เป็นแหล่งรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน การดำเนินชีวิต การลงทุน หรือ Lifestyle

ติดตามเราที่ช่องทางอื่นๆ ได้ที่

YouTube: bit.ly/2tAJSxR

Facebook: www.facebook.com/thepractical.co/

Podbean: thepractical.podbean.com/

หรือ Spotify: spoti.fi/2ut7wwi

หรือ Apple Podcast: apple.co/2tP5dDQ


The Practical

“เด็กเส้น” ในออฟฟิศ เส้นทางลัด หรือกับดักอาชีพ?
...
ถ้าคุณทำงานในออฟฟิศที่ไหนสักแห่งมาสักพัก คงเคยได้ยินคำว่า “เด็กเส้น” ผ่านหูมาบ้าง—หรือไม่ก็เคยเห็นผ่านตาเต็มๆ
ในห้องประชุม ที่แผนกถัดไป หรือบางทีก็ในทีมตัวเอง
บางคนเรียกมันว่า "อภิสิทธิ์"
บางคนมองว่า "อุปสรรค"
แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เด็กเส้นก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรไทยที่ “อยู่จริง” และ “พูดยาก”
...
เด็กเส้น...คือใคร?
ในทางปฏิบัติ เด็กเส้นมีได้หลายรูปแบบ
แบบสายตรง: มีแบ็กดี บ้านใหญ่ คนรู้จักเยอะ เส้นสายมาครบตั้งแต่วันแรกที่ยื่นใบสมัคร
แบบสร้างเส้นเอง: ไม่ได้รู้จักใครมาก่อน แต่เข้ากับผู้ใหญ่เก่ง พูดเป็น ทำเป็น จนกลายเป็นคนใกล้ชิดหัวหน้าในเวลาไม่นาน
และไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเด็กเส้นจะไม่มีฝีมือ หลายคนเก่งจริง ขยันจริง แต่เพราะมี “คอนเน็กชั่น” ประกอบอยู่ด้วย เลยกลายเป็นเป้าให้คนอื่นจับตามองมากกว่าคนทั่วไป
...
อยู่ในวงใน มีอะไรดี?
ต้องยอมรับว่า “เส้น” มักมาพร้อม “ทางลัด”
โอกาสมาก่อน: โครงการใหญ่ โปรเจกต์เด่น มักเข้ามาหาเร็วกว่าใคร
เข้าถึงข้อมูลวงใน: รู้ก่อน เปลี่ยนก่อน ปรับตัวก่อน
มีทุนเชื่อใจ: ข้อผิดพลาดเล็กๆ อาจถูกมองว่า “เรียนรู้” ไม่ใช่ “ล้มเหลว”
ได้พื้นที่มากกว่า: เข้าประชุมระดับสูงบ่อยกว่า ขยายเครือข่ายไวกว่า
แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ราบรื่นไปหมด
...
เพราะมีเส้น…จึงถูกคาดหวัง
การเป็นเด็กเส้น (โดยเฉพาะถ้าเก่งจริง) มาพร้อมแรงกดดันที่หลายคนไม่เห็น
1. ต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา
2. ต้องทำงานให้ดี “กว่าคนอื่น” เพื่อกลบคำครหา
3. ต้องอดทนกับการถูกพูดถึงลับหลัง
4. ต้องรับมือกับความรู้สึกว่าใครๆ ก็ไม่จริงใจกับเรา
5. และต้องแบกรับ “ภาพลักษณ์ของความพิเศษ” แม้จะไม่ต้องการมันเลยก็ตาม
...
ถ้าเราเป็น...หรือไม่เป็น “เด็กเส้น” แล้วจะทำยังไง?
ถ้าคุณเป็นคนที่ถูกมองว่าเป็นเด็กเส้น - อย่าเพิกเฉยต่อภาพลักษณ์นั้น
เข้าใจว่าเพื่อนร่วมงานอาจมีมุมมองที่หลากหลาย และพยายามสื่อสารคุณค่าของตัวเองด้วยผลงาน ไม่ใช่ตำแหน่ง
รักษาความเป็นมืออาชีพ พูดให้น้อย ทำให้มาก และอย่ากลัวที่จะยอมรับว่า “ใช่ ผมมีโอกาสมากกว่าคนอื่นจริงๆ แต่ผมจะใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด”
แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณไม่มีเส้นเลย - อย่าเพิ่งหมดหวัง
เพราะคนเก่งจริง มีวินัยจริง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถึงจะช้ากว่า แต่เดินไกลกว่าแน่นอน ทำดีในที่ที่ไม่มีใครมองเห็น อาจได้ผลลัพธ์ที่ดังกว่าในวันหนึ่งก็ได้
...
เส้น...ไม่ใช่เรื่องผิด
แต่องค์กรที่ให้ “เส้น” อยู่เหนือ “ศักยภาพ” ต่างหากที่น่ากังวล
เด็กเส้นอาจเร่งสปีดของใครบางคน แต่ก็ไม่ควรเป็นกำแพงของคนอื่น วัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน ต้องมีทั้งโอกาส และความยุติธรรมควบคู่กันไป
เพราะการทำงาน ไม่ควรเป็นเรื่องของ “ใครรู้จักใคร” แต่น่าจะเป็นเรื่องของ “ใครทำอะไรได้จริง”
...
แล้วคุณล่ะ เคยเจอเด็กเส้นในที่ทำงานไหม? หรือเคยรู้สึกว่าเส้นมีผลต่อเส้นทางของคุณหรือเปล่า?
#มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ #ThePractical

9 months ago | [YT] | 11

The Practical

"จาก VUCA สู่ CAOS: เมื่อโลกการทำงานไม่ใช่แค่เปลี่ยนเร็ว แต่เปลี่ยนตลอดเวลา"
...
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่า VUCA และ BANI อยู่บ่อยครั้ง มันช่วยให้เรามองโลกการทำงานในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมเริ่มรู้สึกว่า กรอบความคิดเดิมเหล่านี้ “ไม่พอแล้ว” สำหรับอธิบายสิ่งที่เรากำลังเผชิญ
โลกของการทำงานในวันนี้ ไม่ได้แค่ “ยุ่งยาก” หรือ “เร็วเกินคาด”
แต่มันคือ ความโกลาหลที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และไม่ปล่อยให้เราหยุดหายใจแม้แต่นาทีเดียว
และจากจุดนั้นเอง ผมได้พัฒนาโมเดลความคิดใหม่ขึ้นมา ชื่อว่า...CAOS World
...
CAOS World คืออะไร?
คือ โลกของ ความโกลาหลแบบมีระบบ โดย CAOS มาจากคำย่อจาก 4 ปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนหน้าตาโลกการทำงานในยุคนี้
C – Compressed ซ เมื่อเวลาถูกบีบ ในอดีตการเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่ๆ อาจจะใช้เวลาถึง 5 ปี แต่วันนี้สามารถเกิดได้ใน 5 เดือน
A – Automated: ทุกอย่างกลายเป็นระบบอัตโนมัติ ณ ตอนนี้ งานและอาชีพหลายอย่าง ได้หรือกำลังจะถูกแทนที่ด้วย AI หรือ Bot โดยตรง
O – Overloaded: ข้อมูลล้นเกิน เรามีข้อมูลมากมายจนตัดสินใจได้ยากขึ้น ไม่ใช่เพราะรู้น้อย แต่เพราะ “รู้มากเกินไป”
S – Synthetic: ความจริงและโลกเสมือนจริง โลกจริงและโลกจำลอง (AI, Metaverse, Deepfake) ผสมกันจนแยกไม่ออกว่า “อะไรคือของแท้”
...
ทำไม “คนทำงาน” ต้องเข้าใจโลกแบบ CAOS?
เพราะเรากำลังอยู่ในโลกที่ไม่ใช่แค่เปลี่ยนเร็ว แต่เปลี่ยน ตลอดเวลา โดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้า
ใครที่ยังยึดติดกับวิธีคิดแบบเดิม วางแผนระยะยาวแบบไม่ยืดหยุ่น หรือหวังพึ่งความมั่นคงจากตำแหน่งที่นั่งอยู่ อาจจะตกขบวนเร็วกว่าที่คิด
CAOS ไม่ได้ท้าทายแค่ระบบองค์กร แต่มันท้าทาย ทักษะ ความคิด และความกล้าของแต่ละคน ด้วย
...
แล้วเราจะอยู่รอดในโลกแบบ CAOS ได้ยังไง?
1. อย่าแค่เก่งในสิ่งเดิม - แต่ต้องกล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา
2. สร้างความสามารถที่แทนได้ยาก - เช่น Critical Thinking, Empathy, Creativity – สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้
3. ตั้งคำถามกับทุกข้อมูลที่ได้รับ - เพราะยุคนี้ไม่ใช่แค่ Fake News แต่คือยุคของ Fake Context, Fake Logic
4. ยืดหยุ่นแบบมีหลักการ - พร้อมปรับแผน แต่ไม่หลงลืมจุดยืน
5. ไม่ต้องรีบ แต่ต้องไม่หยุด - เพราะในโลกที่ไม่มีเส้นชัย ใครไม่เดิน = ถอยหลัง
...
สุดท้าย CAOS ไม่ใช่แค่โลกของ “ความเปลี่ยนแปลง”
แต่คือโลกของ “โอกาสใหม่” สำหรับคนที่เข้าใจมันก่อน
องค์กรไหนปรับตัวได้เร็ว จะเป็นผู้นำ
คนทำงานคนไหนเข้าใจโลกใบนี้ก่อน จะไม่แค่ “อยู่รอด” แต่จะ “เติบโต” อย่างแข็งแรง
ยินดีต้อนรับสู่โลกแบบ CAOS ที่เราต้องพร้อมรับมือกับความโกลาหล...ด้วยความเข้าใจ
#มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ #ThePractical

9 months ago | [YT] | 10

The Practical

คำถามจากน้องคนหนึ่งที่ถามเข้ามา....

“แอดมินครับ ผมทำงานกับคนคนหนึ่งที่ตอนแรกก็ดูดีมากครับ"

คุยดี หัวเราะด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน แต่หลังๆ ผมเริ่มสังเกตว่า หัวหน้ามีท่าทีเปลี่ยนไป

เริ่มไม่ไว้ใจผม ทั้งที่ผมก็ทำงานเหมือนเดิม พอเช็กไปเช็กมา เพื่อนคนนี้แอบไปเล่าเรื่องผมในแง่ลบให้หัวหน้าฟังครับ ไม่ได้ใส่ร้ายตรงๆ แต่พูดแบบตีเนียน เหมือนเป็นห่วง

ตอนนี้ผมเครียดมากครับ ไม่รู้จะรับมือยังไงดี?

...

สำหรับเคสนี้ แอดตอบน้องเขาไปว่า...

ก่อนอื่นเลย — นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะคนประเภทนี้ไม่ได้แค่ “ไม่จริงใจ” แต่ยัง “บ่อนทำลาย” ความน่าเชื่อถือของเราทั้งที่ทำงานดีๆ

และที่เจ็บคือ… เขาทำด้วยหน้าที่ยิ้มให้เราได้ทุกวัน

...

แล้วควรทำยังไง?

แอดมินอยากให้ใจเย็น… แต่ไม่เงียบครับ เราลุยด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ครับ

1. อย่ารีบดราม่า อย่าไปเปิดศึกตรงๆ

เพราะจะยิ่งทำให้คุณดูมีปัญหา ให้เริ่มจาก "เก็บหลักฐานพฤติกรรม" เช่น คำพูดของเขาที่ขัดกับสิ่งที่เขาแสดง, ความเปลี่ยนแปลงของหัวหน้า หลังคุยกับเขา, งานที่ถูกตั้งคำถาม โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน เป็นต้น

2. คุยกับหัวหน้าแบบไม่กล่าวหาใคร

“หัวหน้าครับ ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าหัวหน้าเริ่มไม่มั่นใจในงานของผม ถ้ามีจุดไหนที่ผมต้องปรับปรุง ผมยินดีรับฟังและแก้ไขครับ”

ประโยคแบบนี้ → สุภาพ + เปิดใจ + ไม่โทษใคร แต่เป็นการ “กระตุกให้หัวหน้าได้คิด” โดยที่คุณยังดูเป็นมืออาชีพได้อีกด้วย

3. เวลาประชุม/รายงานงาน ใช้ภาษาที่ “บอกสิ่งที่คุณทำ” อย่างมีชั้นเชิง

เช่น “ส่วนที่ผมรับผิดชอบในโปรเจกต์นี้คือ…” หรือ “สรุปจากที่ผมติดตามเรื่องนี้มาตลอดคือ…”

แสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้อยู่เฉย และรู้จริง ไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาว แค่ชัดพอให้ทุกคนเห็นว่า “คุณไม่ได้หายไปจากภาพรวม” ก็พอแล้ว

4. อย่าลืมดูแลขอบเขตความสนิท

คนที่หน้าไหว้หลังหลอก มักเข้ามาใกล้เพื่อดูจังหวะเล่นงาน

คุณไม่ต้องตีตัวออกห่างทันที แต่เริ่มพูดให้น้อยลง เก็บเรื่องส่วนตัวไว้กับตัวเอง

ให้คำว่า “เพื่อนร่วมงาน” ไม่ล้ำเส้นจนกลายเป็น “คนที่รู้มากเกินไป”

...

“อย่าเสียพลังกับคนที่หน้าไหว้หลังหลอก แต่จงใช้พลังนั้น พิสูจน์ตัวตนผ่านงานที่พูดแทนคุณได้”

เพราะสุดท้าย... คำพูดลับหลังจะหมดพลัง เมื่อผลงานของคุณชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้

#มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ #ThePractical

9 months ago | [YT] | 27

The Practical

คำถามจากน้องคนหนึ่งที่ถามเข้ามา....

“แอดมินครับ ผมเพิ่งโดนปฏิเสธโอกาสที่รอมานาน"

เป็นตำแหน่งที่ผมหวังมาก เพราะผมอยู่กับงานนี้มาตั้งแต่ต้น ผมทำทุกอย่างแบบเต็มที่จริงๆ

แต่พอมีตำแหน่งว่าง หัวหน้ากลับเลือกคนที่ทำงานแค่ครึ่งเดียวของผม

ผมไม่ได้โกรธเขา แต่รู้สึกหมดใจ… ทุ่มเทไปหัวหน้าก็ทำเป็นไม่เห็น แล้วจะทุ่มเทไปทำไมอีก?

...

สำหรับเคสนี้ แอดตอบน้องเขาไปว่า...

เข้าใจเลยครับว่า มันเจ็บกว่าคำว่า “ผิดหวัง” เพราะมันคือความรู้สึกว่า “เราเต็มที่แล้ว แต่โลกก็ยังไม่ให้รางวัลอะไรกับเราเลย” และยิ่งหนักขึ้นไปอีก…เมื่อเห็นว่า “คนที่ได้” อาจไม่ได้เหนื่อยเท่าเราเลยด้วยซ้ำ

แต่แอดมินอยากให้รู้ว่า… “ความทุ่มเทของคุณ ไม่เคยสูญเปล่าเลยครับ” เพียงแต่มันอาจไม่ได้แสดงผลทันทีที่เราคาดหวัง

...

แล้วควรทำยังไง?

แอดมินขอแนะให้ลองทำ 3 อย่างนี้ดู เพื่อเปลี่ยนพลังของความเจ็บ ให้กลายเป็นพลังของการเติบโต

1. หยุดวัดคุณค่าตัวเองจากการ “ได้หรือไม่ได้”

เพราะบางครั้ง การไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่า “คุณไม่ดีพอ” แต่อาจเป็นเพราะ “องค์กรยังไม่เห็นในมุมที่คุณดีที่สุด” หรือเขาเลือกจากเกณฑ์ที่คุณไม่รู้เลยก็ได้

ดังนั้น อย่าเอาการตัดสินใจของคนอื่น มาเป็นคำตัดสินชีวิตของคุณ

..

2. ใช้จังหวะนี้ ถามตัวเองว่า… “เราทุ่มเพราะอยากให้คนเห็น หรือเพราะเรารู้ว่านี่คือตัวตนของเรา?”

ถ้าคำตอบคืออย่างหลัง → ยินดีด้วยครับ

เพราะคุณไม่ได้พังไปพร้อมกับโอกาสนั้น แต่คุณกำลังสร้างโอกาสใหม่จากทัศนคติที่แข็งแรงขึ้น

..

3. พัฒนาแบบไม่ประชด

หลายคนพอไม่ได้ ก็ประชดตัวเอง → ทำงานส่งๆ → ปล่อยให้หมดใจ

แต่คนที่ชนะจริง คือคนที่ “ไม่ให้เรื่องนี้พรากพลังจากเขาไป”

ยิ่งโลกไม่ให้สิ่งที่คุณสมควรได้ → ยิ่งต้องยืนยันคุณค่าของตัวเองผ่านคุณภาพงาน

จนสุดท้าย... โลกจะไม่มีทางปฏิเสธคุณได้อีก

...

แอดมินอยากฝากเอาไว้ว่า...

“คนที่ทุ่มเท แล้วไม่เคยได้รับโอกาส อาจเจ็บในวันนี้ แต่เขาคือคนที่มีศักยภาพจะสร้างโอกาสใหญ่กว่านั้นในวันหน้า”

เพราะคนที่แพ้ที่สุดในสนามนี้... ไม่ใช่คนที่พลาดโอกาส แต่คือคนที่ “หยุดพยายาม” หลังจากการพลาดแค่ครั้งเดียว

#มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ #ThePractical

9 months ago | [YT] | 50

The Practical

ถ้าไม่อยากเป็นแค่ “คนทำงานเก่ง” แต่ไม่มีใครจำชื่อได้: เริ่มสร้าง Personal Brand ตั้งแต่วันนี้

คุณเคยรู้สึกมั้ยว่า...

คุณทำงานหนักมาตลอด แต่ไม่มีใคร “เห็น” จริง ๆ ว่าคุณเก่งแค่ไหน?

คุณถูกมองว่า “ทำได้ทุกอย่าง” แต่ไม่โดดเด่นด้านใดเลย?

คุณรู้สึกว่าตัวเองเหมือนอยู่ในฉากหลังของออฟฟิศ?

👉 ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของคุณ แต่เพราะ คุณยังไม่ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า “Personal Brand”

....

Personal Brand คืออะไร (สำหรับมนุษย์เงินเดือน)

มันคือ “ภาพจำ” ที่เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือแม้แต่ HR จะนึกถึงคุณเมื่อมีโอกาสดี ๆ ผ่านเข้ามา

"Your brand is what people say about you when you’re not in the room." – Jeff Bezos.
การมีแบรนด์ส่วนตัวชัดเจน ช่วยให้คุณ:

ได้รับโอกาสที่คนอื่นไม่เคยได้

เป็นที่จดจำ (ไม่ใช่แค่เก่ง แต่ “เป็นคนที่ใช่”)

ก้าวหน้าไวกว่าในเส้นทางอาชีพ

....

แล้วจะเริ่มยังไงดี?

1. นิยามตัวตนคุณด้วย “Brand Statement”

เช่น: “ผมคือ Project Manager ที่สามารถนำทีมข้ามสายงานให้ส่งมอบงานได้ตรงเวลาและมีประสิทธิภาพสูงสุด”

2. อัปเดตตัวตนคุณในโลกออนไลน์

LinkedIn คือ “CV ที่คนแอบดู” ทำให้มันสะท้อนตัวจริงคุณให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ตำแหน่ง, บทบาทหน้าที่, ทักษะเจ๋งๆ ที่คุณมี, โปรเจกต์ที่สร้างชื่อที่คุณได้ทำ เป็นต้น

3. เป็นที่จดจำ ด้วยการ “ทำให้คนอื่นรู้สึกดี”

ไม่ใช่แค่พูดเก่งหรือโพสต์เก่ง แต่คือคนที่ “ใส่ใจ – ทำได้ – น่าเชื่อถือ” เสมอ

....

สรุปง่าย ๆ ด้วยโมเดล “BRAND”:

B - Build Your Identity
R - Reach Your Audience
A - Align Your Platforms
N - Network and Engage
D - Develop Continuously

....

คือบทเรียนที่ 1 จากคอร์ส “Path to Success” คอร์สที่ออกแบบเพื่อคนทำงาน ที่อยากพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน

ดูรายละเอียดคอร์สเต็ม + สมัครเรียนที่นี่ 👉 bit.ly/4cOO8uQ

#ThePractical #PathToSuccess #PersonalBrand #มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่

9 months ago | [YT] | 16

The Practical

คำถามจากน้องคนหนึ่งที่ถามเข้ามา....
“พี่ครับ ผมเพิ่งย้ายมาทำงานในหน่วยใหม่ได้ไม่กี่เดือน แต่หัวหน้าคนใหม่ดูไม่ค่อยชอบผมเลย ทั้งที่ผมก็ยังไม่ได้ทำอะไรผิด"
"ผมได้ยินมาว่าเขาเคยไม่ถูกกับหัวหน้าคนเก่าผมมาก่อน แล้วตอนนี้เหมือนเขาระบายอารมณ์ใส่ผมแทน ทั้งไม่คุยตรงๆ ทั้งพูดเชิงประชด"
แล้วผมควรทำยังไงดีครับพี่… อยู่แบบนี้มันอึดอัดมาก
...
สำหรับเคสนี้ แอดตอบน้องเขาไปว่า
ก่อนอื่นเลย น้องไม่ได้ผิดอะไรเลย
แค่โชคร้ายที่อยู่ผิดจังหวะ กับคนที่ยัง “ไม่แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงาน”
หัวหน้าไม่ชอบหัวหน้าเก่าเรา → ไม่ได้แปลว่าเขาจะเอาความรู้สึกนั้นมาใส่กับเราได้
“เราไม่ใช่ตัวแทนของใคร เราคือคนทำงาน ที่มากับความตั้งใจล้วนๆ”
...
แล้วเราควรทำยังไงต่อไปดี?
แอดแนะนำ น้องเขาว่า…
“อย่าเพิ่งไปเถียงหรือปะทะ แต่ให้เริ่มจากการ ‘แสดงตัว’ ว่าเราอยู่ตรงนี้ เพื่อทำงานจริงๆ ไม่ได้เล่นพวก ไม่ได้อยู่ข้างใคร”
อย่าไปเกรงใจจนหายไปจากสายตา ให้งานเราพูดแทน และค่อยๆ แสดงความพร้อมว่า พร้อมทำงานกับหัวหน้าคนนี้อย่างเต็มที่
...
ถ้าโดนประชด โดนด่าแบบไม่แฟร์บ่อยๆ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้
แอดขอแนะว่าให้เริ่มจดและเก็บข้อมูลเอาไว้เลยครับ ว่า วันไหน เวลาไหน โดนว่าเรื่องอะไร มีใครอยู่ตรงนั้นบ้าง
เพราะถ้าต้องพูดกับ HR หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มันจะมีน้ำหนักมากกว่าคำว่า "ผมรู้สึกว่า"
สุดท้าย แอดอยากจะบอกว่า
“อย่าปล่อยให้ใครลากความเกลียดจากอดีต มาปิดโอกาสของเราในปัจจุบัน”
คนบางคนอาจยังไม่หายจากความหลัง แต่เราต้องอยู่กับปัจจุบัน และพิสูจน์ตัวเองด้วยความจริง
....
โพสต์นี้อยากฝากถึงทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กันว่า...
อย่าให้ใครมาตัดสินเรา จากความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น
ถ้าเราตรงไปตรงมา ทำงานชัด สุดท้ายทุกอย่างจะพิสูจน์ด้วยตัวของมันเอง
#มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ #ThePractical

9 months ago | [YT] | 11

The Practical

“พูดไป มองบนไป” ในการสัมภาษณ์งาน…สื่อถึงอะไร?

...

คุณเคยสังเกตไหมว่า เวลาคนถูกสัมภาษณ์ มักจะ “พูดไป มองบนไป”?

หลายคนอาจคิดว่าแค่เผลอ หรือเป็นนิสัย

แต่ในทางจิตวิทยา…พฤติกรรมนี้บอกอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด

...

1. กำลังพยายามนึกคำตอบ:

สมองกำลังประมวลผล หรือค้นหาความทรงจำ
ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ควรกลับมาสบตาให้ไว

..

2. ประหม่า ขาดความมั่นใจ:

การหลบตาโดยมองบน อาจสะท้อนความไม่มั่นใจ หรือรู้สึกกดดัน

..

3. อ้อมค้อม หรือแต่งเรื่อง:

ถ้ามองบนขวาบ่อย ๆ พร้อมเล่าเรื่องแบบดูไม่จริงใจ
อาจทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่า "ไม่ตรงไปตรงมา"

...

Tips สำหรับผู้เข้าสัมภาษณ์:

– พยายามสบตาอย่างเป็นธรรมชาติ

– ถ้าต้องคิด ใช้การมองเฉียงเล็กน้อย แล้วกลับมาสื่อสารกับสายตา

– ฝึกตอบคำถามให้คล่อง ลดโอกาสมองบนเพราะไม่มั่นใจ

การสัมภาษณ์ ไม่ได้วัดแค่คำตอบ
แต่ "ภาษากาย" ก็ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือเช่นกัน

#สัมภาษณ์งาน #พฤติกรรมสัมภาษณ์ #จิตวิทยาการสื่อสาร #เทคนิคสัมภาษณ์ #มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ #ThePractical

9 months ago | [YT] | 6

The Practical

"เปลี่ยนชีวิต... เริ่มได้จากนิสัยเล็กที่สุดแค่ 2 นาที"

...

เรารู้ว่าคุณเจออะไร...

ตั้งเป้าว่าจะเขียนรายงานให้เสร็จ… แต่ก็เลื่อนอีกแล้ว

อยากเลิกไถมือถือตอนเช้า… แต่ทำไม่เคยได้

รู้ว่าต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงบางอย่าง… แต่ “ไม่มีวินัยพอ”

บางที... ปัญหาอาจไม่ใช่ “แรงบันดาลใจไม่พอ” แต่อาจเป็นเพราะ “ระบบที่เราใช้ มันไม่เอื้อให้เราทำได้ต่อเนื่อง”

...

ถ้าคุณเคยพยายามเปลี่ยนอะไร… แล้วรู้สึกล้มเลิกกลางทาง

หนังสือ Atomic Habits – Tiny Changes, Remarkable Results โดย James Clear คือ หนังสือที่ทำให้คุณรู้ว่า “ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ ก็สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้”

เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน มาจาก “นิสัยเล็ก ๆ ที่ทำทุกวัน” ไม่ใช่การฮึดครั้งใหญ่ แล้วหมดไฟในวันต่อไป

นิสัยคือพลังลับของความสำเร็จ: คุณจะกลายเป็นสิ่งที่คุณทำซ้ำๆ

เปลี่ยนนิสัย = เปลี่ยนระบบ ไม่ใช่แค่ใช้แรงใจ

ถ้านิสัยทำง่ายขึ้น โอกาสสำเร็จจะมากขึ้น

การวัดความคืบหน้าช่วยให้สมองอยากทำต่อไป

...

Action Plan – เริ่มสร้างนิสัยใหม่ในที่ทำงานได้เลย

1. เริ่มด้วย “นิสัยเล็กที่สุด” ที่ทำได้ง่ายมาก

เช่น: ก่อนเปิดคอม ให้เขียน task สำคัญ 1 อย่างลง post-it ไม่ใช่ “ต้องโฟกัสทั้งวัน” แต่แค่ “เริ่มอย่างมีเป้า”

2. จับคู่กับสิ่งที่ทำอยู่แล้ว (Habit Stacking)

เช่น: หลังจากจบประชุม → ให้จด 3 สิ่งที่ต้องทำทันที หรือ: หลังดื่มกาแฟ → ให้วางแผนงานลึกช่วงเช้า

3. ใช้เทคนิค “Make it obvious & satisfying”

ตั้งแจ้งเตือนชื่อแปลกๆ เช่น “Time to be the pro version of you!” หรือ เช็ก task แล้วขีดฆ่า = ให้สมองรู้สึกสำเร็จ

....

ประเด็นที่หนังสือไม่ได้พูดตรงๆ แต่แอดพบว่า น่าสนใจ คือ

หลายคนคิดว่าสร้างนิสัยใหม่ = ต้องฮึด ต้องมีวินัย

แต่จริง ๆ แล้ว...คนที่สร้างนิสัยสำเร็จ มักเป็นคนที่ “ออกแบบระบบให้มันง่ายจนทำแทบไม่รู้ตัว”

การเปลี่ยนแปลง จริงแล้วไม่ต้องเริ่มใหญ่ แค่ “เริ่มเล็กๆ และทำทุกวัน” แล้วดูมันเปลี่ยนชีวิตคุณไปทีละนิดได้

#มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ #ThePractical

9 months ago | [YT] | 13

The Practical

9 months ago | [YT] | 30

The Practical

9 months ago | [YT] | 14