีวันหมด แบบหนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในโลก | MONEY LAB
หากพูดถึงตระกูล Rockefeller สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึง ก็คือคุณ John D. Rockefeller มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทน้ำมัน Standard Oil ผู้เคยถูกจัดอันดับว่าเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว
แต่ในขณะที่หลายตระกูลเศรษฐีในรุ่นเดียวกัน วันนี้ไม่ได้เป็นตระกูลที่มั่งคั่งในระดับโลกเหมือนเก่า
ตระกูล Rockefeller กลับยังคงถูกจัดอันดับให้เป็น หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดของโลก ด้วยมูลค่าความมั่งคั่งกว่า 897,000 ล้านบาท
โดยในปัจจุบันนี้ตระกูล Rockefeller ก็ได้รักษาความมั่งคั่งจนมาถึงรุ่นที่ 7 แล้วด้วย
แน่นอนว่าการจะรักษาความมั่งคั่งมหาศาลให้อยู่ยั้งยืนยง คงจะมีศาสตร์การส่งต่อความมั่งคั่งที่ไม่ธรรมดา จนกลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลก ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ต่อยอดจนถึงปัจจุบัน
และหากอยากรู้ว่าพวกเขาทำอย่างไร ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
“พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพัง” ไม่ได้เป็นเพียงแค่สุภาษิตโบราณ ที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์
เพราะงานวิจัยจำนวนมากพบว่า โดยทั่วไปแล้วความมั่งคั่งของครอบครัวมักส่งต่อไปได้ไม่เกิน 3 รุ่น หรือที่เรียกกันว่า Third-Generation Curse หรือ “คำสาปรุ่นที่ 3”
แต่ตระกูล Rockefeller กลับหลีกเลี่ยงคำสาปนี้ได้ ด้วยการสร้างระบบที่ทำให้ทรัพย์สินยังคงอยู่ยาวนานกว่าศตวรรษ และยังส่งต่อความมั่งคั่งได้ต่อเนื่องมาถึงรุ่นที่ 7 ในปัจจุบัน
เพื่อเข้าใจจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19
เมื่อคุณ John D. Rockefeller สร้างอาณาจักรน้ำมัน Standard Oil ที่ควบคุมโรงกลั่นและท่อส่งน้ำมันกว่า 90% ของสหรัฐฯ และกลายเป็นมหาเศรษฐี 1,000 ล้านคนแรกของโลก
แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การสร้างธุรกิจ คือ การปลูกฝังแนวคิดทางการเงินและสอนลูกให้มีวินัยในการใช้เงิน
แนวคิดเหล่านี้ กลายเป็นรากฐานให้ลูกชายของเขา คุณ John D. Rockefeller Jr. นำไปต่อยอดและสร้างระบบการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างเป็นรูปธรรม จนกลายเป็นกุญแจสำคัญในการรักษามรดกของตระกูล
ระบบนี้ต่อมาได้รับการยกเป็นกรณีศึกษา และถูกวงการที่ปรึกษาการเงินยุคหลังเรียกด้วยหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น..
Rockefeller Waterfall Method หรือ Rockefeller Cascade ที่สื่อถึงแนวคิดการสร้างความมั่งคั่งที่หมุนเวียน และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เปรียบเสมือนน้ำตกที่น้ำไหลลงมาไม่หยุดจากรุ่นสู่รุ่น
อีกชื่อที่ถูกใช้บ่อยคือ Family Bank Strategy หรือ “กลยุทธ์ธนาคารครอบครัว” แนวคิดที่เปรียบว่าตระกูล Rockefeller มีกองความมั่งคั่งที่เป็นเหมือนแหล่งเงินทุนให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวสามารถกู้ยืมไปใช้ได้
ถึงแม้ตระกูล Rockefeller จะไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ แต่ในแวดวงผู้เชี่ยวชาญการวางแผนการเงินต่างยกให้กรณีนี้เป็นตัวอย่างคลาสสิก
และหัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ก็คือ
1. กองทุนทรัสต์ของครอบครัว หรือ Family Trust
เป็นกุญแจดอกแรกที่ตระกูล Rockefeller ใช้ในการรักษาความมั่งคั่ง
ลองนึกภาพว่า Family Trust ก็เหมือนกับ “ตู้เซฟอัจฉริยะ” ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเก็บสมบัติของครอบครัว
แต่ไม่ใช่แค่เก็บไว้เฉย ๆ เพราะตู้เซฟนี้มีกติกาเขียนกำกับไว้อย่างละเอียดว่า ใครจะเปิดได้เมื่อไร และจะนำเงินไปใช้อย่างไรบ้าง
คุณ John D. Rockefeller Jr. คือคนที่มีบทบาทสำคัญที่เข้ามาจัดระบบนี้ โดยเลือกจัดตั้งกองทุนทรัสต์ประเภทที่ไม่สามารถเพิกถอนได้ (Irrevocable Trusts) เพื่อให้กติกาที่วางไว้คงอยู่ยาวนานและเปลี่ยนแปลงได้ยาก
ยิ่งไปกว่านั้นข้อดีของกองทรัสต์คือ ทรัพย์สินทั้งหมดในกองจะถูกแยกออกมาจากทรัพย์สินส่วนตัว ทำให้ป้องกันการถูกฟ้องร้องหรือถูกยึดจากเจ้าหนี้ได้
อีกทั้งทรัพย์สินในทรัสต์จะไม่ถูกนับรวมในกองมรดกที่ต้องเสียภาษี ทำให้ทายาทได้รับมรดกแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
2. ประกันชีวิต
หาก Family Trust เปรียบเสมือนตู้เซฟอัจฉริยะ ที่เก็บสมบัติของครอบครัวเอาไว้ ประกันชีวิตก็เปรียบได้กับระบบเติมเงินอัตโนมัติที่คอยเติมเงินให้ตู้เซฟนั้นอยู่เสมอ
โดยกองทรัสต์จากข้อก่อนหน้า ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เก็บทรัพย์สมบัติอย่างเดียว แต่ยังเป็นผู้ซื้อประกันชีวิตให้กับสมาชิกทุกคน และกองทรัสต์นั้น ก็จะถูกระบุให้เป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรงของกรมธรรม์เหล่านั้นด้วย
หมายความว่า เมื่อสมาชิกคนใดเสียชีวิต เงินสินไหมก้อนใหญ่จะถูกส่งตรงกลับเข้ากองทรัสต์ทันทีโดยไม่ถูกหักภาษี
ทำหน้าที่เติมทุนใหม่ให้ทรัพย์สินกองกลางของครอบครัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นวงจรแห่งการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น
เมื่อคนรุ่นเก่าจากไป เงินประกันก็ไหลกลับเข้ากองกลาง ให้รุ่นที่อยู่ได้รับประโยชน์ และเมื่อมีคนรุ่นใหม่เพิ่มเข้ามา ก็ทำประกันใหม่เพิ่มเติม เพื่อเตรียมส่งต่อวนกลับเข้าสู่ระบบในอนาคตอีกครั้ง
เปรียบเหมือนสายน้ำตกจากคนรุ่นเก่า ที่ไหลมาหล่อเลี้ยงสมาชิกครอบครัวรุ่นต่อไปอย่างไม่รู้จบ..
อีกความน่าสนใจก็คือ เมื่อจ่ายเบี้ยประกันไปในระยะหนึ่ง กรมธรรม์จะมีมูลค่าเงินสดสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสามารถขอกู้ยืมเงินจากมูลค่าเงินสดนี้ได้
ซึ่งทาง Family Trust ของตระกูลก็กำหนดให้สมาชิกสามารถกู้ยืมเงินออกมาใช้ได้ตลอด ทำให้กองทรัสต์นี้เปรียบเสมือน “ธนาคารครอบครัว”
ที่พร้อมให้สมาชิกครอบครัว Rockefeller กู้ได้ทุกเมื่อ เพราะมีความยืดหยุ่นสูง ไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากธนาคาร การชำระคืนก็ไม่เข้มงวด แถมดอกเบี้ยก็มักจะต่ำกว่าการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
เมื่อเงินกู้ต้นทุนต่ำเหล่านี้ถูกนำไปใช้กับสิ่งที่สร้างคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การลงทุน หรือธุรกิจใหม่ ๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งให้เติบโตต่อไปในอนาคต
และที่สำคัญคือแม้จะมีการกู้ยืม แต่กรมธรรม์ก็ยังคงให้ความคุ้มครองตามปกติ ทำให้ระบบนี้ทำหน้าที่ทั้งปกป้องและต่อยอดไปพร้อม ๆ กัน
อ่านถึงตรงนี้ก็จะเห็นว่า ประกันชีวิตในความหมายของตระกูล Rockefeller ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือคุ้มครองชีวิต แต่กลายเป็นกลไกทางการเงินที่หมุนเวียนและสร้างความมั่งคั่งให้ครอบครัวไปตลอดอย่างไม่มีวันหมด
ประกันชีวิตจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษสัญญา แต่เป็นหนึ่งในอาวุธลับทางการเงิน ที่ช่วยให้ตระกูลสามารถส่งต่อความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ตระกูล Rockefeller ถูกยกให้กลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกในการส่งต่อมรดก ที่มีการนำมาประยุกต์ใช้และต่อยอดจนถึงปัจจุบัน..
#วางแผนการเงิน
#ประกัน
#Rockefeller
References
-www.investopedia.com/rockefeller-usd900-million-le…
-www.nasdaq.com/articles/the-rockefellers
-www.jamesburnslaw.com/the-rockefeller-cascade-a-mu…
-thomascastelli.com/2024/05/12/rockefeller
-waterfall-method-generational-wealth/
-finance.yahoo.com/news/rockefellers-still-one-rich…
4 months ago | [YT] | 28
View 0 replies
MONEY LAB
แจกโคดส่วนลดให้ประชาชน นโยบายคนละครึ่ง ฉบับประเทศจีน ที่กระตุ้นให้คนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 เท่า | MONEY LAB
การคืนชีพของนโยบายคนละครึ่ง กำลังเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมากในช่วงนี้
ว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงวิกฤติโรคระบาด จะยังคงสามารถใช้ได้ผลกับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันหรือไม่
แต่รู้หรือไม่ว่าในช่วงเวลานั้น ประเทศจีนก็มีการใช้นโยบายที่คล้าย ๆ กันกับนโยบายคนละครึ่งเหมือนกัน
โดยในตอนนั้นรัฐบาลจีนไม่ได้แจกเงินให้กับประชาชนตรง ๆ แต่กลับใช้วิธีการแจก e-Voucher ที่เหมือน “โคดส่วนลด” ให้กับประชาชนได้นำไปใช้
และที่น่าสนใจก็คือ นโยบายนี้สามารถกระตุ้นให้ชาวจีนในตอนนั้นใช้จ่ายเงินมากขึ้นถึง 3 เท่าอีกด้วย แม้จะยังอยู่ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดก็ตาม
แล้วนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จของจีน ณ ตอนนั้น มีอะไรที่เหมือนและแตกต่างกับคนละครึ่งของไทยบ้าง ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกโคดส่วนลดของจีนนั้น มีจุดที่แตกต่างกับโครงการคนละครึ่งของไทยอยู่หลัก ๆ ประมาณ 3 จุด ได้แก่
- ผู้ดำเนินการคือรัฐบาลท้องถิ่น
ประเทศที่พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างจีน การจะใช้รัฐบาลกลางที่เดียวดูแลให้ทั่วถึงก็คงเป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นรัฐบาลท้องถิ่นในมณฑลและเมืองต่าง ๆ จึงได้รับอำนาจในการบริหารจัดการมากพอสมควร
ซึ่งนั่นก็รวมถึงอำนาจในการจัดตั้งงบประมาณและรูปแบบการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกโคดส่วนลดนี้ด้วย
ทำให้กว่า 190 เมืองทั่วประเทศจีน ที่เข้าร่วมโครงการนี้ ก็จะมีรูปแบบของการแจกโคดส่วนลดและงบประมาณที่ใช้แตกต่างกันไป
เช่น เมืองเซินเจิ้น ก็มีการให้ส่วนลด 15% สำหรับการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ภายในบ้าน จากร้านที่กำหนด
หรือเมืองเฉิงตู ก็มีการแจกคูปองรวมเป็นมูลค่าประมาณ 10 ล้านหยวน (ประมาณ 44 ล้านบาท) สำหรับการท่องเที่ยว เป็นต้น
ในขณะที่นโยบายคนละครึ่งของประเทศไทย มีผู้ดำเนินการคือกระทรวงการคลัง และมีรูปแบบเป็นมาตรฐานเดียวกันคือ ใช้ซื้อสินค้าผ่านร้านที่เข้าร่วมโครงการ เหมือนกันทั้งประเทศ
- มีการกำหนดขั้นต่ำและสร้างความเร่งด่วนในการใช้จ่าย
ตอนที่เราใช้โครงการคนละครึ่งนั้น อย่างที่เราจำได้ว่ารัฐจะช่วยวันละไม่เกิน 150 บาท
โดยเราสามารถใช้ได้จนกว่าจะหมดวงเงินที่ให้ใน G-Wallet ของเป๋าตัง หรือจนหมดระยะเวลาของโครงการ ไม่ได้มีการบังคับให้รีบใช้
อีกทั้งไม่ได้มีกำหนดขั้นต่ำในการใช้จ่าย แม้เราจะใช้ซื้อของราคาหลักสิบบาท รัฐก็จะช่วยออกครึ่งหนึ่งอยู่ดี
แต่สำหรับโคดส่วนลดที่ทางการของประเทศจีนแจกนั้น จะมีระยะเวลาหมดอายุกำหนดชัดเจน โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ได้รับคูปอง
นอกจากนี้ แม้จะแจกโคดส่วนลดที่ให้ส่วนลดประมาณ 25% ถึง 50% แต่ส่วนลดเหล่านั้นจะได้ก็ต่อเมื่อใช้จ่ายถึงขั้นต่ำที่กำหนด เช่น ใช้จ่ายขั้นต่ำ 54 หยวน เพื่อให้ได้ส่วนลด 18 หยวน (ส่วนลด 33%) เป็นต้น
ไม่ต่างกับการใช้โคดส่วนลดเวลาที่เราสั่งของในแพลตฟอร์ม e-Commerce หรือ Food Delivery ในชีวิตประจำวันเลย
- ช่องทางในการแจกจ่ายส่วนลด
ในขณะที่นโยบายคนละครึ่งของไทยใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ในตอนนั้นโดยรัฐบาล ซึ่งใครลงทะเบียนสิทธิ์ก็จะได้เหมือนกันหมด
ทางการจีนใช้ช่องทางเอกชนที่มีอยู่แล้ว อย่างเช่น Alipay ของ Alibaba, WeChat Pay ของ Tencent รวมทั้งแพลตฟอร์ม e-Commerce และแพลตฟอร์ม Food Delivery อย่าง Meituan
ในการกระจายโคดส่วนลดเหล่านี้ไปให้ถึงประชาชน โดยการแจกจ่ายนั้นส่วนใหญ่จะเป็นในรูป “มาก่อนได้ก่อน” ให้ผู้คนต้องแย่งกันกด และมีบางครั้งที่แจกแบบสุ่มเหมือนลอตเตอรี่ด้วย
เมื่อการแจกโคดส่วนลดของทางการจีน มีทั้งการกำหนดขั้นต่ำในการใช้จ่าย และกรอบเวลาจำกัดที่ค่อนข้างสั้น
ทำให้เกิดสิ่งที่ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า “ภาวะกลัวการสูญเสีย” หรือ Loss Aversion จากการที่ผู้คนต้องรีบควักเงินจ่ายซื้อของเพิ่ม เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเสียส่วนลดที่จะได้ไป
ซึ่งจากงานวิจัยของ สำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NBER ที่วัดผลประสิทธิภาพของโครงการนี้ออกมา
ก็ได้พบว่าทุก ๆ 1 หยวน ที่ทางการจีนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกโคดส่วนลดไป จะทำให้ประชาชนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3 หยวน
หรือก็คือการแจกโคดส่วนลดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ ทำให้ชาวจีนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ถึง 3 เท่า
ในขณะที่เมื่อเทียบกับงานวิจัยในไทยที่ได้มีการวัดประสิทธิภาพของนโยบายคนละครึ่ง พบว่าทุก ๆ 1 บาท ที่กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่ง คนไทยใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 40 สตางค์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ในด้านประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่องบประมาณที่ใช้ไปของคนละครึ่งจะไม่ได้มากเหมือนกับโครงการแจกโคดส่วนลดของประเทศจีน
แต่สิ่งที่นโยบายคนละครึ่งทำได้ดีกว่า คือการเพิ่มยอดขายให้กับ SMEs และประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤติโรคระบาดได้อย่างทั่วถึงกว่า
เพราะการแจกโคดส่วนลดของทางการจีนที่มีการกำหนดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำนั้น เอื้อให้ร้านค้าขนาดใหญ่ที่ขายสินค้าราคาแพงได้ประโยชน์มากกว่า เพราะผู้คนซื้อสินค้าแล้วได้ส่วนลดง่ายกว่า
อีกทั้งคนที่ไม่มีรายได้มากพอที่จะใช้จ่ายเพิ่มให้ถึงขั้นต่ำที่ตั้งไว้ ก็จะอดได้สิทธิ์การช่วยเหลือจากรัฐบาลไป
นอกจากนี้ บริบทของประเทศไทยและจีนก็ค่อนข้างแตกต่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องการเงินเก็บ
เพราะประเทศจีนนั้น ตั้งแต่ในช่วงก่อนโรคระบาดจนถึงปัจจุบัน มีอัตราส่วนเงินออมต่อ GDP ที่มากกว่า 40% มาโดยตลอด ซึ่งถือว่าสูงติดอันดับ Top 10 ของโลก
ซึ่งอาจจะหมายความได้ว่าชาวจีนโดยเฉลี่ยนั้น มีเงินเก็บมากมายอยู่แล้ว เพียงแค่มีนโยบายรัฐที่สะกิดให้ออกมาใช้จ่าย ชาวจีนก็จะนำเงินออกมาใช้กันทันที
ในขณะที่ประเทศไทย มีอัตราส่วนเงินออมต่อ GDP ลดลงมาเรื่อย ๆ โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา อัตราส่วนเงินออมต่อ GDP อยู่ที่ 25% เท่านั้น ทั้งที่เมื่อ 5 ปีก่อน สัดส่วนอยู่ที่ 29%
ซึ่งอาจจะหมายความได้ว่า คนไทยไม่ได้มีเงินเก็บแล้วไม่กล้าออกมาใช้ แต่อาจจะเก็บเงินไม่ได้ หรือถึงขั้นจำใจต้องเอาเงินเก็บออกมาใช้จ่ายแล้ว
สุดท้ายนี้จะเห็นได้ว่า แม้แต่นโยบายที่ดูประสบความสำเร็จก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียอะไรเลย
เหมือนกับนโยบายแจกโคดส่วนลดของจีน ที่แม้จะได้ผลตอบแทนจากการกระตุ้นสูงมาก แต่ก็สร้างความเหลื่อมล้ำให้กับธุรกิจขนาดเล็กและคนรายได้น้อย
ในขณะที่นโยบายคนละครึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ประสิทธิภาพจะต่ำกว่า แต่กลับเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง
เพราะฉะนั้น โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไทยในตอนนี้ จึงค่อนข้างท้าทาย ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ให้เกิดความสมดุลระหว่างความทั่วถึงและความคุ้มค่ากับต้นทุนที่ใช้ไป
และจะทำอย่างไรให้คนไทยใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในวันที่ผู้คนกำลังคิดจะรัดเข็มขัดในการใช้เงินกันอย่างเต็มที่..
#เศรษฐกิจ
#เศรษฐกิจไทย
#คนละครึ่ง
References
-www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197919
-www.thairath.co.th/news/society/2881156
-www.campaignasia.com/article/is-targeting-vouchers…
-www.luohanacademy.com/en//programs/economy/166/
-thechinaproject.com/2022/12/14/can-consumption-vou…
-www.chicagobooth.edu/review/for-economic-stimulus-…
-voxchina.org/show-3-393.html
-tradingeconomics.com/china/gross-savings-percent-o…
-Liu et al. (2020). Stimulating Consumption at Low Budget: Evidence from a Large-scale Policy Experiment amid the COVID-19 Pandemic
-Xing et al. (2022). "QUICK RESPONSE" ECONOMIC STIMULUS: THE EFFECT OF SMALL-VALUE DIGITAL COUPONS ON SPENDING
-Muthitacharoen, A. (2024). Digital fiscal stimulus and SMEs: difference-in-differences evidence from Thailand’s half-and-half program
-Muthitacharoen, A. (2024). Using a no-minimum 50:50 co-pay to stimulate consumption: evidence from Thailand’s digital fiscal stimulus.
4 months ago | [YT] | 18
View 0 replies
MONEY LAB
5 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางประเทศเหล่านี้ สะสมทองคำเพิ่มขึ้น มากแค่ไหน ?
4 months ago | [YT] | 17
View 0 replies
Load more