ThaiPFA Channel เป็นสถานีเผยแพร่ความรู้ด้านการเงินให้คนไทยอ่านออกเขียนได้ในทางการเงิน ภายใต้ความตั้งใจของ Thai Professional Finance Academy ที่ต้องการให้การเงินที่เป็นเรื่องรอบตัวกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และส่งผลทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน
ThaiPFA ศูนย์อบรมต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย ในการจัดอบรมและพัฒนา หลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP
มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นกันนะครับ
ThaiPFA
ไม่เอาผู้หญิงอายุ 35” เหรอ?
คุณอาจกำลังพลาดช่วงที่ “เด็ดที่สุด” ของผู้หญิงหลายคนก็ได้
ช่วงนี้มีกระแสคนออกมาพูดว่า
“ไม่เอาผู้หญิงอายุ 35”
ฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ครับ
เพราะบางทีคนพูดอาจยังไม่รู้ว่า
อายุ 35 ของผู้หญิงหลายคน ไม่ใช่ช่วงขาลง
แต่มันคือช่วงที่
ประสบการณ์เริ่มแน่น
รายได้เริ่มดี
ทรัพย์สินเริ่มมี
ความคิดเริ่มชัด
และความอดทนกับเรื่องไร้สาระเริ่มน้อยลง
ต่างหาก
ตอนอายุ 20
อาจยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร
ยังลองผิดลองถูก
ยังเชื่อคนง่าย
ยังเผลอเอาความรักไปผูกกับคุณค่าตัวเอง
แต่อายุ 35 หลายคนผ่านงานมาแล้ว
ผ่านคนมาแล้ว
ผ่านหนี้
ผ่านความผิดหวัง
ผ่านความสัมพันธ์
ผ่านการต่อรองเงินเดือน
ผ่านวันที่ต้องดูแลตัวเอง
และเริ่มรู้ว่า
อะไรควรเก็บ
อะไรควรปล่อย
อะไรควรเสียเวลา
และอะไรไม่ควรเสียใจด้วย
ตรงนี้แหละครับที่ “ราคา” ของคนไม่ได้ลดลงตามอายุ
บางที มูลค่าเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
เพราะคนวัย 35 หลายคนอาจมี
เงินเก็บ
กองทุน
ประกัน
บ้าน
รถ
ทักษะ
คอนเนกชัน
วุฒิภาวะ
และที่สำคัญที่สุด
รู้ว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใครเพื่อมีความสุข
ถ้าจะพูดแบบการเงินหน่อย
คนอายุ 35 บางคนอาจเป็นเหมือนสินทรัพย์ที่
ผ่านช่วงผันผวนมาแล้ว
พื้นฐานชัดขึ้น
กระแสเงินสดดีขึ้น
และรู้จักบริหารความเสี่ยงมากกว่าเดิม
😆
แน่นอนครับ
อายุไม่ได้การันตีว่าใครจะโต
เหมือนเด็กกว่าไม่ได้แปลว่าจะดีน้อยกว่า
แต่การเหมารวมว่า
“35 แล้วไม่เอา”
มันก็ดูตื้นไปหน่อย
เพราะชีวิตคนไม่ได้มีกราฟเสื่อมค่าตามเลขอายุแบบโทรศัพท์มือถือ
บางคนอายุ 25 ยังไม่พร้อมกับอะไรเลย
บางคนอายุ 35 เพิ่งเริ่มพีค
บางคนอายุ 45 ยังเริ่มธุรกิจใหม่ได้
บางคนอายุ 60 ยังดูแลตัวเองดีและมีชีวิตสนุกกว่าคนวัยครึ่งหนึ่ง
คุณค่าของคนไม่ใช่สินค้าที่มีวันหมดอายุข้างกล่องครับ
และถ้ามองในมุมการเงิน
ผู้หญิงวัย 35 หลายคนคือช่วงที่เริ่มมี อำนาจต่อรองในชีวิตสูงขึ้น
ทำงานมานานพอจะรู้คุณค่าตัวเอง
มีเงินพอจะไม่ต้องทนบางอย่าง
มีประสบการณ์พอจะแยกคำพูดสวย ๆ ออกจากพฤติกรรมจริง
และมีความมั่นคงพอที่จะเลือก
ไม่ใช่รอให้ใครมาเลือก
ตรงนี้แหละที่อาจทำให้บางคน “ไม่เอา”
ไม่ใช่เพราะผู้หญิง 35 มีค่าน้อยลง
แต่เพราะ
เขาเลือกยากขึ้นครับ
และก็ไม่ได้ผิดอะไรด้วย
ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ทุกคนชอบเรา
ถ้ามีคนไม่ชอบผู้หญิง 35
ก็แค่รสนิยมของเขา
แต่ไม่ควรเอารสนิยมส่วนตัวไปตั้งเป็นมาตรฐานคุณค่าของคนทั้งกลุ่ม
เพราะวันหนึ่งเราเองก็แก่ขึ้น
แล้วคงไม่อยากให้ใครสรุปชีวิตทั้งชีวิตของเรา
จากตัวเลขสองหลักบนบัตรประชาชนเหมือนกัน
ดังนั้นถ้าคุณอายุ 35
อย่าเพิ่งรู้สึกว่าตัวเอง “ช้า”
บางทีคุณเพิ่งเข้าสู่ช่วงที่ดีที่สุดของตัวเองด้วยซ้ำ
คุณรู้จักเงินมากขึ้น
รู้จักคนมากขึ้น
รู้จักตัวเองมากขึ้น
และมีเวลาเหลือพอจะสร้างชีวิตใหม่ได้อีกตั้งหลายรอบ
พูดง่าย ๆ คือ
35 ไม่ได้หมดอายุครับ
บางคนเพิ่ง
“พร้อมใช้งานเต็มประสิทธิภาพ”
ต่างหาก 😆
และถ้าใครไม่เห็นคุณค่าตรงนั้น
ก็ไม่เป็นไร
ของดีไม่จำเป็นต้องถูกใจทุกคน
สำคัญที่สุดคือ
เราเห็นคุณค่าของตัวเองหรือยัง
ThaiPFA อยากให้ทุกคนเลิกใช้ตัวเลขอายุเป็นมาตรวัดคุณค่าของตัวเองครับ เราอาจโตช้าหรือเร็วไม่เท่ากัน แต่ทุกช่วงวัยยังสร้างเงิน สร้างความสุข และสร้างชีวิตในแบบที่ภูมิใจได้เสมอครับ
— ด้วยความห่วงใยจาก ThaiPFA
#ผู้หญิงวัย35 #คุณค่าของตัวเอง #ผู้หญิงเก่ง #อิสระทางการเงิน #ThaiPFA
23 hours ago | [YT] | 5
View 0 replies
ThaiPFA
คำว่า “เพื่อนกัน” แพงที่สุดในดีลนี้…จากลงทุน สู่หนี้เสีย
## เรื่องจริงที่ทีมงานฟังแล้วร้องไห้ เพราะมันไม่ควรเกิดกับใครเลย
ในรายการ **ThaiPFA Talk on LIVE** มีอยู่ EP หนึ่งที่ทีมงานจำได้ไม่ลืมครับ
แขกรับเชิญคือ **คุณลูกกอล์ฟ ศุภานัน AFPT™ เจ้าของเพจ “ลูกกอล์ฟจอมวางแผน”**
หัวข้อไม่ได้เริ่มจากทฤษฎีการเงินสวย ๆ
แต่มาจากเรื่องจริงที่เจ็บมาก
**ถูกเพื่อนชวนลงทุนคอนโด
แล้วสุดท้าย…กลายเป็นหนี้เสีย**
ตอนเตรียมคิวรายการ ทีมงานคุยกันไป ฟังเรื่องไป
ทั้งแขก ทั้งทีมงาน บางคนถึงกับร้องไห้หนัก
มันไม่ใช่แค่เรื่องเสียเงินครับ
แต่มันมีทั้งความเจ็บใจ
ความแค้น
ความรู้สึกผิดกับตัวเอง
และคำถามที่วนอยู่ในหัวว่า
**“ทำไมวันนั้นเราถึงเชื่อ?”**
ยิ่งคนที่ชวนเป็น “เพื่อน”
มันยิ่งเจ็บ
เพราะเวลาเราโดนคนแปลกหน้าหลอก เรายังพอพูดได้ว่า “ไม่น่าไว้ใจตั้งแต่แรก”
แต่ถ้าคนที่ชวนคือคนที่กินข้าวด้วยกัน
คุยกันมาหลายปี
เคยช่วยเหลือกัน
หรือเป็นคนที่เราเชื่อใจ
สมองเราจะลดการ์ดลงเองโดยไม่รู้ตัว
นี่แหละครับคือเรื่องที่อันตรายที่สุด
**เราไม่ได้เชื่อการลงทุน
เราเชื่อ “คนที่เล่าเรื่องการลงทุนให้ฟัง”**
แล้วสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
คอนโดอาจเป็นสินทรัพย์ที่ดีได้
อสังหาริมทรัพย์ก็สร้างความมั่งคั่งได้
แต่ถ้าเราเข้าไปโดย
ไม่รู้โครงสร้างหนี้
ไม่รู้ Cash Flow
ไม่รู้ภาระผ่อนจริง
ไม่รู้ราคาตลาด
ไม่รู้ว่าจะขายให้ใคร
หรือเซ็นอะไรบางอย่างเพราะคิดว่า “เพื่อนคงไม่ทำร้ายเรา”
จากการลงทุน
มันอาจกลายเป็น **ภาระทางการเงินที่ติดชื่อเราไปอีกหลายปี**
เรื่องแบบนี้เจ็บตรงที่
วันที่เซ็น ทุกอย่างมักดูดี
“เดี๋ยวขายต่อได้”
“ราคาขึ้นแน่”
“ปล่อยเช่าก็พอผ่อน”
“โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย”
“เพื่อนกัน ฉันไม่พาแกเจ๊งหรอก”
ประโยคสุดท้ายนี่แหละครับ
บางครั้งแพงที่สุด
เพราะธนาคารดูเอกสารก่อนให้กู้
แต่เรากลับให้ “ความสนิท” ผ่านเครดิตโดยไม่ตรวจอะไรเลย
คุณลูกกอล์ฟกล้าเอาเรื่องนี้ออกมาเล่า
ไม่ใช่เพื่อให้ใครสงสาร
แต่เพราะไม่อยากให้คนอื่นต้องเรียนบทเรียนเดียวกันด้วย “เงินจริง”
และนี่คือสิ่งที่น่านับถือมาก
เพราะการยอมรับว่า
**“เราเคยตัดสินใจพลาด”**
ต่อหน้าคนจำนวนมาก
บางครั้งยากกว่าการพูดเรื่องที่เราทำสำเร็จหลายเท่า
แล้วก่อนตอบตกลงลงทุนกับใคร โดยเฉพาะคนใกล้ตัว ลองใช้ Checklist ง่าย ๆ 5 ข้อนี้ครับ
1. **ถ้าตัดคำว่า “เพื่อน” ออก เรายังอยากลงทุนดีลนี้อยู่ไหม?**
ถ้าคนแปลกหน้าเอาข้อเสนอเดียวกันมาให้ เราจะยังเห็นว่ามันน่าสนใจหรือเปล่า
2. **ตัวเลขจริงอยู่ไหน?**
ราคาซื้อ ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ย ค่าส่วนกลาง ภาษี ค่าโอน ค่าแต่งห้อง รายได้ค่าเช่า และกรณีไม่มีคนเช่า เราจ่ายเองได้นานแค่ไหน
3. **ถ้าแผนสวย ๆ ไม่เกิดขึ้น เรามี Plan B ไหม?**
ขายไม่ได้ ค่าเช่าไม่พอ ดอกเบี้ยขึ้น รายได้ลด เรายังอยู่รอดหรือไม่
4. **เอกสารบอกอะไร ไม่ใช่คนชวนบอกอะไร?**
ชื่อใครเป็นผู้กู้ ใครเป็นเจ้าของ ภาระหนี้อยู่กับใคร และถ้าเกิดปัญหา ใครต้องรับผิดจริง
5. **เงินก้อนนี้เสียได้แค่ไหน โดยชีวิตไม่พัง?**
ถ้าคำตอบคือ “เสียไม่ได้เลย” แปลว่าเราอาจกำลังเสี่ยงเกินตัวแล้ว
สิ่งหนึ่งที่อยากย้ำมากคือ
**อย่าอายที่จะไม่เข้าใจ**
ไม่รู้ก็ถาม
ไม่แน่ใจก็ขอเวลา
เอกสารยาวก็เอากลับไปอ่าน
ให้ทนาย นักวางแผนการเงิน หรือผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีส่วนได้เสียช่วยดูได้
ดีลที่ดีจริง
**ไม่ควรกลัวคำถาม**
และคนที่หวังดีกับเราจริง
ก็ควรอยากให้เราเข้าใจก่อนเซ็น
ไม่ใช่เร่งว่า
**“รีบหน่อย เดี๋ยวโอกาสหลุด”**
เพราะโอกาสทางการเงินที่ดี
มีมาอีกได้
แต่เครดิตที่เสีย
หนี้ที่ติด
ความสัมพันธ์ที่พัง
และสุขภาพใจที่เสียไป
บางอย่างใช้เวลาหลายปีกว่าจะซ่อมกลับมาได้
EP นี้จึงไม่ได้มีคุณค่าเพราะเป็นเรื่องดราม่า
แต่มันมีคุณค่าเพราะคนที่เคยเจ็บ
เลือกเอาแผลของตัวเองมาเป็น **ป้ายเตือนให้คนอื่นไม่เดินตกหลุมเดียวกัน**
และสำหรับคุณลูกกอล์ฟ
ThaiPFA อยากขอบคุณจริง ๆ ครับ
ขอบคุณที่กล้าเล่า
ขอบคุณที่ยอมเปิดเรื่องที่เจ็บ
และขอบคุณที่เปลี่ยนความผิดพลาดครั้งหนึ่ง
ให้กลายเป็นความรู้ของคนอีกมากมาย
ถ้าคุณเคยตัดสินใจพลาดเรื่องเงินเหมือนกัน
อย่าใช้ชีวิตที่เหลือไปลงโทษตัวเองครับ
เราแก้อดีตไม่ได้
แต่เราสามารถทำให้เรื่องนั้น
**ไม่เสียเปล่า**
ถ้ามันทำให้เรารอบคอบขึ้น
แข็งแรงขึ้น
และช่วยเตือนคนอื่นได้
บางครั้งบทเรียนที่แพงที่สุด
ก็อาจกลายเป็นบทเรียนที่มีค่าที่สุดได้เหมือนกัน
ThaiPFA อยากให้ทุกคนเชื่อใจคนได้ครับ แต่เรื่องเงินควรมีทั้งความไว้ใจและการตรวจสอบควบคู่กัน ถ้าเคยพลาดมาแล้ว ไม่ต้องลงโทษตัวเองซ้ำ แค่เปลี่ยนบทเรียนราคาแพงครั้งนั้นให้เป็นเกราะป้องกันการตัดสินใจครั้งต่อไปก็พอครับ
— ด้วยความห่วงใยและกำลังใจจาก **ThaiPFA**
#หลอกลงทุน #หนี้เสีย #เช็กก่อนลงทุน #เพื่อนชวนลงทุน #ThaiPFA
1 day ago | [YT] | 4
View 0 replies
ThaiPFA
เงินเกษียณก้อนสุดท้ายของชีวิต
ถ้าบริหารพลาด…เราอาจไม่มีโอกาสหาใหม่ได้เหมือนตอนวัยทำงาน
มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ Admin ได้ยินจาก อาจารย์ปิง ธนาวัฒน์ CFP® แล้วถึงกับสตันไปเลยครับ
จากที่รู้ว่าอาจารย์เป็นหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านการวางแผนการเงินหลังเกษียณ ก็เลยถามว่า
“เกษียณแล้ว ยังต้องวางแผนอีกเหรอครับ?”
อาจารย์ตอบสั้น ๆ ว่า
“ต้องสิ เพราะมันอาจเป็นเงินก้อนสุดท้ายของชีวิตเขาแล้วนะ”
จบเลยครับ
ฟังแล้วเงียบไปพักหนึ่ง
เพราะจริง
ตอนวัยทำงาน ถ้าพลาด เรายังพอมีเงินเดือนรอบหน้า
ลงทุนผิด ยังมีเวลาหาใหม่
ใช้เกิน ยังพอแก้ตัวเดือนหน้า
ธุรกิจพลาด ยังพอเริ่มใหม่ได้
แต่หลังเกษียณ
เงินก้อนนั้นอาจไม่มีรอบสอง
เงินจากกองทุน
เงินบำเหน็จ
เงิน PVD
เงิน กบข.
เงินขายทรัพย์สิน
เงินเก็บทั้งชีวิต
ทั้งหมดอาจถูกรวมมาเป็นก้อนเดียว แล้วคนคนหนึ่งต้องใช้มันไปอีก 20–30 ปี
นี่จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า
“มีเงินพอเกษียณไหม?”
แต่ต้องถามต่อว่า
“พอเกษียณแล้ว จะบริหารเงินก้อนนั้นยังไงให้ไม่หมดก่อนชีวิต?”
เพราะเรื่องน่ากลัวของเงินเกษียณไม่ใช่แค่ผลตอบแทนต่ำ
แต่คือ
ถอนเร็วไป
ใช้เยอะไป
ลงทุนเสี่ยงเกินไป
ถือสินทรัพย์เดียวมากเกินไป
โดนหลอก
โดนชวนลงทุน
หรือใจร้อนเพราะอยากได้ผลตอบแทนสูง ๆ ในวัยที่เวลาแก้ตัวเหลือน้อยลง
ช่วงทำงาน เรามักคิดว่า
“หาเงินให้ได้เยอะที่สุด”
แต่หลังเกษียณ เกมเปลี่ยนครับ
มันกลายเป็น
“ทำยังไงให้เงินที่มี อยู่กับเราให้นานที่สุด”
ต่างกันมาก
เพราะเงินหนึ่งล้านบาทสำหรับคนอายุ 30
กับเงินหนึ่งล้านบาทสำหรับคนอายุ 70
ไม่ได้มีความหมายเท่ากัน
คนอายุ 30 ยังมี “รายได้ในอนาคต” เป็นทุนสำรอง
แต่คนอายุ 70
อาจมีแค่เงินก้อนนี้จริง ๆ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการวางแผนหลังเกษียณถึงสำคัญ
ไม่ใช่แค่เรื่องลงทุน
แต่รวมถึง
จะถอนเงินเดือนละเท่าไร
เก็บเงินสดกี่ปี
แบ่งพอร์ตอย่างไร
รับความผันผวนได้แค่ไหน
เผื่อค่ารักษาพยาบาลหรือยัง
เงินเฟ้อจะกินกำลังซื้อแค่ไหน
และถ้าอายุยืนกว่าที่คิด จะยังมีเงินเหลือหรือเปล่า
หลายคนเตรียมตัวเพื่อ “ไปให้ถึงวันเกษียณ”
แต่ลืมเตรียมตัวว่า
“หลังจากถึงแล้ว จะอยู่ยังไงต่อ”
นี่แหละครับที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด
เกษียณไม่ใช่เส้นชัย
มันคือการเริ่มต้นชีวิตช่วงใหม่
ที่รายได้อาจลดลง
แต่รายจ่ายไม่ได้หาย
ค่ารักษาอาจเพิ่ม
และเวลาที่ต้องใช้เงิน อาจยาวกว่าที่คิด
ถ้าวันนี้ยังไม่เกษียณ
นี่เป็นข่าวดีครับ
เพราะยังมีเวลาจัดระบบ
คำนวณเงินที่ต้องใช้
ลดหนี้
เพิ่มเงินสำรอง
วางแผนพอร์ต
เตรียมค่ารักษา
และฝึกใช้เงินแบบที่เหมาะกับชีวิตหลังเกษียณตั้งแต่ก่อนวันจริง
ส่วนคนที่เกษียณแล้ว
ก็ไม่สายครับ
อย่างน้อยการเริ่มวางแผนวันนี้
ก็ดีกว่าปล่อยให้เงินก้อนสุดท้ายของชีวิต
ค่อย ๆ หายไปโดยไม่รู้ตัว
เพราะประโยคของอาจารย์ปิงทำให้เห็นชัดมากว่า
เงินเกษียณไม่ใช่เงินก้อนหนึ่ง
มันคือ
“เวลาที่เหลือของชีวิต” ในรูปของเงิน
ยิ่งใช้เร็วเกินไป
เวลาทางการเงินก็ยิ่งสั้นลง
และถ้าเราบริหารมันดี
เงินก้อนเดิม
อาจซื้อให้เราได้ทั้ง
ความสบายใจ
อิสระ
สุขภาพ
และศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิตช่วงปลาย
นี่จึงเป็นเงินก้อนที่
ควรวางแผนให้ละเอียดที่สุดก้อนหนึ่งในชีวิต
เพราะมันอาจเป็นก้อนสุดท้าย
แต่ถ้าบริหารดี
มันก็อาจเป็นก้อนที่พาเราไปได้ไกลที่สุดเช่นกันครับ
ThaiPFA อยากให้ทุกคนมองเงินเกษียณด้วยความสบายใจ ไม่ใช่ความกลัวครับ เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างตั้งแต่วันนี้ แค่เริ่มวางแผนให้เงินก้อนนี้อยู่กับเราได้นานขึ้น มีเงินใช้ มีทางเลือก และใช้ชีวิตได้อย่างที่ตั้งใจ ก็ถือว่าเราเริ่มดูแลอนาคตตัวเองได้ดีแล้วครั
— ด้วยความห่วงใยจาก ThaiPFA
#วางแผนเกษียณ #เงินก้อนสุดท้าย #PostRetirementPlanning #CFP #ThaiPFA
2 days ago | [YT] | 4
View 0 replies
ThaiPFA
ถ้ามีอาชีพหนึ่งที่ “ปรับตัวเก่งที่สุด”
## ผมขอยกให้อาชีพ…ตัวแทนประกัน
จากประสบการณ์กว่า 20 ปีที่ได้อยู่ในแวดวงการอบรมและพัฒนาหลักสูตรนักวางแผนการเงิน CFP® สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นมาตลอดคือ
**คนทำงานสายประกัน…ไม่เคยหยุดเรียนรู้จริง ๆ**
อาชีพนี้ดูจากข้างนอก บางคนอาจคิดว่า
“ก็ขายประกันไม่ใช่เหรอ?”
แต่พอเข้าไปอยู่ข้างใน จะรู้เลยว่า
**ขายอย่างเดียวไม่พอครับ**
ผลิตภัณฑ์เปลี่ยน
เงื่อนไขเปลี่ยน
กฎหมายเปลี่ยน
ภาษีเปลี่ยน
พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน
เทคโนโลยีก็เปลี่ยน
ขนาดคำว่า “ลูกค้าอยากคุยยังไง” ยังเปลี่ยนจากนัดเจอกันที่ร้านกาแฟ มาเป็น Zoom, LINE และล่าสุด…
**Live ตอนตีหนึ่ง**
แล้วคนทำอาชีพนี้ก็ปรับตามกันมาเรื่อย ๆ
จาก “ตัวแทนประกัน” หลายคนเริ่มพัฒนาตัวเองไปเป็นที่ปรึกษาที่มองชีวิตลูกค้ากว้างขึ้น
ไปเรียน AFPT™
ไปสอบ CFP®
ไปต่อยอด FChFP, ChLP
ตั้งเป้า MDRT
บางคนไปเรียนเรื่องการลงทุน สอบ IC หรือ IP เพื่อขยายความรู้และขอบเขตการให้บริการลูกค้า
อ่านรายชื่อคุณวุฒิแล้วคนทั่วไปอาจเหนื่อยก่อนคนสอบอีกครับ 😆
แต่คนในสายนี้ยังไปต่อ
ทั้งที่หลายคุณวุฒิไม่ได้ได้มาง่าย ๆ
ต้องเรียน
ต้องสอบ
ต้องเก็บชั่วโมง
ต้องอัปเดตความรู้
และบางครั้งสอบไม่ผ่านก็กลับมาใหม่
ทำไปทำไม?
แน่นอน ส่วนหนึ่งคือเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง
แต่สิ่งที่ผมเห็นจากคนเก่ง ๆ จำนวนมากคือ
**เขาอยากตอบลูกค้าได้ดีกว่าเมื่อวาน**
เพราะลูกค้าสมัยนี้ไม่ได้ถามแค่
“เบี้ยเท่าไร?”
แต่ถามว่า
ประกันนี้เหมาะกับฉันไหม
ถ้ามีสวัสดิการอยู่แล้วต้องซื้อเพิ่มไหม
เกษียณแล้วจะเป็นอย่างไร
ภาษีล่ะ
ลงทุนล่ะ
Unit Linked ล่ะ
มีลูกต้องเตรียมอะไร
พ่อแม่แก่แล้วต้องทำอย่างไร
คำถามหนึ่งข้อของลูกค้า
บางครั้งใช้ความรู้จากหลายศาสตร์มาตอบ
ตัวแทนจึงต้องเปลี่ยนจาก
**“คนขายผลิตภัณฑ์”**
ไปเป็น
**“คนที่เข้าใจชีวิตลูกค้า”**
และล่าสุด ผมยิ่งเห็นภาพนี้ชัดขึ้นจากโลก Social Media
ผมเองทำสื่อด้านการเงินอยู่ด้วย เวลาไถฟีดตอนกลางคืนจะเจอ Live ของตัวแทนประกันจำนวนมาก
หกโมงเย็นก็มี
สามทุ่มก็มี
เที่ยงคืนยังมี
ตีหนึ่ง ตีสอง…
**ยังไลฟ์อยู่ครับ**
บางคนเปิดโต๊ะตอบคำถาม
บางคนอธิบายกรมธรรม์
บางคนสอนเรื่องสุขภาพ
บางคนพูดเรื่องเกษียณ
บางคนตอบคำถามคนดูทีละคน
เห็นแล้วต้องยอมรับเลยว่า
**ขยันมาก**
เมื่อก่อนลูกค้าอยากได้ข้อมูล ต้องนัดตัวแทน
วันนี้ลูกค้าเปิดโทรศัพท์ตอนเที่ยงคืน
ก็อาจมีตัวแทนคนหนึ่งกำลังอธิบายเรื่องที่เขาสงสัยอยู่พอดี
ความรู้ด้านประกันจึงแทบจะเปิดให้บริการ **24 ชั่วโมง**
แน่นอนครับ
Live เยอะ ไม่ได้แปลว่าทุกข้อมูลถูกต้องเสมอไป
มีคุณวุฒิเยอะ ก็ไม่ได้แปลว่าจะหยุดเรียนรู้ได้
แต่สิ่งที่ผมอยากชื่นชมคือ
**ความพยายามที่จะปรับตัว**
เพราะโลกไม่ได้บังคับให้ใครต้องเรียนเพิ่มขนาดนั้น
แต่หลายคนเลือกทำ
ลูกค้าเปลี่ยน ก็เปลี่ยนวิธีคุย
ความรู้เพิ่ม ก็กลับไปเรียน
โลกไปออนไลน์ ก็เปิดกล้อง
AI มา ก็เริ่มเรียน AI
ลูกค้าต้องการมากกว่าประกัน ก็ขยายตัวเองไปเรียนการเงินทั้งระบบ
นี่อาจเป็นเหตุผลที่อาชีพนี้อยู่มาได้ยาวนาน
ไม่ใช่เพราะคนยังต้องซื้อประกันอย่างเดียว
แต่เพราะ **คนในอาชีพยอมเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา**
ดังนั้นถ้าวันไหนคุณกำลัง Live อยู่ แล้วเห็น Account ชื่อ ThaiPFA เดินเข้าไป
บางทีผมอาจไม่ได้เข้าไปซื้อประกันนะครับ 😆
แต่ถ้าเห็นผมกดหัวใจให้
อยากให้รู้ว่า
หัวใจนั้นคือรางวัลเล็ก ๆ สำหรับ
**คนที่ยังเรียนรู้
คนที่ยังพยายาม
คนที่ยังปรับตัว
และคนที่กำลังใช้เวลาของตัวเอง เพื่อทำให้ลูกค้าเข้าใจเรื่องยากได้ดีขึ้น**
ขอปรบมือให้ตัวแทนและที่ปรึกษาทุกท่านครับ
โลกอาจเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน
แต่ถ้าเรายังมีนิสัยแบบนี้อยู่
**ไม่ต้องกลัวว่าจะตามโลกไม่ทัน**
เพราะคนที่พร้อมเรียนรู้ใหม่เสมอ
ต่อให้โลกเปลี่ยนอีกกี่รอบ
ก็ยังหาทางไปต่อได้ครับ
ThaiPFA อยากส่งกำลังใจให้ตัวแทนและที่ปรึกษาทุกท่านครับ ทุกชั่วโมงที่เรียน ทุกครั้งที่เปิด Live และทุกครั้งที่พยายามเข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น ล้วนมีคุณค่า ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในวันนี้ แค่ยังไม่หยุดพัฒนาตัวเอง คุณก็กำลังสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้ทั้งตัวเองและลูกค้าแล้วครับ
— ด้วยความชื่นชมและเป็นกำลังใจจาก **ThaiPFA**
#ตัวแทนประกัน #นักวางแผนการเงิน #CFP #พัฒนาตัวเอง #ThaiPFA
4 days ago | [YT] | 6
View 0 replies
ThaiPFA
เราไม่ได้มาถึงยุค “มือถือเกือบแสน” แล้วครับ
## เรามาถึงยุค “มือถือทะลุแสน” เรียบร้อยแล้ว
เห็นราคามือถือรุ่นใหม่ช่วงนี้แล้ว Admin มีคำถามหนึ่งขึ้นมาเลยครับ
**“โทรศัพท์หนึ่งเครื่อง…ต้องทำงานกี่วัน ถึงจะได้มันมา?”**
เพราะตอนนี้ Apple ประเทศไทยเปิดราคา **iPhone 18 Pro ความจุ 2TB ที่ 100,900 บาท** ขณะที่ iPhone Duo รุ่นพับได้เริ่มต้น 79,900 บาทแล้ว
หนึ่งแสนบาทครับ
สมัยก่อนคำว่า “หนึ่งแสน”
เราอาจนึกถึงเงินดาวน์รถ
เงินฉุกเฉิน
ทุนเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ
หรือเงินเก็บก้อนแรก
วันนี้…
**มันซื้อโทรศัพท์ได้หนึ่งเครื่อง**
ตลกร้ายดีนะครับ 😆
แต่เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่า Apple ผิดที่ตั้งราคาแพง
ถ้ามีคนซื้อ
บริษัทก็มีสิทธิตั้ง
คนทำงานด้านภาพ วิดีโอ คอนเทนต์ หรือใช้โทรศัพท์สร้างรายได้จริง ๆ เครื่องราคาแสนอาจเป็น **เครื่องมือทำมาหากิน** และอาจคุ้มสำหรับเขา
ปัญหาคือ
คนอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้ซื้อเพราะมันสร้างรายได้เพิ่ม
แต่ซื้อเพราะรู้สึกว่า
**“รุ่นใหม่ออกแล้ว เครื่องเราเก่าไปทันที”**
ทั้งที่เมื่อวานยังใช้ดีอยู่เลย
นี่ต่างหากที่น่าคิด
### มือถือแพงขึ้นกำลังบอกอะไรเรา?
อย่างแรก มันกำลังบอกว่า **ตลาดมือถือระดับบนไม่ได้ขายแค่เทคโนโลยีแล้ว**
มันขาย
ประสบการณ์
ความสะดวก
ภาพลักษณ์
สถานะ
และความรู้สึกว่าเราได้ถือ “ของดีที่สุด”
พอสินค้ากลายเป็น Lifestyle Product
เพดานราคาก็สูงขึ้นได้เรื่อย ๆ
เพราะเราไม่ได้ถามแค่
**“มันทำอะไรได้?”**
แต่เริ่มถามว่า
**“มันบอกอะไรเกี่ยวกับฉัน?”**
และสองคำถามนี้ทำให้คนยอมจ่ายไม่เท่ากัน
อย่างที่สอง ราคาที่สูงขึ้นไม่ได้มาจากการตลาดอย่างเดียว
Reuters รายงานว่ารอบนี้ Apple ปรับราคาในหลายตลาด ท่ามกลางต้นทุนชิปหน่วยความจำและสตอเรจที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับความต้องการมหาศาลจาก AI และ Data Center
โลก AI จึงมีเรื่องประชดอีกอย่างหนึ่ง
เราอาจไม่ได้ใช้ AI มากขึ้นอย่างเดียว
แต่กำลังแข่งกับ Data Center เพื่อซื้อชิปด้วย
สุดท้ายต้นทุนบางส่วนก็วิ่งกลับมาที่ Gadget ในมือเรา
### แล้วมันจะไปถึงไหน?
ไม่มีใครตอบได้ว่ามือถือแพงสุดจะหยุดที่เท่าไร
แต่ทิศทางที่เห็นชัดคือ
**ตลาดบนยังสามารถแพงขึ้นได้**
Apple เปิดตัว iPhone Duo ที่สหรัฐฯ เริ่ม $1,999 และรุ่นความจุสูงสุดไปถึง $3,199 ซึ่ง Reuters มองว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้อาจมีลักษณะเป็นสินค้าหรูและสินค้าสำหรับ Early Adopter มากกว่าจะเป็นมือถือสำหรับคนทั่วไป
เพราะฉะนั้นวันหนึ่งเราเห็นมือถือ 120,000 หรือ 150,000 บาท
ก็อย่าเพิ่งตกใจครับ
รถยนต์มีตั้งแต่หลักแสนถึงหลายสิบล้าน
นาฬิกามีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักล้าน
มือถือกำลังเดินเข้าสู่โลกแบบเดียวกัน
**มีรุ่นสำหรับใช้งาน
และมีรุ่นสำหรับคนที่อยากได้ที่สุดของตลาด**
เรื่องสำคัญจึงไม่ใช่ว่า
“มือถือแพงเกินไปหรือเปล่า?”
แต่คือ
## **เราจำเป็นต้องซื้อรุ่นที่แพงที่สุดของตลาดหรือเปล่า?**
ถ้าโทรศัพท์ราคา 100,000 บาท
แล้วซื้อมาใช้สร้างรายได้
ทำงานเร็วขึ้น
ถ่ายงานแทนอุปกรณ์อื่น
ใช้หลายปี
อาจสมเหตุสมผลครับ
แต่ถ้าซื้อมาเพื่อ
LINE
Facebook
TikTok
ถ่ายอาหาร
แล้วตอนสิ้นเดือนต้องหมุนบัตรเครดิต
อันนี้มือถือไม่ได้แพงเกินไปครับ
**มันแค่แพงเกินชีวิตเราในตอนนี้**
และตรงนี้อยากให้ระวังคำหนึ่งมาก
**“ผ่อนได้”**
ของราคาแสน
พอแบ่ง 10 เดือน
จู่ ๆ เหลือเดือนละหมื่น
แล้วสมองจะเริ่มพูดว่า
**“เออ…ก็พอไหวนะ”**
นี่คือความมหัศจรรย์ของการแบ่งงวดครับ
มันไม่ได้ทำให้ของถูกลง
มันแค่ทำให้เราเห็น **ราคาเต็มไม่ชัดเท่าเดิม**
ก่อนซื้อมือถือเครื่องต่อไป ลองไม่ถามว่า
**“มีเงินซื้อไหม?”**
แต่ถามสี่เรื่องนี้
เครื่องเดิมยังตอบโจทย์อยู่หรือไม่
เครื่องใหม่ช่วยสร้างรายได้หรือคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นแค่ไหน
ซื้อแล้วเป้าหมายอื่นต้องเลื่อนหรือเปล่า
และถ้าราคาเครื่องนี้ถูกหักออกจากบัญชีวันนี้เต็มจำนวน เรายังซื้ออยู่ไหม
คำถามสุดท้ายดีมากครับ
เพราะมันแยก
**“อยากได้”**
ออกจาก
**“พร้อมจ่าย”**
ได้ค่อนข้างชัด
เราไม่ได้ต้องต่อต้านของแพงครับ
คนมีเงิน ซื้อของที่ตัวเองรักได้เต็มที่
ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่อออมอย่างเดียว
แต่สิ่งที่ไม่ควรเกิดคือ
**ทำงานหลายเดือน
เพื่อซื้อของหนึ่งชิ้น
แล้วต้องทำงานต่ออีกหลายเดือน
เพื่อแก้ผลจากการซื้อของชิ้นนั้น**
มือถือหนึ่งแสนไม่ได้น่ากลัวที่สุดครับ
สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ
วันที่ราคาของเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วมาตรฐานความสุขของเราเพิ่มตามมันทุกปี
เพราะการแข่งขันแบบนั้น
ไม่มีวันชนะ
วันนี้รุ่น 18
ปีหน้าก็มีของใหม่
กล้องดีขึ้น
ชิปเร็วขึ้น
จอใหม่ขึ้น
ของใหม่ไม่มีวันหมดครับ
แต่เงินและเวลาที่เราเอาไปแลกมัน
**มีจำกัด**
ดังนั้น ถ้าซื้อแล้วมีความสุขและไม่กระทบชีวิต
ซื้อครับ
แต่ถ้าต้องฝืน
ใช้เครื่องเดิมต่อไม่ได้แปลว่าเราตามโลกไม่ทัน
บางครั้งมันแปลว่า
**เราเริ่มรู้แล้วว่า ไม่ใช่ของใหม่ทุกชิ้นต้องกลายเป็นรายจ่ายใหม่ของเรา**
มือถืออาจแพงขึ้นไปอีก
แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้แพงตามมัน
คือ
**ราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองประสบความสำเร็จ**
ThaiPFA อยากให้ทุกคนซื้อของที่ชอบได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดครับ แค่ไม่ต้องเอาราคาของใหม่มาเป็นราคาคุณค่าของตัวเอง ใช้เครื่องเดิมต่อก็ไม่ได้ทำให้เราด้อยลง และถ้าซื้อแล้วชีวิตยังสบาย นั่นก็เป็นความสุขที่เราเลือกได้อย่างมีสติครับ
— ด้วยความห่วงใยจาก **ThaiPFA**
#มือถือราคาแสน #คิดก่อนซื้อ #LifestyleInflation #วางแผนการเงิน #ThaiPFA
5 days ago | [YT] | 6
View 0 replies
ThaiPFA
ศรัทธาไม่ควรต้องพึ่ง “ดวง”
## ถ้าเงินทำบุญตรวจสอบไม่ได้ วันหนึ่งคนไทยอาจเลิกใจดีเพราะกลัวถูกหลอก
ช่วงนี้วงการผ้าเหลืองมีข่าวให้คนพุทธถอนหายใจกันแทบไม่ทัน
ล่าสุดกรณี **อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ หรือ “หลวงพ่อโชติ”** ถูกจับตามหมายศาลในข้อหาเกี่ยวกับการเบียดบังทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฟอกเงิน หลังเจ้าหน้าที่ระบุความเสียหายกว่า **92 ล้านบาท** พร้อมมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่ถูกนำมาใช้ประกอบการสอบสวน ขณะนี้คดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม จึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อกล่าวหาและหลักฐานของเจ้าหน้าที่” กับคำพิพากษาถึงที่สุดครับ
เรื่องนี้ฟังแล้วทั้งขำทั้งเจ็บ
เพราะทุกครั้งที่เกิดข่าวแบบนี้ สังคมก็จะมี “ฉายาใหม่” ให้จำ
แก๊งผ้าเหลือง
โต๊ะแดง
14 วิ
แล้วเดี๋ยวคงมีคำใหม่ตามมาอีก
ตอนแรกก็ขำครับ
แต่พอคิดดี ๆ มันไม่ค่อยน่าขำเท่าไร
เพราะทุกมุกที่เกิดขึ้น
มันหักออกมาจาก **ทุนศรัทธา**
และทุนศรัทธานี่สร้างยากกว่าทุนการเงินเยอะมาก
เงิน 92 ล้าน หาใหม่ได้ไหม?
อาจได้
แต่ถ้าคนเริ่มรู้สึกว่า
**“บริจาคไปแล้วเข้าวัดจริงไหม?”**
**“เข้าบัญชีวัดหรือเข้าบัญชีใคร?”**
**“ทำบุญแล้วได้บุญ หรือได้เป็น Sponsor ให้ใครใช้ชีวิตหรู?”**
อันนี้แก้ยากกว่าเยอะ
คนไทยใจดีครับ
ยิ่งเรื่องศาสนา ยิ่งให้ด้วยความเชื่อใจ
หลายคนบริจาคโดยไม่ถามใบเสร็จ
ไม่ดูบัญชี
ไม่ถามว่าเงินไปไหน
เพราะรู้สึกว่า
**“ทำบุญ จะไปจับผิดทำไม”**
นี่แหละครับคือจุดที่น่าคิด
เราระวังเงินเวลาซื้อของ 500 บาท
แต่บางทีบริจาค 50,000 บาท กลับไม่ถามอะไรเลย
เพราะคำว่า
**“ศรัทธา”**
ถูกใช้แทนคำว่า
**“ตรวจสอบ”**
มานานเกินไป
ปัญหาจริงจึงไม่ใช่แค่มีพระบางรูปประพฤติผิด
แต่คือระบบการเงินวัดจำนวนมากยังเปิดช่องให้ความเชื่อส่วนบุคคลมีน้ำหนักมากกว่ากลไกตรวจสอบ
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเองมีระบบบัญชีรายรับ-รายจ่ายสำหรับวัด และระบุชัดว่าการทำบัญชีมีไว้เพื่อป้องกันเงินรั่วไหล แสดงความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานตรวจสอบได้
ในปี 2569 ยังมีการผลักดันให้วัดส่งรายงานบัญชีรายรับ-รายจ่าย และใช้ **e-Donation** มากขึ้น เพื่อให้เงินบริจาคเข้าสู่ระบบที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ไหลเข้าบัญชีบุคคลแบบตามใจใคร
แปลว่า
**เราไม่ได้ไม่มีเครื่องมือ**
เรามีแล้ว
คำถามคือ
**ใช้จริงแค่ไหน และตรวจจริงแค่ไหน**
นี่ต่างหากที่สำคัญ
ถ้าเรารู้ว่าปัญหาจะเกิดซ้ำ แล้วทุกครั้งแก้ด้วยการแถลงข่าว ตั้งคณะกรรมการ รอเรื่องเงียบ แล้วกลับไปเหมือนเดิม
มันก็ไม่ใช่ “เหตุการณ์ไม่คาดคิด” แล้วครับ
มันคือ **ระบบที่ยอมให้เรื่องเดิมเกิดซ้ำ**
นักวิชาการเคยชี้ตรง ๆ ว่า การเงินวัดมีจุดอ่อนจากอำนาจที่กระจุกอยู่กับผู้บริหารวัด และระบบตรวจสอบบัญชียังไม่เข้มพอ จึงเสนอให้มีการเปิดเผยบัญชีต่อสาธารณะและเพิ่มกลไกตรวจสอบจากภายนอก
พูดง่าย ๆ คือ
ถ้าเงินเป็นของสาธารณะ
**การตรวจสอบก็ไม่ควรเป็นเรื่องส่วนตัว**
แล้วพวกเราทำอะไรได้บ้าง?
อย่างแรก
**บริจาคด้วยศรัทธาได้ แต่บริจาคผ่านช่องทางที่ตรวจสอบได้**
ถ้ามี e-Donation ใช้ครับ
อย่างที่สอง
**อย่าอายที่จะถาม**
เงินไปไหน
โครงการอะไร
ใครดูแล
มีรายงานไหม
คนที่ตั้งใจดีจริง ไม่ควรกลัวคำถามพวกนี้
อย่างที่สาม
เลิกคิดว่า
**“ตรวจสอบ = ไม่ศรัทธา”**
ตรงกันข้ามครับ
การตรวจสอบคือสิ่งที่ช่วยให้ศรัทธาอยู่ได้นานขึ้น
เพราะศาสนาที่เข้มแข็ง ไม่ควรต้องขอให้คนเชื่อแบบหลับตา
และสุดท้าย
**อย่าเหมารวมพระทั้งหมดจากคนที่ทำผิด**
พระดีมีอีกมาก
วัดดีมีอีกมาก
คนทำงานเพื่อชุมชนจริงก็มีอีกมาก
ถ้าเราเหมารวมหมด
คนที่เสียประโยชน์ไม่ใช่คนผิดอย่างเดียว
แต่คือคนดีที่กำลังทำงานอยู่เงียบ ๆ ด้วย
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดจึงไม่ใช่ข่าวฉาวอีกหนึ่งข่าว
แต่คือวันที่คนฟังแล้วพูดว่า
**“อีกแล้วเหรอ…ช่างมันเถอะ”**
เพราะนั่นหมายความว่าเราไม่ได้โกรธแล้ว
เราเริ่ม **หมดศรัทธา**
และเมื่อถึงวันนั้น
จะเรียกคนกลับมาทำบุญ
กลับมาเชื่อ
กลับมารู้สึกว่าศาสนสถานคือพื้นที่ปลอดภัยทางใจ
อาจยากกว่าการตามเงิน 92 ล้านกลับมาเสียอีก
เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้เราต้องมีฉายาใหม่ทุกปี
คำตอบอาจไม่ใช่การภาวนาให้
**“ขออย่าให้มีพระแบบนี้อีกเลย”**
แต่คือสร้างระบบให้
**“ถ้ามี ก็ทำผิดยากขึ้น ซ่อนเงินยากขึ้น และตรวจเจอเร็วขึ้น”**
ศรัทธาที่แท้จริง
ไม่ควรกลัวแสงครับ
ยิ่งโปร่งใส
ยิ่งน่าเชื่อถือ
และถ้าวันนี้เราเริ่มถามมากขึ้น ตรวจมากขึ้น และเลือกบริจาคอย่างมีข้อมูลมากขึ้น
นั่นไม่ได้ทำให้เราเป็นคนใจร้ายน้อยลง
มันแค่ทำให้ **ความใจดีของเรา ถูกใช้ไปในที่ที่ควรจะไปจริง ๆ**
ThaiPFA อยากให้ทุกคนยังทำความดีและรักษาศรัทธาไว้ครับ แต่ศรัทธาไม่จำเป็นต้องแปลว่าเราต้องหลับตาเชื่อ การถาม การตรวจสอบ และการเลือกบริจาคผ่านช่องทางโปร่งใส ไม่ได้ทำให้บุญลดลง กลับช่วยให้ความตั้งใจดีของเราไปถึงคนและสถานที่ที่ควรได้รับจริง ๆ ครับ
— ด้วยความห่วงใยจาก **ThaiPFA**
#เงินทำบุญ #ความโปร่งใส #ตรวจสอบเงินวัด #ศรัทธาพุทธศาสนา #ThaiPFA
5 days ago | [YT] | 3
View 0 replies
ThaiPFA
iPhone 18 เปิดตัวแล้ว…ซื้อเลย หรือ “ของเดิมยังดีอยู่”?
ก่อนควักเกือบครึ่งแสน ลองฟังคนการเงินสองสายเถียงกันก่อน
iPhone 18 เปิดตัวเรียบร้อยแล้วครับ
แน่นอนว่า ทุกครั้งที่ Apple เปิดตัวของใหม่ โลกจะถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งทันที
ฝั่งแรก
“สีไหนสวย?”
อีกฝั่ง
“เครื่องเก่ายังโทรได้อยู่เลย จะเปลี่ยนทำไม?” 😆
รอบนี้ iPhone 18 Pro ในไทยเริ่มต้น 48,900 บาท และเปิดพรีออเดอร์วันที่ 12 กันยายน ก่อนวางขาย 18 กันยายน ส่วนรุ่นใหม่ก็อัปเกรดทั้งชิป A20 Pro กล้อง และแบตเตอรี่ตามธรรมเนียมของการเปิดตัวรุ่นใหม่
แต่ Admin อยากชวนให้ดูก่อนซื้ออยู่รายการหนึ่งครับ
PING PING Talk
เพราะครั้งนี้น่าสนใจตรงที่เอาคนมองเงิน “คนละมุม” มาคุยกัน
อาจารย์ปิง ธนาวัฒน์ CFP® มองผ่านแว่นของนักวางแผนการเงิน
กับ คุณปิง ประกิต มองผ่านแว่นของนักลงทุนและนักเทรด
โทรศัพท์เครื่องเดียวกัน
แต่คำถามไม่เหมือนกันเลย
นักวางแผนการเงินอาจถามว่า
“ซื้อแล้วกระทบเป้าหมายอื่นไหม?”
แต่นักลงทุนอาจถามว่า
“เงิน 50,000 บาท ถ้าไม่ซื้อโทรศัพท์ แล้วเอาไปลงทุน จะกลายเป็นเท่าไรในอนาคต?”
ตรงนี้แหละครับที่น่าคิด
เพราะเวลาเราเห็น iPhone ใหม่ เรามักถามว่า
“ซื้อไหวไหม?”
แต่คำถามที่ดีกว่าอาจเป็น
“ซื้อแล้วคุ้มกับชีวิตเราไหม?”
สองคำนี้ต่างกันมาก
เงินเดือน 70,000 บาท อาจซื้อเครื่องละ 50,000 ได้
บัตรเครดิตยังใจดีแบ่งให้ 10 เดือนอีกต่างหาก Apple เองก็มีตัวเลือกผ่อน 0% สูงสุด 10 เดือน
เดือนละไม่ถึงห้าพัน
ฟังแล้วเบาลงทันที
นี่เป็นความสามารถพิเศษของคำว่า “ผ่อน”
ของราคาเกือบ 50,000 บาท
พอหารสิบ
จู่ ๆ เรารู้สึกเหมือนกำลังซื้อของราคา 4,890 บาท 😆
แต่ของยังราคาเกือบห้าหมื่นเหมือนเดิมครับ
คำถามจึงไม่ควรมีแค่ว่า
“ผ่อนไหวไหม?”
แต่ต้องถามว่า
เครื่องปัจจุบันมีปัญหาอะไรจริงหรือเปล่า?
ฟีเจอร์ใหม่ช่วยงานหรือสร้างรายได้ให้เราได้จริงไหม?
เงินก้อนนี้มีเป้าหมายอื่นที่สำคัญกว่าหรือไม่?
และที่สำคัญที่สุด
เรากำลังซื้อเพราะ “ต้องใช้”
หรือเพราะ “ไม่อยากดูเหมือนใช้ของเก่า”?
แต่ก็ไม่ต้องไปอีกสุดโต่งครับ
การซื้อ iPhone ใหม่ไม่ได้เป็นบาปทางการเงิน
ถ้ามีเงิน
ไม่มีหนี้กดดัน
เงินฉุกเฉินพร้อม
เป้าหมายระยะยาวยังเดิน
แล้วโทรศัพท์ใหม่ทำให้เรามีความสุข
ซื้อครับ
ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่อ Excel อย่างเดียว
คนวางแผนการเงินที่ดีก็ไม่ได้มีหน้าที่ห้ามเราซื้อกาแฟ ห้ามเที่ยว และบังคับให้ใช้โทรศัพท์จนหน้าจอแตกเป็นใยแมงมุม
การวางแผนการเงินมีไว้เพื่อให้เรา
ใช้เงินกับสิ่งที่ชอบได้ โดยไม่ต้องทุกข์ทีหลัง
ส่วนใครที่กำลังลังเล
อย่าเพิ่งรีบซื้อเพราะกลัวว่าเพื่อนจะมีใช้ก่อน
iPhone ไม่ใช่บัตรคอนเสิร์ตครับ
หมดวันนี้
ไม่ได้หมายความว่าชีวิตนี้จะไม่มีโอกาสซื้ออีกแล้ว
และน่าสนใจว่า Apple เองกำลังขยับราคากลุ่ม Pro ขึ้น โดย Reuters รายงานว่า iPhone 18 Pro และ Pro Max ในสหรัฐฯ แพงขึ้นจากรุ่นก่อน $100 ท่ามกลางต้นทุนชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น ก่อนกด Pre-order วันที่ 12 กันยายน
ลองให้เวลาเงินของเราได้ออกเสียงด้วยครับ
ฟังมุมคนอยากได้
ฟังมุมนักวางแผนการเงิน
ฟังมุมนักลงทุน
แล้วสุดท้าย
เราเป็นคนตัดสินใจ
เพราะไม่มีคำตอบเดียวว่า
“ควรซื้อ iPhone 18 หรือไม่”
คนหนึ่งใช้เครื่องใหม่สร้างรายได้วันละหลายพัน
อีกคนใช้เครื่องใหม่เพื่อเปิด TikTok เหมือนเครื่องเดิม
มูลค่าที่ได้กลับมาไม่เหมือนกัน
ดังนั้นอย่าถามแค่ว่า
“iPhone 18 ดีไหม?”
ถามว่า
“มันดีพอสำหรับเงิน 48,900 บาทของเราหรือยัง?”
ถ้าคำตอบคือใช่
ซื้อแล้วใช้ให้มีความสุขครับ
ถ้าคำตอบคือยัง
การใช้เครื่องเดิมต่ออีกปี
ไม่ได้แปลว่าเราจนลงเลย
บางทีอาจหมายความว่า
เราเริ่มรู้แล้วว่า เงินของเราไม่จำเป็นต้องวิ่งตามของใหม่ทุกครั้ง
ก่อนตัดสินใจ ลองไปฟัง PING PING Talk ให้ครบทั้งมุมนักวางแผนการเงินและมุมนักลงทุนก่อนครับ
เพราะของใหม่ออกทุกปี
แต่เงินของเรา
ควรทำหน้าที่ให้ชีวิตเราดีขึ้นทุกปีเหมือนกัน
ThaiPFA อยากให้ทุกคนใช้เงินกับสิ่งที่ชอบได้อย่างสบายใจครับ ไม่จำเป็นต้องห้ามตัวเอง แค่ก่อนซื้อ ลองให้ทั้ง “ความอยาก” และ “เป้าหมายการเงิน” มีสิทธิออกเสียงพร้อมกัน แล้วเลือกคำตอบที่เหมาะกับชีวิตเราที่สุดครับ
— ด้วยความห่วงใยจาก ThaiPFA
#iPhone18 #ซื้อหรือไม่ซื้อ #วางแผนการเงิน #คิดก่อนจ่าย #ThaiPFA
6 days ago | [YT] | 6
View 0 replies
ThaiPFA
เราอาจเสียนักวางแผนการเงิน CFP® หน้าตาดีไป 1 คน 😆
## แต่ได้ “Role Model” ที่ทำให้คนหนึ่งไม่ยอมแพ้กับความฝัน
มีเรื่องน่ารัก ๆ ที่ Admin อยากเล่าให้ฟังครับ
ผู้เข้าอบรมหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP® ของ ThaiPFA ท่านหนึ่ง ซึ่งเจ้าตัวยอมรับแบบไม่ปิดบังว่าเป็น **สาววาย** ส่งคลิปสัมภาษณ์ของ **ต้าห์อู๋–ออฟโรด** มาให้ดู
ประเด็นที่สะดุดหูคือ ในคลิปมีการพูดถึงว่า ถ้า **ออฟโรด** ไม่ได้เดินมาในเส้นทางศิลปิน เขาสนใจเส้นทางด้านการเงิน และมีการพูดถึงอาชีพนักวางแผนการเงิน CFP®
ตรงนี้ก็อดแซวไม่ได้ครับว่า
**วงการบันเทิงอาจได้ออฟโรดไป
แต่วงการ CFP® ก็เหมือนเสียนักวางแผนการเงินหน้าตาดีไปหนึ่งคน 😆**
จริง ๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้ไกลจากตัวเขาเสียทีเดียว เพราะออฟโรดเรียนจบด้านการเงิน และเคยออกมาพูดเรื่องการจัดการเงิน การออม และการลงทุนอย่างจริงจังด้วย
แต่สิ่งที่ผู้เข้าอบรมท่านนี้หยิบกลับมา
ไม่ใช่เรื่องว่าออฟโรดเรียนอะไร
ไม่ใช่เรื่องคู่จิ้น
และไม่ใช่เรื่องเม้าท์ดาราครับ
แต่คือคำว่า
**“พยายาม”**
ย้อนกลับไปก่อนจะมีวันนี้ เส้นทางของต้าห์อู๋กับออฟโรดเริ่มจากการแข่งขัน LAZ iCON ในปี 2021 ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตเป็นศิลปินและนักแสดงที่มีแฟนติดตามจำนวนมาก โดยทั้งคู่เองก็เคยพูดถึงเส้นทางที่ผ่านมาในคำว่า **ความพยายาม ความมุ่งมั่น การเรียนรู้จากความผิดพลาด และการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง**
ผู้เข้าอบรมของเราเล่าให้ฟังว่า
ตัวเองไม่ได้เรียนการเงินมาโดยตรง
หลายเรื่องในหลักสูตร CFP® จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
บางวิชาอ่านแล้วเข้าใจเร็ว
บางวิชาอ่านสามรอบก็ยังต้องกลับมาใหม่
บางครั้งสอบผ่าน
บางครั้งก็ไม่ผ่าน
และทุกครั้งที่เห็นคำว่า
**“ไม่ผ่าน”**
ต่อให้บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร
มันก็ท้อครับ
เพราะเราเป็นมนุษย์
ลงทุนทั้งเวลา
ค่าเรียน
พลัง
วันหยุด
และความหวังไปแล้ว
เวลาผลไม่เป็นอย่างที่อยากได้ จะไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงโกหกตัวเอง
จนเจ้าตัวกลับไปนึกถึงเรื่องของออฟโรด
บางอย่างเขาอาจไม่ได้เริ่มจากคนที่เก่งที่สุด
บางอย่างอาจไม่ใช่สิ่งที่ถนัดที่สุด
แต่ถ้ามีคนมองเห็นความตั้งใจ
และที่สำคัญกว่านั้นคือ **ตัวเราเองยังไม่หยุดพยายาม**
ความสามารถบางอย่างสร้างทีหลังได้
ประโยคนี้ทำให้ผู้เข้าอบรมของเรากลับมามองตัวเองใหม่
**“ถ้าเขายังฝึกจนทำสิ่งที่ไม่ถนัดได้
แล้วทำไมเราจะกลับไปอ่านอีกครั้งไม่ได้?”**
นี่แหละครับที่ Admin ชอบเรื่องนี้มาก
Role Model ที่ดี
ไม่จำเป็นต้องทำอาชีพเดียวกับเรา
ไม่จำเป็นต้องเรียนเหมือนเรา
และบางครั้งเขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
**ชีวิตของเขากำลังช่วยให้คนแปลกหน้าคนหนึ่ง ไม่ยอมแพ้**
วันนี้ผู้เข้าอบรมท่านนี้เดินมาถึงด่านสุดท้ายของเส้นทางการสอบ CFP® แล้ว
เหนื่อยไหม?
เหนื่อยครับ
ท้อไหม?
ท้อแน่นอน
แต่ครั้งนี้เขาบอกว่า
**“จะกลับมาสู้อีกครั้ง”**
และในนามของ ThaiPFA ซึ่งทำหน้าที่อบรมและพัฒนาผู้เรียนในเส้นทางนักวางแผนการเงิน CFP® มายาวนานกว่า 20 ปี
อยากบอกกับผู้เรียนท่านนี้ รวมถึงทุกคนที่กำลังสอบอะไรบางอย่างอยู่ว่า
**คุณไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่องก่อน ถึงจะไปถึงเป้าหมายได้**
คนจบการเงินก็มีเรื่องที่ไม่ถนัด
คนไม่จบการเงินก็เรียนจนเข้าใจได้
คนสอบครั้งเดียวผ่านก็มี
คนสอบหลายครั้งกว่าจะผ่านก็มี
ใบประกาศตอนสุดท้าย
ไม่ได้พิมพ์ไว้ข้างล่างว่า
**“คนนี้เคยสอบตกมาก่อน 2 ครั้ง”**
มันบอกเพียงว่า
**“คุณมาถึงแล้ว”**
อย่าเอาความเร็วของคนอื่น
มาใช้ตัดสินความสามารถของตัวเองครับ
บางคนวิ่งเร็วกว่าเรา
ก็ปล่อยให้เขาวิ่งไป
หน้าที่ของเราคือ
**อย่าหยุดเดิน**
ThaiPFA ขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยพาคุณไปให้ถึงเป้าหมาย
ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ได้ตัวอักษร CFP® ต่อท้ายชื่อ
แต่เพราะวันที่คุณได้ความรู้เหล่านั้นแล้ว
คุณอาจกลายเป็นคนหนึ่งที่ช่วยให้ครอบครัวหนึ่งจัดการหนี้ได้ดีขึ้น
ช่วยให้ใครสักคนเกษียณได้อย่างสบายขึ้น
หรือช่วยให้คนธรรมดาคนหนึ่งตัดสินใจเรื่องเงินได้ดีขึ้น
วันนั้นความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมา
จะไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตคุณครับ
มันอาจเปลี่ยนชีวิตของคนที่คุณยังไม่เคยเจอด้วย
ขอบคุณออฟโรดสำหรับแรงบันดาลใจที่เจ้าตัวอาจไม่เคยรู้ว่ามอบให้ใครบางคน
และขอบคุณผู้เข้าอบรมของเรา
ที่ยังเลือกกลับมาสู้
แม้บางครั้งจะต้องพยายามมากกว่าคนอื่น
**ข้อจำกัดไม่ได้แปลว่าเราทำไม่ได้
มันเพียงบอกว่าเราอาจต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกหน่อย**
เหลืออีกด่านเดียวแล้วครับ
ค่อย ๆ ไป
**วันของคุณยังมาไม่ถึง
ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มา**
ThaiPFA อยากบอกทุกคนที่กำลังเหนื่อยกับความฝันว่า คุณไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดตั้งแต่วันแรกครับ บางเส้นทางอาจใช้เวลานานกว่า แต่ตราบใดที่ยังกลับมาลองใหม่ได้ ความฝันนั้นก็ยังไม่จบ และเราอยากเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คุณเดินไปถึงวันของตัวเองครับ
— ด้วยความเชื่อมั่นและเป็นกำลังใจจาก **ThaiPFA**
#CFP #นักวางแผนการเงิน #ออฟโรด #แรงบันดาลใจ #ThaiPFA
1 week ago | [YT] | 4
View 0 replies
ThaiPFA
เราอาจเป็น “มนุษย์เวอร์ชั่นพิเศษ” Generation สุดท้ายที่ดูแลพ่อแม่…และ Generation แรกที่อาจไม่มีลูกมาดูแลเรา
Admin มีโอกาสตาม **อาจารย์ปิง ธนาวัฒน์ CFP®** ไปบรรยายหลายที่ และวันหนึ่งได้ฟังอาจารย์ไปพูดในรายการ **มีเรื่องต้องคุย ทางช่อง 7HD**
มีประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วเงียบไปเลยครับ
**“พวกเราอาจเป็น Generation สุดท้ายที่ยังดูแลพ่อแม่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็น Generation แรกที่ไม่มีลูกหลานมาดูแลเรา”**
เจ็บดีเนอะ
เพราะมันเหมือนอธิบายชีวิตคนวัยทำงานวันนี้ได้ในประโยคเดียว
เรายังโตมากับคำว่า
**“ลูกต้องดูแลพ่อแม่”**
เงินเดือนออก
ส่งให้แม่
พ่อป่วย
เราพาไปหาหมอ
ค่ารักษา
ค่าบ้าน
ค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณของพ่อแม่
หลายบ้าน ลูกยังเป็นเสาหลักเหมือนเดิม
แต่พอหันกลับมามองชีวิตตัวเอง
บางคนไม่มีลูก
บางคนมีลูกน้อยลง
บางคนเลือกไม่มี
บางคนอยากมีแต่ยังไม่พร้อม
แล้วคำถามที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ คือ
**“ตอนเราแก่…ใครจะดูแลเรา?”**
ตลกร้ายตรงที่
เรากำลังเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายของคนรุ่นก่อน
พร้อม ๆ กับต้องเก็บเงินเพื่อดูแลคนรุ่นเราเองในอนาคต
เงินก้อนเดียวกันเลยต้องทำหลายหน้าที่มากครับ
เลี้ยงพ่อแม่
เลี้ยงลูกถ้ามี
ผ่อนบ้าน
สร้างเงินสำรอง
ซื้อประกัน
ลงทุน
และยังต้องเตรียมเงินเกษียณของตัวเอง
นี่แหละที่ทำให้คำว่า **“Sandwich Generation”** ไม่ได้ฟังเหมือนศัพท์วิชาการอีกต่อไป
มันคือชีวิตจริง
แต่ที่น่าคิดกว่านั้นคือ Sandwich รุ่นนี้อาจมีขนมปังอีกแผ่นเพิ่มเข้ามา
คือ
**“ตัวเราในวัยชรา ที่อาจต้องรับผิดชอบตัวเองมากกว่าคนรุ่นก่อน”**
เมื่อก่อนการมีลูกจำนวนหนึ่งมีความหมายทางเศรษฐกิจชัดเจน
ลูกช่วยงาน
ลูกช่วยครอบครัว
แก่ไปลูกช่วยดูแล
แต่โลกวันนี้เปลี่ยนแล้ว
เราไม่ควรมีลูกเพราะคิดว่า
**“แก่ไปจะได้มีคนเลี้ยง”**
ลูกไม่ใช่กองทุนเกษียณครับ
และต่อให้มีลูก
เขาก็อาจต้องมีชีวิตของเขา
มีครอบครัวของเขา
มีหนี้
มีภาระ
หรืออยู่คนละประเทศกับเรา
การวางแผนวัยเกษียณด้วยประโยคว่า
**“เดี๋ยวลูกดูแล”**
จึงอาจเป็นแผนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าที่เราคิด
แล้ว Generation พิเศษแบบเราต้องทำยังไง?
อย่างแรกคือ
**แยกความกตัญญู ออกจากแผนการเงิน**
ดูแลพ่อแม่ได้ครับ
แต่ต้องรู้ว่าเราให้ได้เท่าไร โดยไม่ทำให้อนาคตตัวเองพัง
เพราะถ้าเราเอาเงินเกษียณของตัวเองออกมาดูแลพ่อแม่จนหมด
อีก 20 ปีข้างหน้า
วงจรเดิมก็อาจกลับมา
แค่เปลี่ยนจากพ่อแม่ของเรา
เป็น **เราเอง**
อย่างที่สองคือ
**สร้างเงินเกษียณโดยตั้งสมมติฐานว่า “ไม่มีใครเลี้ยง”**
ฟังดูใจร้ายหน่อย
แต่จริง ๆ สบายใจกว่าครับ
ถ้าวันหนึ่งมีลูกมาช่วย
ให้ถือว่าเป็นความรักที่ได้รับเพิ่ม
ไม่ใช่รายได้หลังเกษียณที่เราคำนวณไว้ล่วงหน้า
อย่างที่สามคือ
อย่าวางแผนแค่คำว่า **“มีเงินพอใช้”**
ต้องคิดถึง
ค่ารักษาพยาบาล
ค่าคนดูแล
บ้านที่เหมาะกับวัยชรา
การเดินทาง
ประกัน
รวมถึงวันที่เราอาจช่วยตัวเองได้น้อยลง
เพราะช่วงท้ายของชีวิต
สิ่งที่แพงที่สุดอาจไม่ใช่อาหารครับ
แต่คือ **การมีคนมาช่วยทำสิ่งที่เราเคยทำเองได้ฟรี**
และสุดท้าย
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าเราต้องกลัวแก่
ตรงกันข้ามครับ
มันกำลังบอกว่า Generation ของเรามีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งที่คนรุ่นก่อนอาจไม่มี
**เรารู้เรื่องนี้เร็วกว่า**
เรารู้ว่าสังคมกำลังแก่
เรารู้ว่าเด็กเกิดน้อย
เรารู้ว่าอายุคนยืนขึ้น
เรารู้ว่าค่ารักษาแพง
และเรารู้แล้วว่า “ลูกจะดูแล” ไม่ใช่คำตอบเดียว
เมื่อรู้เร็ว
เราก็ยังมีเวลาปรับ
ออมเพิ่มได้
ลงทุนเพิ่มได้
ลดหนี้ได้
วางแผนประกันได้
คุยกับครอบครัวได้
และออกแบบชีวิตแก่ของตัวเองได้ตั้งแต่ยังไม่แก่
ประโยคของอาจารย์ปิงจึงไม่ได้ทำให้ Admin รู้สึกหดหู่ครับ
กลับรู้สึกว่า
**นี่เป็นคำเตือนที่ดีมาก**
เพราะเราอาจเป็น Generation แรกที่ไม่มีลูกหลานมาดูแลจริง
แต่เราก็อาจเป็น
**Generation แรกที่เตรียมตัวไว้ดีพอ จนไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาดูแลทั้งหมดก็ได้**
ถ้าเราวางแผนตั้งแต่วันนี้
บางทีคำว่า
**“ไม่มีใครเลี้ยงตอนแก่”**
อาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
มันอาจกลายเป็นเพียงว่า
**“เราเลี้ยงตัวเองมาได้ดีพอ จนคนที่รักเราไม่ต้องแบกเราไว้ทั้งชีวิต”**
และนั่นก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของความรักเหมือนกันครับ
ThaiPFA อยากให้ทุกคนดูแลพ่อแม่ด้วยความรัก และอย่าลืมดูแลอนาคตตัวเองด้วยครับ เราไม่จำเป็นต้องกลัววันที่ไม่มีใครเลี้ยง แค่ค่อย ๆ สร้างเงิน สุขภาพ และทางเลือกให้มากขึ้น วันนี้ก็ถือว่าเริ่มดูแลตัวเองในวันข้างหน้าแล้วครับ
— ด้วยความห่วงใยจาก **ThaiPFA**
#SandwichGeneration #ดูแลพ่อแม่ #วางแผนเกษียณ #สังคมสูงวัย #ThaiPFA
1 week ago | [YT] | 12
View 0 replies
ThaiPFA
10 ปีไม่เคยเห็นโรงพยาบาลเอกชนแน่นขนาดนี้…วันนี้ที่จอดเต็ม คนไข้ล้น เกิดอะไรขึ้น?
10 กว่าปีไม่เคยเห็นที่จอดรถโรงพยาบาลเอกชนเต็ม
วันนี้เต็มจนต้องจอดบนฟุตบาท…เกิดอะไรขึ้น?
มีเรื่องมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังครับ
Admin มาหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งมานานกว่า 10 ปี
โรงพยาบาลนี้ที่จอดรถเยอะมาก
เยอะจนตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นคำว่า
“ที่จอดเต็ม”
แต่วันนี้เจอแล้วครับ
เต็มจนต้องหาที่จอดบนฟุตบาทภายในโรงพยาบาล
เดินเข้าไปข้างในก็ไม่ใช่แค่รถ
คนก็เต็ม
ที่นั่งรอแทบไม่มี
เลยลองถามพยาบาลว่า
“วันนี้เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมคนเยอะขนาดนี้?”
คำตอบสั้น ๆ คือ
“ช่วงนี้คนป่วยเยอะมากค่ะ โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่”
แล้วพอกลับมาเช็กข้อมูล…
ไม่ได้รู้สึกไปเองครับ
ข้อมูลกรมควบคุมโรคถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมมากกว่า 330,000 คน และเสียชีวิต 48 คน ขณะเดียวกันทั้งโควิด-19 และ RSV ก็มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเช่นกัน
แน่นอนครับ
โรงพยาบาลแห่งเดียวไม่ได้เป็นตัวแทนทั้งประเทศ
แต่ภาพที่เห็นวันนี้มันทำให้รู้สึกว่า
ตัวเลขในข่าว เริ่มเดินมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว
เรื่องตลกของมนุษย์คือ
เวลาเห็นข่าวว่า
“ไข้หวัดใหญ่ระบาด”
เรามักคิดว่า
“ก็คงมีคนป่วยแหละ”
จนวันที่เดินเข้าโรงพยาบาลแล้วพบว่า
คนที่ข่าวพูดถึง
กำลังนั่งอยู่เต็มเก้าอี้ข้างหน้าเรา
บางทีสุขภาพก็เหมือนเรื่องการเงินครับ
ตอนทุกอย่างปกติ เรารู้สึกว่าการป้องกันเป็นเรื่องไว้ทีหลังได้
นอนน้อยอีกคืนไม่เป็นไร
ออกกำลังกายพรุ่งนี้ก็ได้
หน้ากากไม่ต้องหรอก
ป่วยนิดหน่อยก็ไปทำงานก่อน
จนวันที่ร่างกายบอกว่า
“ไม่ครับ วันนี้คุณต้องพักจริง ๆ แล้ว”
กรมควบคุมโรคแนะนำว่า ช่วงที่โรคทางเดินหายใจกำลังแพร่ ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ปิดที่คนหนาแน่นเมื่อทำได้ ล้างมือสม่ำเสมอ สวมหน้ากากในสถานที่แออัด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการ และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เรื่องวัคซีนไข้หวัดใหญ่
ไม่ได้บอกให้ทุกคนตื่นกลัวนะครับ
ชีวิตเรายังต้องทำงาน
ยังต้องขึ้นรถ
ยังต้องเจอคน
ยังต้องออกไปใช้ชีวิต
แค่ช่วงนี้อาจต้อง
รักตัวเองมากขึ้นอีกนิด
เหนื่อยก็พัก
ป่วยก็อย่าฝืน
ไอจามก็ใส่หน้ากาก
กลับบ้านก็ล้างมือ
ถ้ามีผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กที่บ้าน ยิ่งต้องระวังมากขึ้น
เพราะบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่า
“ก็แค่ไข้หวัด”
สำหรับร่างกายของอีกคน
อาจไม่ได้ “แค่” เท่ากัน
วันนี้ที่จอดรถเต็มแล้วครับ
หวังว่าเก้าอี้ในโรงพยาบาลจะไม่ต้องเต็มไปมากกว่านี้
ดูแลตัวเองกันดี ๆ นะครับ
เราไม่ต้องแข็งแรงที่สุด
ไม่ต้องทำทุกอย่างถูกหมด
แค่ฟังร่างกายตัวเองให้เร็วขึ้นอีกหน่อย
เพราะงานที่ค้างยังกลับไปทำได้
นัดบางนัดยังเลื่อนได้
เงินที่เสียไปยังหาใหม่ได้
แต่สุขภาพที่เสียไป
บางอย่างใช้เวลานานกว่าจะได้กลับคืนมา
ช่วงนี้ดูแลตัวเอง และดูแลคนที่บ้านกันหน่อยนะครับ
ThaiPFA อยากให้ทุกคนดูแลตัวเองก่อนที่จะต้องรอให้ร่างกายบังคับให้พักครับ ไม่ต้องกังวลจนใช้ชีวิตไม่เป็น แค่พักให้พอ ล้างมือ ใส่หน้ากากเมื่อเหมาะสม และฟังสัญญาณจากร่างกายให้เร็วขึ้นอีกนิด เพราะสุขภาพที่เรารักษาไว้วันนี้ คือทั้งเวลา เงิน และคุณภาพชีวิตของเราในวันข้างหน้าครับ
— ด้วยความห่วงใยจาก ThaiPFA
#ไข้หวัดใหญ่ #โรงพยาบาลแน่น #ดูแลสุขภาพ #ป้องกันไว้ก่อน #ThaiPFA
1 week ago | [YT] | 10
View 0 replies
Load more