รางวัลครั้งแรกที่มีสาขา Most Influential MarTech Leader Thailand มอบโดยทาง International Business Magazine (Intlbm) นิตยสารชั้นนำสายธุรกิจและการเงิน จากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งดำเนินการคัดเลือกองค์กรธุรกิจชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก ที่มีผลการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ของรางวัล ได้รับเลือกให้ Teeraphol Ambhai (ธีรพล อำไพ) ได้รับรางวัลเป็นของแรกสุดในสาขาบุคคลของรางวัลประจำปี 2023 จากผลงานอันโดดเด่นด้าน MarTech ของ HealthCare
Teeraphol Ambhai (ธีรพล อำไพ) คือ
ผู้เชี่ยวชาญที่มี Passion ในการทำ SEO มานานกว่า 12 ปี หนึ่งในผู้สร้างความสำเร็จผ่านการให้คำปรึกษาขององค์กรมากกว่า 33 แห่งผ่าน 22 ประเภทธุรกิจ (ส่วนใหญ่เป็น SME และ Startup เพื่อจุดประสงค์ในการยกระดับของธุรกิจเหล่านี้ให้มีความเข้าใจในด้าน SEO และนำไปใช้ได้จริง)
ปัจจุบัน Teeraphol Ambhai ทำงานประจำอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในตำแหน่ง Head of Search Experience ที่มีหน้าที่ดูแลในส่วนของ Search Marketing (หรือที่เข้าใจง่ายๆ คือ SEO และ SEM) ช่วยสร้างผลงานให้โดดเด่นและเป็นที่ประจักษ์ ผ่านความเข้าใจเชิงลึกและความสร้างสรรค์ในการมีแนวคิดใหม่ๆ และพยายามเชื่อมโยงกับการตลาดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดเป็นความสำเร็จแบบยั่งยืน ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อปริญญาเอก D.Com.Arts. สาขา Marketing Communication มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
โดยก่อนหน้าตำแหน่งนี้รับหน้าที่ดูแลในส่วนของ Social Media ในตำแหน่ง Head of Social Media ที่ร่วมกับทีมเป็นส่วนหนึ่งที่คว้ารางวัลมามากกว่า 50 ตัว (โดยได้รางวัลในด้าน Social Media เกือบครบทุกรางวัลของไทยและในระดับเอเชีย) พร้อมทำให้ Facebook ของรพ. บำรุงราษฎร์เป็น Facebook โรงพยาบาลที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลกและช่องทางอื่นๆ อยู่ใน Top 4 (Instagram, YouTube,Twitter) และได้รับรางวัลที่เกี่ยวกับด้าน Search Marketing คือ Thailand Digital Transformation Awards 2022: Customer Experience
นอกจากนี้ Teeraphol Ambhai ยังมีโอกาสได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ The Secret Sauce EP. 378 ของ The Standard, Ad addict, Tellscore และอีกมากมาย อีกทั้งยังเป็น Guest Speaker/Lecturer มามากกว่า 3 ปีให้กับทั้งทางองค์กรและมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ
มากไปกว่านั้นยังเป็น Mega Influencer ที่มีผู้ติดตามรวมกันมากกว่า 1.5 ล้านราย และค่อนข้างจะ Active มากบน LinkedIn
เคยมีผลงานเขียนบน Line Today Showcase และคอนเทนต์ที่เขียนบางส่วนได้มีการถูกนำไปใช้อ้างอิงในสื่อต่างๆ อาทิเช่น Marketing Opps!, HD.co.th, Post Today และ SCB เป็นต้น
Health Me Now
อะไรน่ากลัวกว่ากันตอนนี้
2 years ago | [YT] | 2
View 2 replies
Health Me Now
Teeraphol Ambhai เจ้าของรางวัล Most Influential MarTech Leader Thailand 2023 ด้าน Healthcare คนแรกของไทย
รางวัลครั้งแรกที่มีสาขา Most Influential MarTech Leader Thailand มอบโดยทาง International Business Magazine (Intlbm) นิตยสารชั้นนำสายธุรกิจและการเงิน จากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งดำเนินการคัดเลือกองค์กรธุรกิจชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก ที่มีผลการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ของรางวัล ได้รับเลือกให้ Teeraphol Ambhai (ธีรพล อำไพ) ได้รับรางวัลเป็นของแรกสุดในสาขาบุคคลของรางวัลประจำปี 2023 จากผลงานอันโดดเด่นด้าน MarTech ของ HealthCare
Teeraphol Ambhai (ธีรพล อำไพ) คือ
ผู้เชี่ยวชาญที่มี Passion ในการทำ SEO มานานกว่า 12 ปี หนึ่งในผู้สร้างความสำเร็จผ่านการให้คำปรึกษาขององค์กรมากกว่า 33 แห่งผ่าน 22 ประเภทธุรกิจ (ส่วนใหญ่เป็น SME และ Startup เพื่อจุดประสงค์ในการยกระดับของธุรกิจเหล่านี้ให้มีความเข้าใจในด้าน SEO และนำไปใช้ได้จริง)
ปัจจุบัน Teeraphol Ambhai ทำงานประจำอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในตำแหน่ง Head of Search Experience ที่มีหน้าที่ดูแลในส่วนของ Search Marketing (หรือที่เข้าใจง่ายๆ คือ SEO และ SEM) ช่วยสร้างผลงานให้โดดเด่นและเป็นที่ประจักษ์ ผ่านความเข้าใจเชิงลึกและความสร้างสรรค์ในการมีแนวคิดใหม่ๆ และพยายามเชื่อมโยงกับการตลาดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดเป็นความสำเร็จแบบยั่งยืน ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อปริญญาเอก D.Com.Arts. สาขา Marketing Communication มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
โดยก่อนหน้าตำแหน่งนี้รับหน้าที่ดูแลในส่วนของ Social Media ในตำแหน่ง Head of Social Media ที่ร่วมกับทีมเป็นส่วนหนึ่งที่คว้ารางวัลมามากกว่า 50 ตัว (โดยได้รางวัลในด้าน Social Media เกือบครบทุกรางวัลของไทยและในระดับเอเชีย) พร้อมทำให้ Facebook ของรพ. บำรุงราษฎร์เป็น Facebook โรงพยาบาลที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลกและช่องทางอื่นๆ อยู่ใน Top 4 (Instagram, YouTube,Twitter) และได้รับรางวัลที่เกี่ยวกับด้าน Search Marketing คือ Thailand Digital Transformation Awards 2022: Customer Experience
นอกจากนี้ Teeraphol Ambhai ยังมีโอกาสได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ The Secret Sauce EP. 378 ของ The Standard, Ad addict, Tellscore และอีกมากมาย อีกทั้งยังเป็น Guest Speaker/Lecturer มามากกว่า 3 ปีให้กับทั้งทางองค์กรและมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ
มากไปกว่านั้นยังเป็น Mega Influencer ที่มีผู้ติดตามรวมกันมากกว่า 1.5 ล้านราย และค่อนข้างจะ Active มากบน LinkedIn
เคยมีผลงานเขียนบน Line Today Showcase และคอนเทนต์ที่เขียนบางส่วนได้มีการถูกนำไปใช้อ้างอิงในสื่อต่างๆ อาทิเช่น Marketing Opps!, HD.co.th, Post Today และ SCB เป็นต้น
เจ้าของผลงานหนังสือ Search Experience Optimization: สร้างประสบการณ์ค้นหาสู่ความสำเร็จ ที่มีผู้อ่านมากกว่า 1,111+ คน
healthmenowth.com/health-news/teeraphol-ambhai-mos…
2 years ago | [YT] | 2
View 0 replies
Health Me Now
เจ็บใต้ราวนมซ้าย เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง
อาการเจ็บใต้ราวนมซ้ายมีอาการปวดเวลาหายใจ นึกถึงหลักๆ 2 โรค คือภาวะการอักเสบของกล้ามเนื้อ กระดูกซี่โครงหรือเนื้อเยื่ออ่อน โดยมากมักจะสัมพันธ์กับท่าทาง และอีกภาวะที่นึกถึงคือภาวะปอดอักเสบ มักมีไข้ ไอ หรือหอบเหนื่อย แต่ก็ยังมีภาวะอื่นๆที่เกิดอาการปวดราวนมซ้าย ได้แก่ภาวะกระเพาะอาหารอักเสบ หรือภาวะโรคหัวใจ แนะนำให้ไปรับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา
การเจ็บหน้าอกข้างซ้าย ส่วนมากเข้าใจกันว่าเป็นอาการของหลอดเลือดหัวใจตีบหรือเปล่า โดยทั่วไป หัวใจอยู่ข้างซ้ายใช่ แต่อาการเจ็บมันจะบอกตำแหน่งได้ไม่ชัดเจน ถ้าเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ อาการที่พบจะมีตั้งแต่
มีอาการจุก อาการแน่น เหมือนมีอะไรมากด มารัด มาทับ บริเวณหน้าอก
ถ้าเป็นมาก ๆ จะมีร้าวไปกราม ไปไหล่ ไปแขน หรือไปคอ บางทีไปที่ท้อง อาการจะคล้ายโรคกระเพาะ
แต่ว่าตัวที่กระตุ้นให้เจ็บ เช่น บางคนเวลาออกแรงเยอะๆ จะมีการเจ็บมากขึ้น พอพักแล้วเบาลง อันนี้ให้สงสัยว่าจะเป็นหลอดเลือดหัวใจ อาการพวกนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นข้างซ้ายเป๊ะ ๆ บางทีก็บอกยากว่าอยู่ตำแหน่งไหน แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ตรงแถวบริเวณหน้าอก แถว ๆ ลิ้นปี่ แต่อาการที่เห็นได้ชัด คือ ยิ่งออกแรง ยิ่งเป็นเยอะขึ้น เพราะฉะนั้นหากรู้สึกว่าเจ็บแน่นหน้าอกมากผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะถ้าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอาการลักษณะแบบนี้มาก่อนเลย
healthmenowth.com/heart/do-you-feel-the-pain-under…
3 years ago | [YT] | 2
View 0 replies
Health Me Now
“โรคฝีดาษลิง (Monkeypox)”น่ากลัวแค่ไหน?
เช็ค 5 วิธี ป้องกันด้วยตนเอง พร้อมการติดต่อ ระยะเวลาในการติดเชื้อ อาการของโรค
ยังคงเฝ้าระวังและป้องกัน "โรคฝีดาษลิง (Monkeypox)" ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และติดจากคนสู่คนได้ โรคนี้พบมากในประเทศแถบแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ แคเมอรูน สาธารณรัฐแอฟริกากลาง คองโก กาบอง ไลบีเรีย ไนจีเรีย และเซียร์ราลีโอน การพบผู้ป่วยในประเทศนอกเขตแอฟริกา เช่น สหรัฐอเมริกา อิสราเอล สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร มักเกิดจากการเดินทางระหว่างประเทศหรือการนำเข้าสัตว์ที่ติดเชื้อ
โรคฝีดาษลิงไม่ใช่โรคใหม่ แต่เคยระบาดมาแล้วมากกว่า 20 ปี โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Poxviridae จัดอยู่ในจีนัส Orthopoxvirus เช่นเดียวกับไวรัสอีกหลายชนิด ได้แก่ ไวรัสที่ทำให้เกิดฝีดาษในคนหรือไข้ทรพิษ (variola virus) ไวรัสที่นำมาผลิตวัคซีนป้องกันฝีดาษในคน (vaccinia virus) และฝีดาษวัว (cowpox virus) เชื้อไวรัสฝีดาษลิงพบได้ในสัตว์หลายชนิด
โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ เช่น กระรอก หนูป่า เป็นต้น รวมทั้งคนก็สามารถติดโรคได้
-----
การติดต่อ
คนสามารถติดโรคจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ป่า หรือกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาจติดทางอ้อมจากการสัมผัสที่นอนของสัตว์ป่วย
การแพร่เชื้อจากคนสู่คนแม้มีโอกาสน้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่ม หรืออุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อ
-----
ระยะเวลาในการรับเชื้อ-อาการ
เมื่อคนรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน อาจนานถึง 21 วัน
อาการเริ่มแรกจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น อ่อนเพลีย
จากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขนขา และอาจจะเกิดบนหน้าและลำตัวได้ด้วย ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนอง
ระยะสุดท้ายตุ่มหนองจะเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออกมา อาการป่วยจะประมาณ 2-4 สัปดาห์
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคเองได้ โดยอาการรุนแรงมักพบในกลุ่มเด็ก ซึ่งในประเทศแอฟริกาพบอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 10
-----
การป้องกันควบคุมโรค เริ่มต้นด้วยการป้องกันตนเอง
หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า
หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ
หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์เมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือคนที่ติดเชื้อ หรือเดินทางเข้าไปในป่า
ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยงหรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศโดยไม่มีการ คัดกรองโรค
กรณีมีการเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที และทำการแยกกักเพื่อมิให้ผู้ป่วยมีการแพร่กระจายเชื้อ
3 years ago | [YT] | 3
View 2 replies
Health Me Now
โลกป่วย (โรคป่วย) เราป่วย #LetTheEarthBreath
อุณหภูมิของเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศอันแปรปรวนและวิกฤตต่าง ๆ ที่ตามมา รวมถึงโรคร้ายต่าง ๆ ที่ดูจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่น่ากังวลมากที่สุด ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคระบาดชนิดใหม่ และโรคระบาดซ้ำที่เคยหายไปแล้วแต่กลับมาให้ได้เห็นใหม่ รวมถึงการเพิ่มจำนวนง่ายขึ้นของพาหะนำโรค
ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (2019) เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของโรคอุบัติใหม่จากไวรัสที่เห็นชัดที่สุดในขณะนี้ เราคงต้องรออีกสักนิดให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาถึงไวรัสนี้มากพอจึงจะชี้เฉพาะถึงที่มาและสาเหตุ แต่ประเด็นหลัก ๆ ที่น่าคิดคือ ภูมิคุ้มกัน อากาศที่เปลี่ยนแปลง และการ(กลับ)มาของเชื้อโรค
ไวรัสและแบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโรคระบาดของมนุษย์มาเนิ่นนาน สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้มีอยู่ทั่วไปบนโลกของเรา ตั้งแต่ในก้อนหินเล็ก ๆ หนึ่งก้อน ยุงหนึ่งตัว ไปจนถึงลำไส้ของเรา ซึ่งเปรียบเสมือนจักรวาลอีกหลาย ๆ จักรวาลที่มนุษย์ยังอาจไม่ทราบทั้งหมด ก้อนหินที่ดำรงอยู่ตั้งแต่ยุคน้ำแข็งและเกิดการทับถมของดินมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละปี และถูกแช่แข็งไว้ผ่านเวลาหลายพันปี มนุษย์เพิ่งค้นพบยาปฏิชีวนะเพื่อต่อสู้กับโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียราว 70 ปีเท่านั้น และวัคซีนป้องกันไวรัสจะผลิตขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์เผชิญกับโรคนั้นเสียก่อน แต่หากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งอาร์กติกค่อย ๆ ละลายจนกระทั่งปลดปล่อยไวรัสและแบคทีเรียที่จำศีลหลับไหลตั้งแต่ในยุคหลายพันปีก่อน ก่อนที่มนุษย์จะมีข้อมูลสิ่งเหล่านี้ล่ะ? ซึ่งนั่นหมายถึงมนุษย์ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันโรคร้ายที่เกิดขึ้นจากไวรัสและแบคทีเรียอายุพันปีที่เคยสงบนิ่งใต้น้ำแข็ง คำถามคือเราจะรับมือได้อย่างไร
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องสมมติที่ไกลความจริง เมื่อสิงหาคมปี 2559 ที่ภูมิภาคอาร์กติก เด็กชายวัย 12 ได้เสียชีวิต เพราะเชื้อแอนแทร็กซ์ และมีคนในพื้นที่อีก 20 คนถูกนำส่งโรงพยาบาลเพราะโรคเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่าสาเหตุเกิดจากคลื่นความร้อนในปีนั้นทำให้ชั้นดินเยือกแข็งซึ่งปกติจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสอยู่ตลอดปีละลายตัว จนเผยซากกวางเรนเดียร์ที่ตายด้วยโรคแอนแทร็กซ์เมื่อ 75 ปีใต้ดินขึ้นมาสัมผัสกับน้ำและอากาศ เชื้อบางชนิด เช่นเชื้อแอนแทร็กซ์ สามารถสร้างสปอร์ห่อหุ้มตัวเพื่อดำรงชีวิตรอดในน้ำแข็งได้ หรือไวรัสบางชนิดเองก็มีดีเอ็นเอที่แข็งแกร่งกว่าไวรัสทั่วไปในปัจจุบัน
การวิจัยชิ้นหนึ่งของนาซ่าเมื่อปี 2548 เผยว่าได้ทดลองนำน้ำจากทะเลสาบของอลาสก้าที่ถูกแช่แข็งมากว่า 32,000 ปี ตั้งแต่ยุคที่มีแมมมอธยังคงอยู่ และน้ำมาละลายน้ำแข็ง ก็พบว่าแบคทีเรียที่อยู่ในนั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง สองปีถัดมาจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ลองละลายน้ำแข็งอายุ 8 ล้านปีอีกครั้งจากแอนตาร์กติกา แบคทีเรียก็กลับมามีชีวิตได้อีกเช่นกัน แต่แบคทีเรียไม่ใช่ผู้ร้ายทุกชนิดเสมอไป ตามปกติแล้วมีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมและร่างกายเรา เพียงแค่ยีนดื้อยาสามารถส่งต่อถึงกันได้ ไวรัสเองก็สามารถอยู่รอดภายใต้น้ำแข็งได้เช่นกัน จากที่นักวิทยาศาสตร์เคยทดลองละลายน้ำแข็งอายุ 30,000 ปี และพบว่าไวรัสฟื้นกลับมาใหม่ได้ (แต่ไวรัสชนิดนั้นเป็นอันตรายต่ออมีบาเพียงเท่านั้น)
แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าการคืนชีพกลับมาของเชื้อโรคต่าง ๆ คือ การอุบัติใหม่ และการย้ายถิ่นฐานของเชื้อโรค ที่เอื้อจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น และความทันสมัยของโลกที่ทำให้การเดินทางเป็นไปได้ง่าย ภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้น้ำแข็งละลายเท่านั้น แต่การเดินทางที่เข้าถึงพื้นที่หลากหลายง่ายขึ้น รวมถึงการที่พื้นที่อย่างไซบีเรียเข้าถึงได้จากการรุกล้ำของอุตสาหกรรมประมงและขุดเจาะพลังงาน ก็เป็นอีกหนทางที่เชื้อโรคสามารถเดินทางออกจากไซบีเรียไปยังที่ห่างไกลอื่นได้ และเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคจากใต้ดินปนเปื้อนออกสู่ดินชั้นบน แหล่งน้ำ และห่วงโซ่อาหารได้
ในอดีตโรคระบาดจะจำกัดอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตเท่านั้น เช่น กาฬโรคที่เกิดขึ้นในยุโรปและจีนเมื่อช่วงยุคพศ.1890 การเดินทางหลักที่ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้คือทางเรือ แม้จะคร่าชีวิตคนจำนวนมหาศาลในยุโรป แต่ลองจินตนาการว่าหากโรคนี้เกิดขึ้นในยุคที่การเดินทางสะดวกสบายรวดเร็วอย่างรถไฟและเครื่องบินที่เชื่อมต่อข้ามพรมแดนได้ง่ายนั้น จะเป็นอย่างไรพรมแดนประเทศมิได้เลือนลางเพราะการเดินทางที่สะดวกเท่านั้น แต่อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เดิมจากที่เรารู้ว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเสี่ยงติดโรคใดบ้างจากสัตว์ที่เป็นพาหะในพื้นที่นั้น ก็อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป
เราคงทราบกัน หรือเคยได้รับคำเตือนให้ฉีดวัคซีนป้องกันอะไรก่อนเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง เช่น ไข้เหลืองที่เกิดขึ้นในแอฟริกาและอเมริกาใต้ โรคไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อยในอินเดียและเนปาล หรืออาจจะแค่ง่าย ๆ ว่าเวลาไปเข้าป่าระวังไข้มาลาเรีย ทว่าโลกที่ร้อนขึ้น ป่าไม้ที่ถูกทำลาย การรุกคืบของเมือง สัตว์ท้องถิ่นในพื้นที่ป่านั้นก็อาจต้องหาทางมีชีวิตรอดในสภาพภูมิประเทศและอากาศที่เปลี่ยนไปเช่นกัน
โรคระบาดที่มียุงและแมลงเป็นพาหะ อาทิ ไข้เหลือง และมาลาเรีย ทวีความถี่และเกิดผู้เคราะห์ร้ายมากขึ้นโดยมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยผลักดัน วงจรชีวิตและการเจริญเติบโตของยุงนั้นเกี่ยวข้องอย่างมากกับปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิ กล่าวคือ ยุงและแมลงชอบอากาศที่อบอุ่นจนถึงร้อน สามารถแพร่พันธุ์ได้ดีขึ้น เติบโตเร็วขึ้น นอกจากนี้วงจรของปรสิตในยุงยังพัฒนาไปเร็วขึ้นด้วยจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งอาจซ้ำความร้ายแรงด้วยปรสิตมาลาเรียดื้อยาที่เกิดขึ้นแล้วในปี 2562 ที่ผ่านมา
ไข้หวัดนกเองก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและเชื้อไวรัส เดิมทีหวัดนกนั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติในสัตว์ปีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็ดหรือนกป่า ซึ่งตามปกติความหลากหลายของสายพันธุ์และความสมบูรณ์ของถิ่นที่อยู่และอาหารจะทำให้พวกมันมีภูมิต้านทาน แต่สภาวะโลกร้อนและการสูญเสียถิ่นที่อยู่ส่งผลต่อจำนวนประชากรของนก ประกอบกับฤดูที่เปลี่ยนแปลงไปได้เปลี่ยนแปลงวงจรและเส้นทางการบินอพยพ ทำให้ไวรัสที่เจอกับสิ่งแวดล้อมใหม่ก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาตัว เส้นทางการบินที่เปลี่ยนไปหรือการเติบโตขึ้นของเมืองก็มีโอกาสที่นกป่าจะใกล้ชิดกับปศุสัตว์และมนุษย์มากขึ้น
หากกล่าวถึงโรคระบาดที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งหรือสองทศวรรษที่ผ่านมานั้น ตั้งแต่ ไข้เลือดออก ฉี่หนู อหิวาตกโรค อีโบลา ไข้หวัดนก วัณโรค ซาร์ส และมาลาเรีย ล้วนมีจุดเริ่มต้นติดต่อมาจากสัตว์สู่คน (ทั้งจากพาหะ หรือสัตว์โดยตรง) และพัฒนามาเป็นการติดเชื้อจากคนสู่คน ซึ่งสาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่า ค้าสัตว์ป่า หรือการเข้าใกล้ชิดกับสัตว์ป่าโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง
ยามใดที่เชื้อเปลี่ยนแปลงสภาวะ ไม่ว่าจะเป็นการผันผวนของอุณหภูมิ ถิ่นที่อยู่ หรือติดเชื้อยังสัตว์ชนิดอื่นหรือคน สภาวะเหล่านี้ทำให้เชื้อโรคมีความรุนแรงขึ้น กลายเป็นโรคใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีภูมิคุ้มกัน การระบาดจึงเกิดขึ้นได้ง่าย จึงเป็นที่มาของโรคอุบัติใหม่
โลกของไวรัสและแบคทีเรียนั้นเป็นเสมือนอีกจักรวาลหนึ่งที่ความรู้ของมนุษย์ยังไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด แม้แต่ในร่างกายของเราเองก็เป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรีย และเรารู้จักพวกมันแค่ 1% เท่านั้น อาจกล่าวได้ว่า ประกอบกับความผันผวนของวิกฤตโลกร้อนที่กำลังก่อตัว มนุษย์ยังคงมืดบอดและคาดเดาได้น้อยมากกับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่จะตามมา อาทิเช่น แบคทีเรียในลำไส้ของเราและสัตว์จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรไหมหากรับความเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียร้ายแรงจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เพิ่มความรุนแรงด้วยการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่ร้อนขึ้น แบคทีเรียในตัวเราจะเปลี่ยนไปไหม?
สภาพภูมิอากาศคือชนวน เชื้อโรคคือกระสุน
เราอาจจะได้รู้จักกับโรคระบาดชนิดใหม่มากขึ้น และรุนแรงขึ้น หากวิกฤตโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไป
เราอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ร่วมกับสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย ตั้งแต่ขนาดเล็กจนมองไม่เห็นอย่างแบคทีเรีย ไวรัส แมลง ไปจนถึงสรรพสัตว์ต่าง ๆ ความสมบูรณ์หลากหลายของสายพันธุ์และสิ่งแวดล้อมจึงเป็นกลไกตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุดในการรักษาสมดุลของทุกชีวิต แนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) แม้ดูจะเป็นหลักการที่เพิ่งได้รับการพูดถึงไม่นาน แต่การรักษาและคำนึงถึงสายสัมพันธ์ของสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งเดียวนั้นเป็นรากฐานการป้องกันและควบคุมโรคทั้งในคนและสัตว์ได้อย่างดีที่สุด
โลกที่ป่วย ชีวิตบนโลกก็ป่วยตาม สุขภาพของเราขึ้นอยู่กับสุขภาพของโลก
#LetTheEarthBreath
#LetTheEarthBreathe
#ClimateCrisis #ClimateAction
3 years ago | [YT] | 6
View 0 replies
Health Me Now
สรุป #เซฟแฟรี่ กับโรคใคร่เด็ก
เมื่อเด็กผู้หญิงวัยเพียง 11 ขวบถูกดาว Onlyfans เพื่อนแม่คอยมาถ่ายคลิปในเชิงคุกคาม พอใครท้วงก็ทำเป็นพูดติดตลกใส่
**ดาว Onlyfans ที่ว่าเป็นผู้ชายนะครับ
เริ่มจากขอแนะนำผู้คนในเรื่องราวนี้ก่อน
: คนแรก น้องแฟรี่น้องวัย 11 ขวบ
: คนที่สอง คุณเบส ดาว TikTok และ Onlyfans ผู้ชายที่ถูกกล่าวหาว่าคุกคามน้อง
: คนที่สาม แม่ของน้อแฟรี่ เธอก็ทำ Onlyfans เหมือนกันเคยถ่ายคอนเทนต์ 18+ กับคุณเบสและตอนนี้ทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนกัน
1. เรื่องราวเริ่มจากคุณเบสและแม่ของน้องแฟรี่ ทั้งคู่ต่างก็ทำ Onlyfans เป็นของตัวเองโดยลักษณะคอนเทนต์คือจะเป็นไปในแนว 18+ และคุณเบสกับแม่ของน้องแฟรี่ก็เคยมาถ่ายงานร่วมกัน จนตอนนี้ทั้งคู่รู้จักและเป็นเพื่อนกัน
2. คุณเบสนอกจากจะโด่งดังใน Onlyfans แล้วเขายังมีฐานแฟนคลับค่อนข้างมากโดยเฉพาะใน Twitter และ TikTok
3. คุณเบสที่เป็นเพื่อนกับแม่ของน้องแฟรี่ก็มารู้จักกับน้องแฟรี่ คุณเบสชอบมาถ่ายคลิปน้องแฟรี่ไปลง TikTok ของตัวเองแล้วใส่แคปชั่นหรือมีเนื้อหาในทำนองว่า
: แฟรี่วันนี้สดชื่นจังเลยเดี๋ยวมาถ่ายคอนเทนต์ด้วยกันนะ: แฟรี่นอนแบบสภาพไม่ไหวเลย เมื่อคืนไม่ได้นอนเลบหรอ ??
4. หลังจากที่คุณเบสนำคลิปต่างๆของแฟรี่ไปลง TikTok ก็มักจะมีแฟนคลับของคุณเบส (บางคน) มาคอมเมนท์เห็นดีเห็นงามเช่น อยากให้ถ่ายคอนเทนต์กับแฟรี่ อยากเห็นแฟรี่ในOnlyfans
5. และพอเรื่องนี้ได้รับการพูดถึงมากขึ้น ก็มีคนที่ไม่โอเคที่คุณเบสนำน้องแฟรี่มาทำคอนเทนต์ในลักษณะนี้ลงโซเชียล พร้อมกับคอมเมนท์บอกคุณเบสว่าแบบนี้มันไม่โอเคนะน้องเขา11ขวบอยู่เลยทำอะไรคิดเยอะๆหน่อย ถึงแม้น้องเขาจะเต็มใจหรือไม่ก็ไม่ควรทำอะไรแบบนี้เพราะน้องเขายังเป็นผู้เยาว์
6. แต่คุณเบสก็มักจะตอบกลับคอมเมนท์เหล่านั้นในเชิงติดตลกเหมือนไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ พร้อมบอกว่าตอนถ่ายแม่ของแฟรี่ก็อยู่ด้วยไม่มีอะไร
7. ชาวเน็ตจึงตั้งคำถามกับคุณแม่ของน้องแฟรี่ว่าทำไมถึงปล่อยให้คนอื่นมาทำอะไรแบบนี้กับลูก อ้างอิงจากทวิตเตอร์@Nick_x8 เธอได้นำภาพบทสนทนาที่มีคนทักไปถามคุณแม่และคุณแม่ได้ตอบกลับมาว่า
“บางทีเล่นมุขกันไม่ได้คิดอะไร พี่ขอโทษด้วยนะคะ ถ้าทำให้เข้าใจผิดกันค่ะ”
8. จากเรื่องราวทั้งหมดจึงได้ข้อสรุปว่า ไม่มีใครรู้สึกไม่ดีหรือโกรธที่คุณแม่หรือคุณเบสจะทำ Onlyfans ร่วมกันอันนั้นมันเป็นสิทธิ์ของทั้งคู่ แต่ที่ไม่โอเคคือการเอาลูกสาววัยเพียง 11 ขวบเข้ามาเรียกกระแสหรือทำคอนเทนต์ในเชิงคุกคามอย่างนี้นั่นเอง
“โรคใคร่เด็ก” คืออะไร
โรคใคร่เด็ก (Pedophilia) คือ อาการทางจิตที่ผิดปกติที่แสดงออกว่าชอบหรือรักเด็ก แต่เป็นความรักที่เกินขอบเขต รักแบบคลั่งไคล้ ต้องการให้เด็กเป็นของตัวเอง จนนำไปสู่การนำเด็กมาเป็นเหยื่อบำบัดความใคร่ทางเพศ
ลักษณะผู้ป่วยโรคใคร่เด็ก(ไม่แสดงพฤติกรรมที่ชัดเจนและสังเกตอาการจากภายนอกได้ยาก)
– ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายอายุ 35 – 40 ขึ้นไป
– ไม่ค่อยมีความสุขกับคู่ครองวัยเดียวกัน
– ส่วนใหญ่เกิดจากคนในครอบครัว/คนใกล้ชิด เช่น เพื่อนบ้าน/ญาติ
– พยายามเข้าใกล้เด็กด้วยวิธีการตีสนิท หลอกล่อ ให้รางวัล ให้ขนม ให้เงิน เพื่อให้เด็กเชื่อใจ/ตีสนิท
– เกิดความรู้สึก/มีจินตนาการทางเพศกับเด็กเท่านั้น
– ชอบมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเด็กและทำซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งเด็กคนเดิมหรือเด็กคนใหม่
ผู้ที่มีจิตใจก้าวร้าวแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ ชอบซื้อบริการโสเภณีเด็ก ผู้ที่เคยกระทำละเมิดทางเพศเด็กมาก่อน รวมทั้งผู้ที่มีปมด้อยเรื่องความเป็นชาย เช่น อวัยวะเพศเล็กเกินไป หรือถูกภรรยาดุด่า เป็นต้น
ใครที่มีความเสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อ :
เด็กก่อนวัยเริ่มเจริญพันธุ์ไปถึง 13 ปี
– เด็กทารก
– เด็กอนุบาล
– เด็กประถม
รูปแบบการกระทำทางเพศกับเด็ก
– ไม่มีการสัมผัสร่างกาย
– สัมผัสร่างกายแต่ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ
– ล่วงละเมิดทางเพศ
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดโทษและลงโทษโดยคำนึงถึงความผิดปกติทางจิต “โรคใคร่เด็ก” และอาจไม่เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวช ผู้ทำความผิดจึงมีความผิดและรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา
เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยพบว่า ผู้กระทำผิดเป็นผู้ป่วย Pedophilia ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่มีความต้องการทางเพศสูง ศาลมักจะมีคำสั่งให้จิตแพทย์รับคนเหล่านี้ไปบำบัดอาการ เพื่อป้องกันก่อคดีซ้ำอีก เมื่อบำบัดหายแล้ว จึงกลับไปรับโทษ วิธีการบำบัดที่ใช้ได้ผลระดับหนึ่ง คือ การทำ CBT เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสติปัญญา ร่วมไปกับการใช้ยาต้านซึมเศร้า และยาลดฮอร์โมนเพศชาย (แอนตี้เอนโดรเจน) ให้ความต้องการทางเพศลดลง ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะหายจากอาการหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ป่วยด้วย
กฎหมายเกี่ยวกับการคุกคามในเด็ก
“โรคใคร่เด็ก” (Pedophilia) หรืออาการผิดปกติทางจิตที่แสดงออกว่าชอบหรือรักเด็ก ที่เกินขอบเขต จนนำไปสู่การนำเด็กมาเป็นเหยื่อบำบัดความใคร่ทางเพศ หลังจากที่เราทำความรู้จักกันไปบ้างแล้ว เรามาลองดูกันบ้างว่าในทางกฎหมาย เราจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร?
ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดโทษและลงโทษโดยคำนึงถึงความผิดปกติทางจิต “โรคใคร่เด็ก” และอาจไม่เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวชผู้ทำความผิดจึงมีความผิดและรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา แบ่งออกตามรูปแบบของการกระทำความผิดทางเพศกับเด็ก
ไม่มีการสัมผัสร่างกาย เช่น เปลือยกายให้เด็กดูอวัยวะเพศ แอบดูเด็กอาบน้ำ พูดจาลวนลาม ให้เด็กดูภาพ-คลิปลามกเพื่อเร่งเร้าหรือกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ
สัมผัสร่างกายแต่ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ เช่น กอด จูบ ลูบคลำอวัยวะเพศเด็กด้วยมือหรือปากให้เด็กจับอวัยวะเพศเพื่อสำเร็จความใคร่
ล่วงละเมิดทางเพศ หลังจากกระทำชำเราแล้วจะบังคับ ข่มขู่เด็ก ให้เก็บเป็นความลับและกระทำชำเราซ้ำๆ หรือทำร้ายร่างกายหรือฆ่า
บทลงโทษผู้ทำผิดตามกฎหมายอาญา ที่เกี่ยวกับเด็ก
#ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก
“ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก” เช่น คลิปวิดีโอ รูปถ่าย วัตถุหรือสิ่งอื่นที่แสดงให้รู้/เห็นการกระทำทางเพศของเด็กหรือกับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี โดยรูป/เรื่อง/ลักษณะลามกอนาจาร และที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ : มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่งต่อสื่อลามกอนาจารเด็ก : มีโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Upload File คลิปวิดีโอ รูปถ่าย หรือ ข้อมูลลักษณะลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ : มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
#กระทำอนาจารเด็ก
กระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม : มีโทษจำคุก 1 – 10 ปี หรือปรับ 10,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม : มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
#กระทำชำเราเด็ก
กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม : มีโทษจำคุก 7 – 20 ปี และปรับ 140,000 – 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
กระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม : มีโทษจำคุก 5 – 20 ปี และปรับ 100,000 – 400,000 บาท
บทลงโทษผู้ป่วยทางจิตเวชที่ทำผิดตามกฎหมาย
#ยกเว้นโทษ/ลดโทษ
กรณี กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบชั่วดี หรือ ไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีอาการจิตบกพร่อง เป็นผู้ป่วยจิตเวช หรือจิตฟั่นเฟือน : ไม่ต้องรับโทษ แต่หากพิสูจน์แล้วว่าผู้กระทำผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือ ยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง : อาจรับโทษน้อยลง ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
นอกจากนี้ ศาลพิจารณาบรรเทาโทษได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล หากมีเหตุดังต่อไปนี้
โฉดเขลาเบาปัญญาตกอยู่ในความทุกข์สาหัส
มีคุณความดีมาก่อน
รู้สึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายในความผิด
ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
สารภาพความผิดต่อเจ้าพนักงาน
อย่างไรก็ตาม หากพบเห็นสถานการณ์ที่สุ่มต่อบุตรหลานของท่าน แจ้งเหตุได้ที่
มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก 0-2412-1196 (ในเวลาราชการ)
ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
รูปแบบของการกระทำความผิดทางเพศกับเด็ก
1. การกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก
• การครอบครอง/การส่งต่อ/การเผยแพร่ วัตถุ หรือสิ่งที่แสดงให้รู้หรือเห็นการกระทำทางเพศของเด็กหรือกับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี เช่น รูปภาพ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ แถบบันทึกเสียง รวมถึงสิ่งที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ
2. การกระทำความผิดฐานอนาจารเด็ก
• การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศต่อร่างกายผู้อื่น เช่น การสัมผัสจับต้องเนื้อตัวร่างกาย การลวนลามร่างกายในทางไม่สมควร และการกระทำ ให้อับอายขายหน้าในทางเพศ
3. การกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา
• การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
บทลงโทษตามกฎหมายอาญา
1. การกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก
• ครอบครอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 287/1)
• ส่งต่อสื่อลามก มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 287/1)
• เผยแพร่สื่อลามก มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท (มาตรา 287/2)
2. การกระทำความผิดฐานอนาจารเด็ก
• เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 1 – 10 ปี หรือปรับ 10,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279)
• เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก ไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279)
3. การกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา
• เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 7 – 20 ปี และปรับ 140,000 – 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต (มาตรา 277)
• เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 5 – 20 ปี และปรับ 100,000 – 400,000 บาท (มาตรา 277)
บทลงโทษผู้ป่วยทางจิตเวชที่ทำผิด
1. ยกเว้นโทษ / ลดโทษ
• กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบชั่วดี / ไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีอาการจิตบกพร่อง เป็นผู้ป่วยจิตเวช หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่ต้องรับโทษ
• ถ้าพิสูจน์แล้วว่าผู้กระทำผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือ ยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง อาจรับโทษน้อยลง ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
2. มีเหตุให้บรรเทาโทษ
• โง่เขลา เบาปัญญาตกอยู่ในความทุกข์สาหัส
• มีคุณความดีมาก่อน
• รู้สึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายในความผิด
• ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
• สารภาพความผิดต่อเจ้าพนักงาน
#HealthMeNow #สุขภาพ
3 years ago | [YT] | 3
View 0 replies
Health Me Now
การอักเสบของคอหอยและทอนซิล มักทำให้เกิดอาการเจ็บคอเป็นสำคัญ และเกิดจากสาเหตุได้หลากหลาย ซึ่งมีทั้งกลุ่มโรคติดเชื้อและกลุ่มไม่ติดเชื้อ
ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการอักเสบจากโรคติดเชื้อ ซึ่งเกิดจากไวรัสและแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียทีมีชื่อว่า บีตาฮีโมไลติก สเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ (group A betahemolytic Streptococcus) ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้
ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งไวรัสอื่น ๆ อีกหลายชนิด บางส่วนเกิดจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่หลายชนิด เชื้อมีอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละออง เสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด หรือโดยการสัมผัสมือผู้ป่วย สิ่งของ หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อแบบเดียวกับไข้หวัด
เชื้อแบคทีเรียที่สำคัญ คือ บีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ ก่อให้เกิดทอนซิลอักเสบชนิดเป็นหนอง (exudative tonsillitis) ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กอายุ 5 - 15 ปี และอาจพบในผู้ใหญ่เป็นครั้งคราว แต่จะพบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี โรคนี้อาจติดต่อในกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน เช่น ตามโรงเรียนหอพัก เป็นต้น
healthmenowth.com/diseases/respiratory-system/tons…
3 years ago | [YT] | 2
View 0 replies
Health Me Now
โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในไทยปี 2022 (Thailand Best Hospital 2022) โดย นิววีก
โรงพยาบาลทั่วโลกเป็นแนวหน้าในการทำสงครามต่อต้านโควิด 19 ของแพทย์อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาสองปีแล้ว ผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยชี้แนะผลลัพธ์ของการจัดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกประจำปีของเรา กล่าวว่า นั่นหมายถึงการเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับความท้าทายใหม่และที่มีอยู่อย่างรวดเร็วและทันควันได้ทันที..
โดยผลจาก สตาติสต้าวัดจาก 3 หัวข้อหลักคือ คะแนนจากบุคคลากรทางการแพทย์ ผลสำรวจประสบการณ์ผู้ป่วย และการวัดผลทางการแพทย์ โดยปีนี้จะมีโรงพยาบาลอะไรบ้างลองไปดูกัน...
โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในไทยปี 2022 มีใครบ้าง
อันดับที่ 1 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
อันดับที่ 2 ศิริราชปิยมหาราชการุณย์
อันดับที่ 3 โรงพยาบาลกรุงเทพ
อันดับที่ 4 โรงพยาบาลรามาธิบดี
อันดับที่ 5 สมิติเวช สุขุมวิท
อันดับที่ 6 โรงพยาบาลธนบุรี
อันดับที่ 7 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
อันดับที่ 8 โรงพยาบาลพระราม 9
อันดับที่ 9 บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล
อันดับที่ 10 เมดพาร์ค
อันดับที่ 11 ราชวิถี
อันดับที่ 12 มหาราชนครเชียงใหม่
อันดับที่ 13 รามคำแหง
อันดับที่ 14 พญาไท 1
อันดับที่ 15 ยันฮี
3 years ago | [YT] | 3
View 0 replies
Health Me Now
รพ.บำรุงราษฎร์ ได้การจัดอันดับให้เป็นที่ 1 จาก Newsweek โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทยและหนึ่งในโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ปี 2022 เป็นปีที่สองต่อเนื่อง
ในแต่ละปี จะมีการจัดอันดับบริการต่าง ๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการบริการของหน่วยงานหรือองค์กรนั้น ๆ ซึ่งโรงพยาบาลก็เป็นอีกหนึ่งบริการที่ได้รับการจัดอันดับเป็นประจำอยู่ทุกปี
Newsweek Media Group และ Statista Inc. จัดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2022 โดยโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อยู่ในอันดับ 1 ของประเทศไทย และอันดับที่ 146 ของ โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก นับเป็นปีที่สองต่อเนื่องจากปีที่แล้ว
healthmenowth.com/hospital/best-hospitals-2021-tha…
Statista ร่วมกับ GeoBlue ผู้ให้บริการประกันภัย ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์นับหมื่นในประเทศที่เลือกไปสำรวจออนไลน์ ตั้งแต่เดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2564 สำรวจโรงพยาบาลในประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศ พร้อมจัดอันดับภายในประเทศและระดับโลก
โดยผลลัพธ์ที่ออกมา ปรากฏว่า “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” คว้าตำแหน่งโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทยไปครอง ด้วยคะแนนที่สูงถึง 94.79% เปอร์เซ็นต์ โดยได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน มีโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ที่ได้อันดับสอง สกอร์ 90.24% เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อันดับสาม คือมีโรงพยาบาลกรุงเทพที่ได้อันดับ 1 ในปี 2020 มาเป็นอันดับสาม ด้วยคะแนน 88.42% เปอร์เซ็นต์
อันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในไทย 2022 ทั้ง 5 อันดับ ดังนี้
1. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล
2. รพ.ศิริราชปิยมหาราชการุณย์
3. โรงพยาบาลกรุงเทพ
4. รพ.รามาธิบดี
5. รพ.สมิติเวช สุขุมวิท
healthmenowth.com/hospital/best-hospitals-2022-tha…
ทั้งนี้ การจัดอันดับดังกล่าว จัดทำขึ้นโดยเว็บไซต์ที่ได้รับความน่าเชื่อมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่าง Statista ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสถิติและบทวิเคราะห์สถิติของอุตสาหกรรมและประเทศทั่วโลก รวบรวมจากแหล่งข้อมูลมากกว่า 22,000 แหล่ง โดยการจัดอันดับนี้ยังได้ร่วมมือกับ GeoBlue ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยชั้นนำระดับนานาชาติ
ฐานข้อมูลที่มาทั้งหมดของการจัดอันดับ ได้มาจากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์, ผลการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้ป่วยที่เข้าใช้บริการในโรงพยาบาลนั้น ๆ รวมถึงเครื่องมือชี้วัดประสิทธิภาพทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้
ที่มา: World’s Best Hospitals 2022
www.newsweek.com/worlds-best-hospitals-2022/thaila…
#HealthMeNow #โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก2022 #โรงพยาบาลที่ดีที่สุด
3 years ago | [YT] | 4
View 0 replies
Load more