"พื้นที่แห่งความจริง ถามตรง ตอบชัด เจาะลึกประเด็นสำคัญของประเทศ"
รายการสัมภาษณ์ที่พร้อมเป็นกระบอกเสียงให้กับคนไทย ในการตั้งคำถามที่หลายคนอยากรู้ แต่ไม่มีใครกล้าถาม พบกับการวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจ และความยุติธรรม จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและตัวจริงในวงการ
ถามไปตอบมา - เพราะเราเชื่อว่าการตั้งคำถามคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
ถามไปตอบมา
ใคร ?? "โกง" โควต้าสลากฯ หากินกับทหารผ่านศึก เวลา 13:00 ที่นี่
7 months ago | [YT] | 20
View 1 reply
ถามไปตอบมา
ใครจะรอด ? ในม่านหมอก "การเมืองสีเทา" เวลา 12:00 ที่นี่
7 months ago | [YT] | 9
View 2 replies
ถามไปตอบมา
น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร พร้อมพนักงาน
บริษัท สืบจากข่าวจำกัด
7 months ago | [YT] | 131
View 2 replies
ถามไปตอบมา
ปตท. และ วว. ร่วมพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ - บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร
เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีนายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ ผศ.ดร. วีรชัย อาจหาญ
ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมลงนาม พร้อมด้วย นายรัตติกูล
ปิยะวงค์วาณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ รักษาการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ ปตท. และ ดร. จิตรา ชัยวิมล รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. ร่วมเป็นสักขีพยาน ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ การประยุกต์ใช้ Energy Management Platform (AIoT Platform) การสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการผ่านการพัฒนาประสิทธิภาพการวิจัยและนวัตกรรมการผลิตสมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงศึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัจจัยหรือกลไกสำคัญที่สนับสนุนให้ธุรกิจหลักขององค์กรเติบโตและประสบความสำเร็จ ตามโครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมอบหมายให้ ปตท. และ วว. เป็นคู่ความร่วมมือ ยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
9 months ago | [YT] | 8
View 1 reply
ถามไปตอบมา
พลิกชีวิตคนชายแดน!
“เฉลิมชัย” มอบหนังสือรับรองสิทธิ์ทำกิน
ประกาศลั่นดูแลพิทักษ์ป่าดุจครอบครัว
“...เสียงเฮของชาวบ้านดังก้องป่าชายแดนศรีสะเกษ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ "ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน" บุกถึงถิ่นอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา เพื่อมอบหนังสือรับรองสิทธิ์ทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ให้กับชาวบ้านด้วยตัวเอง ถือเป็นก้าวสำคัญในการยุติข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ พร้อมกันนี้ยังประกาศอัดฉีดสวัสดิการชุดใหญ่ให้แก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปิดทองหลังพระแห่งผืนป่าไทย...”
ณ อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ได้เดินทางลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในภารกิจสองเป้าหมายสำคัญ คือ "ปลดล็อกปัญหาที่ทำกิน" และ "เติมใจให้ผู้พิทักษ์ป่า"
บรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดี เมื่อ ดร.เฉลิมชัย ได้มอบเอกสารสำคัญที่ชาวบ้านรอคอยมานาน นั่นคือหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งเปรียบเสมือนหลักประกันความมั่นคงในชีวิต โดยมีชาวบ้านจากอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย 5 ราย ได้รับหนังสือรับรองตามมาตรา 64 และอีก 5 รายจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุญฑริก-ยอดมน ได้รับหนังสือรับรองตามมาตรา 121 นับเป็นการแก้ไขปัญหาคนอยู่กับป่าอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านแล้ว ภารกิจสำคัญอีกประการคือการเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเหล่า "ฮีโร่" ผู้พิทักษ์ป่าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยตามแนวตะเข็บชายแดน ดร.เฉลิมชัยได้กล่าวชื่นชมความเสียสละของเจ้าหน้าที่ พร้อมย้ำว่า "ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง"
พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีฯ เฉลิมชัย ได้มอบนโยบายครั้งสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ โดยประกาศพร้อมทุ่มงบประมาณสนับสนุนเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น:
• อุปกรณ์ที่ทันสมัย: เสริมศักยภาพการลาดตระเวนให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น
• การฝึกอบรมเข้มข้น: เพิ่มทักษะด้านความปลอดภัย การเอาตัวรอด และการกู้ชีพกู้ภัยฉุกเฉิน
• อาวุธป้องกันตัว: จัดหาอาวุธที่จำเป็นสำหรับป้องกันชีวิตเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตราย
การลงพื้นที่ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการตรวจเยี่ยมตามวาระ แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากภาครัฐว่า ทั้ง "ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน" และ "สวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละ" เป็นสิ่งที่กระทรวงฯ ให้ความสำคัญสูงสุด ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่านโยบายเหล่านี้จะถูกผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศได้อย่างไร
#สืบจากข่าว รายงาน
9 months ago | [YT] | 12
View 0 replies
ถามไปตอบมา
"เราไม่ทิ้งกัน"
เฉลิมชัย บินด่วนถึงศรีสะเกษ!
โอบกอดให้กำลังใจ 7 ผู้พิทักษ์ป่า
บ้านพังจากเหตุปะทะชายแดน
“...ส่งกำลังใจถึงรั้วของชาติ! ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทส. นำทีมผู้บริหารลงพื้นที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 68 เพื่อพบปะและเยียวยา 7 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและดับไฟป่า ผู้ซึ่งบ้านพักได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ความไม่สงบไทย-กัมพูชา ย้ำชัด "จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ในยามที่ฮีโร่ผู้รักษาผืนป่าต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด...”
ศรีสะเกษ – บรรยากาศเต็มไปด้วยความห่วงใย เมื่อ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้กล้าแนวหน้า ที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมไม่คาดฝัน หลังบ้านพักของพวกเขาได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ทันทีที่เดินทางถึง ดร.เฉลิมชัย ได้เข้าพูดคุยกับเจ้าหน้าที่และครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังปัญหาและแสดงความห่วงใยจากใจจริง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงฯ พร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อฟื้นฟูความเสียหายและสภาพจิตใจโดยเร็วที่สุด
ในโอกาสนี้ รมว.ทส. ได้มอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนสวัสดิการของกรมอุทยานแห่งชาติฯ และเงินสมทบจากคณะผู้บริหาร เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการซ่อมแซมบ้านพักที่เสียหายรวม 7 หลัง แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจากอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร 6 นาย และเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าอีก 1 นาย โดยมี 3 ครอบครัวที่สถานการณ์น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากบ้านพักเสียหายทั้งหลัง ส่วนอีก 4 ครอบครัวได้รับความเสียหายบางส่วน
"เจ้าหน้าที่ทุกคนคือหัวใจสำคัญของกระทรวงฯ และเป็นกำลังของชาติ" ดร.เฉลิมชัย กล่าวเน้นย้ำ "เมื่อพวกเขาเดือดร้อน การดูแลครอบครัวของพวกเขาจึงไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดที่เราต้องให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อให้พวกเขามีขวัญและกำลังใจกลับไปปฏิบัติหน้าที่ปกป้องทรัพยากรของชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิต่อไป"
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการมอบความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นการตอกย้ำและสร้างความมั่นใจให้กับเหล่าผู้พิทักษ์ป่าในพื้นที่เสี่ยง ให้พวกเขารับรู้ว่ามีผู้บังคับบัญชาและคนไทยทั้งประเทศคอยหนุนหลังอยู่เสมอ
#สืบจากข่าว รายงาน
9 months ago | [YT] | 13
View 2 replies
ถามไปตอบมา
“บิ๊กป้อม” หนุน 4 แนวทาง
สร้าง “กำแพงถาวร”
กองทัพเคาะ!
นำร่อง 10 กิโลเมตร
“บิ๊กป้อม” หนุนสร้าง “กำแพงถาวร” ชายแดน ผลักดัน 4 แนวทางเร่งด่วน ขณะที่กองทัพไทยได้ข้อสรุปเบื้องต้น กำหนดแนวสร้างนำร่อง 10 กิโลเมตร
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานก่อน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเหตุระเบิดซ้ำซ้อนในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งส่งผลให้ พลทหารอดิศร ป้อมกลาง ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถือเป็นทหารไทยรายที่ 6 จากเหตุลักษณะเดียวกัน สร้างความสะเทือนใจแก่ครอบครัวและประชาชนชายแดน
พรรคพลังประชารัฐสนับสนุนการสร้าง “กำแพงคอนกรีตถาวร” ตามแนวชายแดนเพื่อปกป้องประชาชน แนวคิดนี้เริ่มตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และยังยึดมั่นจนถึงปัจจุบัน โดยพรรคได้เสนอ 4 แนวทางเร่งด่วนคือ
1.ยืนยันอธิปไตยไทยทุกตารางนิ้ว
2.แถลงต่อสภาและประชาชนอย่างโปร่งใส
3.ตั้งคณะกรรมการวิสามัญติดตามสถานการณ์
4.เร่งสร้างกำแพงถาวร พร้อมเรียกร้องให้เยียวยาทหารผู้บาดเจ็บอย่างครบถ้วน
พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า “ทุกตารางนิ้วของผืนแผ่นดินไทย ต้องได้รับการปกป้อง ประชาชนชายแดนต้องปลอดภัย ไม่ถูกรุกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่า” พร้อมยืนยันว่าพรรคจะผลักดันมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง
ด้าน พลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่สำรวจแนวชายแดนตั้งแต่หลักเขตที่ 48 ต่อเนื่องถึง 51 บริเวณพื้นที่บ้านป่าไร่ ถึง บ้านท่าข้าม ในเขต อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยการสำรวจดังกล่าวเพื่อเตรียมสร้างแนวกำแพง แนวชายแดนไทยกัมพูชา ได้ข้อสรุปเบื้องต้นบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 50 และ 51 ซึ่งไทยและกัมพูชาเห็นตรงกันแล้วในเรื่องเขตแดน จะสร้างเป็นรั้วถาวรเป็นจุดแรก ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ขณะบริเวณอื่นๆ ซึ่งยังมีการอ้างสิทธิ และยังไม่มีข้อสรุปเรื่องเขตแดนที่ชัดเจน เบื้องต้นจะสร้างเป็นแนวรั้วชั่วคราว โดยการดำเนินการจะเริ่มต้นทันทีที่นำเรื่องเข้าขออนุมัติจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และไม่ได้ติดขัดในเรื่องงบประมาณ เชื่อว่าภายในปีนี้น่าจะเห็นแนวรั้วกำแพงชายแดนไทยกัมพูชาเริ่มต้นเกิดขึ้นได้
#สืบจากข่าว รายงาน
9 months ago | [YT] | 87
View 22 replies
ถามไปตอบมา
ลุงป้อม..ตอบชัด!
ทำไม?เพิ่งพูดเรื่อง MOU 43–44
เปิดใจคำถามสังคม
“ที่พูดไม่ใช่เพิ่งนึกได้ แต่เพื่อชาติจึงต้องพูด”
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงประเด็น MOU 43–44 เพื่อตอบคำถามในสังคม ที่ถามว่าทำไมเพิ่งพูด ขอย้ำว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง ตนสามารถควบคุม รักษาผลประโยชน์ และอธิปไตยของชาติได้เต็มที่ ด้วยประสบการณ์ด้านความมั่นคง ที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่กล้ารุกราน
แต่วันนี้ที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพราะเพิ่งนึกขึ้นมา แต่เพราะเห็นว่า หากปล่อยให้ผู้นำ ที่ไม่มีความเข้าใจลึกซึ้งด้านความมั่นคง บริหารประเทศภายใต้ข้อตกลงนี้ ประเทศอาจเพลี่ยงพล้ำ และเสียเปรียบได้ จึงถึงเวลาที่ต้องทบทวนอย่างจริงจัง
พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า ไม่หวั่นไหวต่อคำถากถาง หรือเสียงวิจารณ์ เพราะสิ่งที่ยึดมั่นมาตลอดคือ ผลประโยชน์สูงสุดของชาติ พร้อมย้ำว่า ตลอดชีวิตได้อุทิศตัวเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และแม้ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ก็ยังยืนหยัดสู้เพื่อประเทศชาติอย่างไม่ถอย
9 months ago | [YT] | 23
View 7 replies
ถามไปตอบมา
#เฉลิมชัย #ปลดล็อกป่าอนุรักษ์!
ตัดไม้ต้นแรกสร้างสิทธิทำกิน
ประวัติศาสตร์ใหม่การอยู่ร่วมกับป่าไทย
“...เสียงเลื่อยที่ดังกลางอุทยานแห่งชาติทะเลบัน จ.สตูล ไม่ได้หมายถึงการโค่นต้นไม้เพียงต้นเดียว แต่นี่คือการโค่นกำแพงความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี พร้อมเปิดทางให้ประชาชนมีสิทธิดำรงชีพอย่างถูกกฎหมายภายใต้นโยบายของรัฐบาลและการนำของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน...”
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติทะเลบัน เป็นประธานเปิดโครงการตัดไม้เกษตรที่ปลูกขึ้นเอง เพื่อการดำรงชีพของชุมชน
โดยแปลงนำร่องแรกเป็นของ นายอาซีซัน อำมาลี ชาวบ้านวังประจันใต้
ที่ได้รับการรับรองสิทธิในที่ดินทำกิน 3 ไร่ 3 งาน 27 ตารางวาอย่างถูกต้อง
การตัดต้นยางพาราต้นนี้จึงกลายเป็น “สัญลักษณ์ของการปลดล็อกทางกฎหมาย”
และเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดลใหม่ ที่จะสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับคุณภาพชีวิตของผู้คน
โครงการนี้เกิดจากการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กล้าหาญ หลัง ครม. มีมติ 12 พฤศจิกายน 2567 เห็นชอบพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยกำหนดแนวทางชัดเจน ตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติ การจัดการผลผลิต ไปจนถึงการตัดไม้ยืนต้น ดร.เฉลิมชัย ย้ำว่า
“สิทธิเหล่านี้จะทำให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต และสืบทอดสิทธิให้ลูกหลานได้ โดยไม่กระทบต่อการอนุรักษ์ป่า”
ข้อมูลระบุว่า มีประชาชนราว 1 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ
รวมกว่า 4.25 ล้านไร่ ครอบคลุม 314,784 ครัวเรือนใน 224 พื้นที่
เฉพาะอุทยานแห่งชาติทะเลบัน มี 1,095 ครัวเรือน ครอบคลุมเกือบ 10,000 ไร่
หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะกลายเป็น “ต้นแบบ” ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในป่าทั้งประเทศ
การปลดล็อกครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อม
แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเมืองเชิงสร้างสรรค์
ที่สามารถเชื่อมโยงสิทธิชุมชนกับภารกิจพิทักษ์ทรัพยากรของชาติได้อย่างลงตัว
การตัดต้นยางต้นแรกไม่ใช่เพียงการเปิดแปลงนำร่อง แต่คือการเปิดประตูสู่อนาคต
อนาคตที่สิทธิทำกินและการอนุรักษ์ป่าเดินคู่กันได้ ภายใต้วิสัยทัศน์ของรัฐบาลและรัฐมนตรีเฉลิมชัย ที่มุ่งสร้างสมดุลใหม่ให้กับผืนป่าไทยอย่างยั่งยืน
“ประชาชนในพื้นที่ป่ากำลังเฝ้ารอด้วยความหวัง ว่าวิสัยทัศน์ของ ดร.เฉลิมชัย จะเป็นคำตอบสุดท้ายของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า – และเป็นต้นแบบที่ยั่งยืนของประเทศ”
#สืบจากข่าว รายงาน
9 months ago | [YT] | 3
View 0 replies
ถามไปตอบมา
“ลุงป้อม” อัดภาษี NIT
บีบ “คนจน” ช่วย “คนรวย”
แนะ! จัดเก็บ “ธุรกิจซับซ้อน” ก่อนไหม?
“...“ลุงป้อม” อัดภาษี NIT สร้างภาระ “คนจน” ช่วย “คนรวย” กระทบเกษตรกรและผู้มีรายได้ต่ำ 40-50 ล้านคน ตั้งคำถาม “เหตุใดไม่เร่งจัดเก็บภาษีจากกลุ่มผู้มีรายได้สูง และธุรกิจซับซ้อน เช่น การปลูกต้นมะนาวหรือต้นกล้วย ในที่ดินราคาแพงกลางเมือง เพื่อหลบภาษี โรงงานผลิตเหล็กของชาวต่างชาติที่ไม่ได้มาตรฐานและหนีภาษี หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่หาผลประโยชน์จากโฆษณาในไทย”...”
จากกรณีที่มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ได้หยิบยกนโยบายภาษี Negative Income Tax หรือ NIT ซึ่งรัฐบาลบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นแบบภาษี ภายในปี 2570
จากปัจจุบัน คนที่มีภาระหน้าที่ ที่จะต้องยื่นแบบภาษี จำกัดเฉพาะผู้มีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ คือ 1 หมื่นบาทต่อเดือน หรือมีรายได้ปีละ 1.2 แสนบาท มีภาระหน้าที่จะต้องยื่นแบบภาษี ซึ่งมีประมาณ 10 ล้านคนเศษ
แต่ในปี 2570 เป็นต้นไป ผู้ที่จะต้องยื่นแบบภาษี ไม่ใช่เฉพาะผู้มีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่กำหนดให้ประชาชนทุกคน ต้องยื่นแบบภาษี
โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสร้างรัฐสวัสดิการ เป็นการปูทางให้รัฐบาล สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือสำหรับผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ได้โดยสะดวก
พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า นโยบายดังกล่าวไม่ต่างจากการบีบ “คนจน” เอื้อ “คนรวย”
เหมือนก่อนหน้านี้ รัฐบาลเพื่อไทย เคยมีการเสนอแนวความคิด จะเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10%
และตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ยังไม่มีนโยบายใดๆ ที่จะเก็บภาษีจากผู้ที่มีรายได้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุน กลุ่มพลังงาน กลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่ หรือ กลุ่มค้าส่งรายใหญ่ นอกจากแนวความคิด เก็บภาษีจากผู้มีรายได้น้อย เช่น นโยบายให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ต้องยื่นแบบภาษีประจำปี ตามแนวทางภาษี NIT
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ว่า พลเอกประวิตร หัวหน้าพรรค ฝากย้ำว่า พรรคพลังประชารัฐ ไม่ขัดข้องในแง่ของนโยบาย และแนวความคิด ที่รัฐบาลจะทำการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มที่มีรายได้น้อย แต่เมื่อได้พิจารณาอย่างถ้วนถี่พบว่า นโยบายภาษี NIT มีแต่จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง
เหตุผลที่อ้างว่า เป็นการเปิดทางให้รัฐบาลช่วยเหลือเงินให้กับผู้มีรายได้น้อย แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด กลับเป็นการสร้างภาระให้กับผู้มีรายได้น้อยมากกว่า
ปัจจุบันจำนวนประชาชนที่จะต้องยื่นแบบภาษี มีประมาณ 10 ล้านคนเศษ หากประกาศใช้ภาษี NIT ผู้ยื่นแบบภาษีจะเพิ่มเป็น 40-50 ล้านคน สร้างภาระอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร 25-30 ล้านคน ที่ไม่คุ้นชินกับระบบภาษี จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างทำบัญชี และหากกรอกข้อมูลผิดพลาด ยังเสี่ยงถูกดำเนินคดี ตามกฎหมายภาษี ทั้งทางแพ่งและทางอาญา
พรรคพลังประชารัฐ ตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่า เหตุใดไม่เร่งแก้ปัญหาการจัดเก็บภาษี จากกลุ่มผู้มีรายได้สูง และธุรกิจซับซ้อน รวมถึงต่างชาติที่ยังไม่เสียภาษีอย่างถูกต้อง เช่น การปลูกต้นมะนาวหรือต้นกล้วย ในที่ดินราคาแพงกลางเมือง เพื่อหลบภาษีอัตราแพง โรงงานผลิตเหล็กของชาวต่างชาติที่ไม่ได้มาตรฐานและหนีภาษี หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่หาผลประโยชน์จากโฆษณาในไทย แต่รัฐบาลกลับไม่หาหนทางเก็บภาษี
ส่วนที่รัฐบาลนำนโยบายภาษี NIT เปรียบเทียบกับต่างประเทศนั้น ประเทศที่พรรคเพื่อไทยอ้างถึง เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ล้วนเป็นประเทศที่มีฐานะร่ำรวย
และถึงแม้มีการทดลองนโยบายภาษี NIT แต่ก็ยังไม่มีประเทศใดในโลก บังคับให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นแบบภาษี
ประเทศไทยมีฐานข้อมูลประชาชนรายได้น้อยอยู่แล้ว จากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่ง และเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที
จึงขอให้รัฐบาลทบทวนอย่างจริงจัง เพราะนโยบายนี้ จะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนวงกว้าง โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ที่กลายเป็นผู้แบกรับภาระหนักมาก
#สืบจากข่าว รายงาน
9 months ago | [YT] | 21
View 5 replies
Load more