แถมโดยส่วนตัว พี่ทุยรู้สึกว่ารถของ Grab เค้าจำนวนเยอะกว่าด้วย เวลาที่ใช้ในการรอรถทั้งรถยนต์และมอไซค์เวลาเรียก Grab เนี่ย ค่อนข้างจะใช้เวลารอน้อยกว่า LINE MAN แต่คือ LINE MAN ก็ไม่ได้ช้านะ แต่แค่ Grab แค่เร็วกว่า คือกดปุ๊บนี่แทบจะได้รถทันทีเลย ไม่ว่าจะเรียกในเมืองหรือนอกเมือง
ที่มา: Strömberg, D., Lei, V. & Wu, Y. (2026). The Generative AI Learning Penalty: Evidence from Chinese Secondary Education. CEPR Discussion Paper No. 21577.
หมายเหตุ: งานวิจัยนี้เป็น CEPR Discussion Paper งานวิจัยระยะก่อนการตีพิมพ์ในวารสาร ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการใช้ AI ทำให้ทุกคนเรียนแย่ลง และกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจีนระดับมัธยม จึงควรระมัดระวังเมื่อนำผลไปอธิบายคนกลุ่มอื่น
Money Buffalo
9 สิทธิสวัสดิการฟรี ! ของคนไทย รู้ไว้ก่อนพลาดสิทธิที่ตัวเองมี | Money Buffalo
รู้หรือไม่ ? คนไทยมีสิทธิสวัสดิการหลายอย่างที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ แต่บางอย่างก็อาจเป็นสิทธิที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมี ! วันนี้พี่ทุยรวมมาให้แล้ว
📌 9 สิทธิสวัสดิการฟรี ของคนไทยที่ควรรู้และบอกต่อ
1. ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 1 ครั้ง
สำหรับผู้ถือสิทธิบัตรทองและประกันสังคม ม.33 และ ม.39 ตามเงื่อนไขของแต่ละสิทธิ
2. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกฟรี
สำหรับผู้หญิงไทย ตามเกณฑ์และเงื่อนไขการรับบริการ
3. เจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาและปรึกษาเภสัชกรฟรี
สำหรับผู้ถือสิทธิบัตรทอง ณ ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ
4. ยาเม็ดคุมกำเนิดฟรี
สำหรับผู้หญิงไทยวัยเจริญพันธุ์ที่เข้าเกณฑ์รับบริการ
5. ถุงยางอนามัยฟรี
สำหรับผู้หญิงไทยวัยเจริญพันธุ์ ตามเงื่อนไขของโครงการ
6. ปรึกษาสุขภาพจิตฟรี
ผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323
7. ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี
ผ่านสภาทนายความ โทร. 1167 หรือสำนักงานอัยการสูงสุด โทร. 1157
8. เรียนคอร์สออนไลน์ฟรี
ผ่านเว็บไซต์ Thai MOOC
9. ตรวจเครดิตบูโรฟรี 1 ครั้งต่อปี
ตามเงื่อนไขและช่องทางที่กำหนด
บางสิทธิช่วยลดค่ารักษาพยาบาล บางสิทธิช่วยเพิ่มความรู้และทักษะ ขณะที่บางสิทธิก็เป็นตัวช่วยยามมีปัญหาในชีวิต ที่สำคัญคือก่อนใช้สิทธิ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขและช่องทางรับบริการล่าสุด เพราะสิทธิแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกัน
เซฟเก็บไว้ แล้วแชร์ต่อให้คนรอบตัวได้รู้ไปด้วยกัน เพราะการรู้สิทธิของตัวเอง อาจช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิดนะจ้ะ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #สิทธิสวัสดิการ #สิทธิคนไทย #ความรู้การเงิน #ประหยัดเงิน
1 day ago |[YT] | 243
View 8 replies
Money Buffalo
พันธบัตรสหรัฐฯ ให้ดอกเบี้ย 5% นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ “หุ้นและทองคำ” ทั่วโลกร่วง! | Money Buffalo
ถ้าวันนี้พี่ทุยบอกว่า มีคนอยากขอยืมเงินเรา 100,000 บาท โดยเสนอผลตอบแทนให้ปีละ 5% และสัญญาว่าอีก 10 ปีจะคืนเงินต้นให้ครบ ทุกคนจะยอมให้ยืมไหมครับ ?
ถ้าเป็นคนธรรมดาที่เราไม่รู้จัก ก็คงต้องคิดหนัก แต่ถ้าคนที่มาขอยืมคือรัฐบาลสหรัฐฯ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก หลายคนคงสนใจทันที เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในลูกหนี้ที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก
แต่ทุกคนไม่เอะใจหน่อยเหรอครับว่า ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ น่าเชื่อถือขนาดนี้ ทำไมถึงต้องเสนอผลตอบแทนสูงกว่า 5% ทั้งที่เมื่อก่อนเคยกู้เงินได้ถูกกว่านี้มาก ?
ที่พี่ทุยถามแบบนี้ เพราะเรื่องที่เล่ามาไม่ใช่แค่สถานการณ์สมมติครับ! เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี หรือ Bond Yield พุ่งแตะ 5.36% สูงสุดในรอบ 24 ปี
เรียกได้ว่า วันนี้แม้แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ต้องเผชิญต้นทุนการกู้เงินระยะยาวที่แพงขึ้นมาก จนทำให้คนทั้งโลกเริ่มจับตามอง เพราะถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ แบกรับภาระหนี้ไม่ไหว ปัญหาอาจไม่ได้จบแค่ในอเมริกา แต่มีโอกาสลามไปถึงตลาดหุ้น สินทรัพย์ทั่วโลก ค่าครองชีพ และเงินในกระเป๋าของพวกเราด้วยครับ
📌 รู้จักคุณอเมริกา คนรวยที่หาเงินเก่ง แต่ใช้เงินเก่งกว่า
ลองจินตนาการว่ามีคนคนหนึ่งชื่อว่า “คุณอเมริกา” คุณอเมริกาเป็นคนรวยมาก มีรายได้มหาศาล ใคร ๆ ก็อยากให้ยืมเงิน เพราะมั่นใจว่าเขามีความสามารถหาเงินมาคืนได้
แต่ปัญหาคือ คุณอเมริกาใช้เงินมากกว่าที่หาได้อยู่ตลอด! โดยปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ ถูกประเมินว่าจะมีรายได้ประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มีรายจ่ายถึง 7.4 ล้านล้านดอลลาร์ พูดง่าย ๆ คือ หาเงินได้ 100 บาท แต่ใช้ไปประมาณ 135 บาท!
เมื่อเงินไม่พอ “คุณอเมริกา “ ก็ต้องกู้เพิ่ม แถมยังมีหนี้เก่าที่ต้องทยอยจ่ายคืนอีก ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็กังวลเรื่องเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้น จึงเรียกร้องผลตอบแทนจากการถือพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้น จนวันนี้คุณอเมริกาต้องเผชิญต้นทุนการกู้เงินที่แพงกว่าเดิมมาก
📌 อเมริกากู้เงินดอกเบี้ยแพงขึ้น อาจทำให้สินทรัพย์ทั่วโลกร่วง
ลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณอเมริกา คนที่น่าเชื่อถือระดับต้น ๆ ของโลก เสนอผลตอบแทนให้เรากว่า 5% ต่อปี ทุกคนคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ? คนที่เคยลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ก็อาจเริ่มคิดว่า จะเสี่ยงไปทำไม ในเมื่อเอาเงินไปให้คุณอเมริกากู้ ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนกว่า 5% แล้ว
นักลงทุนบางส่วนจึงอาจเริ่มเทขายหุ้น แล้วโยกเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แทน เพราะมองว่ามีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่า ผลก็คือ หุ้นทั่วโลก ทั้งหุ้นสหรัฐฯ หุ้นไทย หรือแม้แต่หุ้น AI ที่ราคาพุ่งขึ้นมามาก ก็อาจเผชิญแรงขายพร้อมกันได้ แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้นครับ !
เพราะธนาคารและกองทุนทั่วโลกต่างก็ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่จำนวนมาก ซึ่งเมื่อพันธบัตรออกใหม่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ราคาพันธบัตรเก่าที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าก็จะลดลง ทำให้คนที่ถืออยู่ก่อนอาจขาดทุนได้เช่นกัน
และหากสถานการณ์รุนแรงจนสถาบันการเงินบางแห่งจำเป็นต้องเร่งขายสินทรัพย์เพื่อหาเงินสด ก็อาจยิ่งซ้ำเติมแรงขายให้ลุกลามไปยังตลาดอื่น ๆ กลายเป็นว่า แค่คุณอเมริกาต้องกู้เงินแพงขึ้น ก็อาจทำให้ทั้งหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันไปพร้อมกัน ทั้งที่คุณอเมริกายังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้เลยด้วยซ้ำครับ !
📌 สินทรัพย์เสี่ยงร่วงไม่พอ คนธรรมดาอาจต้องเจอของแพงขึ้นด้วย
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่คนลงทุนครับ เพราะเมื่อพันธบัตรสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เงินลงทุนบางส่วนอาจไหลกลับไปสหรัฐฯ ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า และเงินบาทอ่อนลง
ลองคิดดูว่า หากเงินบาทอ่อนจาก 32 บาทเป็น 35 บาทต่อดอลลาร์ สินค้านำเข้าราคา 1,000 ดอลลาร์ จากที่เคยจ่าย 32,000 บาท ก็ต้องจ่ายถึง 35,000 บาท ทั้งที่ราคาสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย
ยิ่งประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก หากเจอทั้งเงินบาทอ่อนและน้ำมันโลกแพงขึ้นพร้อมกัน ก็อาจยิ่งดันต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าให้สูงขึ้น กลายเป็นว่า คนมีหุ้นก็อาจเจอพอร์ตแดง ส่วนคนที่ไม่ได้ลงทุนก็อาจต้องควักเงินซื้อของแพงขึ้น ทั้งที่ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เลยสักบาท
สุดท้าย พี่ทุยอยากให้ทุกคนเข้าใจว่า โลกไม่จำเป็นต้องรอให้คุณอเมริกาล้มก่อนถึงจะเกิดวิกฤติ เพราะแค่ต้นทุนการกู้เงินของเขาสูงขึ้น ก็อาจทำให้หุ้นทั่วโลกร่วง เงินทุนไหลออก และค่าครองชีพของคนธรรมดาแพงขึ้นได้แล้ว
แม้วันนี้สหรัฐฯ ยังไม่ได้มีสัญญาณชัดเจนว่าจะผิดนัดชำระหนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่วันที่คุณอเมริกาล้ม แต่เป็นวันที่คุณอเมริกาเริ่มเสียหลัก แล้วคนทั้งโลกที่พึ่งพาเขาอยู่ต้องเสียหลักตามไปด้วยครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #BondYield #วิกฤติการเงิน #เศรษฐกิจโลก #หุ้นไทย #หนี้สหรัฐ
3 days ago |[YT] | 494
View 22 replies
Money Buffalo
แจกไอเดีย ต้องออมกี่ % ของรายได้ ถ้าเริ่มเก็บเงินตอนนี้ เพื่อให้เกษียณได้ตามเป้า ? | Money Buffalo
คำถามว่า “ต้องออมเงินเดือนละกี่ % ถึงจะพอเกษียณ” จริง ๆ ไม่มีเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคนครับ เพราะคนอายุ 25 ที่อยากเกษียณตอน 65 กับคนอายุ 35 ที่อยากเกษียณตอน 50 มีเวลาให้เงินทำงานต่างกันมหาศาล
พี่ทุยเลยหยิบแนวคิดจาก The Money Guy มาทำเป็นตารางให้เห็นง่าย ๆ ว่า ถ้าเพิ่งเริ่มลงทุนวันนี้ อายุเท่านี้ และอยากเกษียณตอนอายุเท่านี้ ควรแบ่งรายได้ไปลงทุนประมาณกี่ %
อย่างถ้าเริ่มตอนอายุ 25 ปี แล้วตั้งเป้าเกษียณตอน 65 ปี อาจต้องลงทุนประมาณ 11% ของรายได้ แต่ถ้าอยากเกษียณเร็วขึ้นตอน 55 ปี ตัวเลขจะกระโดดเป็นประมาณ 22%
และถ้าเริ่มตอนอายุ 35 ปี แต่อยากเกษียณตอน 55 ปี จะต้องเร่งขึ้นไปถึงประมาณ 56% ของรายได้พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งเริ่มช้า + ยิ่งอยากเกษียณเร็ว = ยิ่งต้องออมโหดครับ 55555
📌 สูตรนี้คิดมาจากไหน ?
ตัวเลขในตารางไม่ได้หมายความว่า ออมตามนี้แล้วทุกคนจะเกษียณได้เป๊ะ ๆ นะครับ แต่เป็นการจำลองของ The Money Guy เพื่อสร้าง “แนวทางคร่าว ๆ” สำหรับวางแผนเกษียณ
โดยตั้งเป้าว่า เมื่อเกษียณแล้ว เราจะมีรายได้ประมาณ 80% ของรายได้ก่อนเกษียณ และใช้หลักถอนเงินจากพอร์ตประมาณ 4% ต่อปี
ส่วนระหว่างทาง สมมติให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ต่อปี ตามเงินเฟ้อ และสมมติผลตอบแทนการลงทุนเริ่มต้นที่ 10% ต่อปีสำหรับคนอายุ 20 ปี ก่อนค่อย ๆ ลดสมมติฐานผลตอบแทนลง 0.1% ในแต่ละปีที่อายุมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ Money Guy ใช้ในโมเดลล่าสุดของเขา
จากนั้นจึงคำนวณย้อนกลับว่า ถ้าเริ่มจากเงินเก็บ 0 บาทในวันนี้ เราต้องลงทุนกี่ % ของรายได้ในแต่ละปี เพื่อให้พอร์ตโตไปถึงเป้าหมายตอนเกษียณ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “เวลา” ถึงสำคัญมาก คนเริ่มอายุ 25 และเกษียณ 65 มีเวลาให้เงินทบต้นถึง 40 ปี จึงไม่จำเป็นต้องควักเงินจากเงินเดือนเยอะเท่าคนที่เริ่มอายุ 35 แล้วต้องการเกษียณในอีก 15-20 ปี
The Money Guy เองจึงมักใช้ การออมและลงทุนประมาณ 25% ของรายได้ก่อนหักภาษี เป็นเป้าหมายทั่วไปสำหรับการเกษียณ โดยเฉพาะคนที่เริ่มจริงจังแถวอายุ 30 แต่ก็ย้ำว่าเปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสมจริง ๆ ขึ้นอยู่กับอายุที่เริ่มและอายุที่ต้องการเกษียณ
📌 อย่าเห็นว่าอายุ 25 เกษียณ 65 ใช้แค่ 11% แล้วชิลก่อนนะครับ 55555
เพราะนี่เป็น “แบบจำลอง” ไม่ใช่สูตรรับประกันชีวิตจริง ผลตอบแทนการลงทุนอาจต่ำกว่าสมมติฐาน เงินเดือนอาจไม่ได้โตตามเงินเฟ้อทุกปี และค่าใช้จ่ายหลังเกษียณของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
ที่สำคัญ โมเดลนี้มาจากบริบทสหรัฐฯ ดังนั้นถ้าจะเอามาใช้กับคนไทย ควรใช้เป็น กรอบให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอายุที่เริ่มออมกับอายุเกษียณ มากกว่าจะยึดตัวเลขทุกช่องเป็นเป้าหมายตายตัว เพราะระบบบำนาญ ภาษี สวัสดิการ และค่าครองชีพต่างกันครับ
แต่สิ่งหนึ่งที่ตารางนี้บอกเราได้ค่อนข้างดีคือ เกษียณเร็ว ไม่ได้เริ่มตอนวันที่เราออกจากงาน แต่เริ่มตั้งแต่วันที่เราแบ่งเงินเดือนก้อนแรกไปลงทุนครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #วางแผนเกษียณ #เกษียณ #ออมเงิน #ลงทุน #วางแผนการเงิน #PassiveIncome
6 days ago |[YT] | 219
View 6 replies
Money Buffalo
ติดต่อไปแล้วเขาไม่ตอบค้าบ 🥹 รบกวนเพื่อน ๆ พี่ทุยที่มี Tiktok ช่วยรีพอร์ตคลิปนี้ได้ไหมครับ กด more > เลือก scam นะครับ พอดีอัน copyright รีพอร์ตได้เฉพาะเจ้าของลิขสิทธิ์ฮะ
🙏🏻 ช่วยกันสาดหน่อยครับสมาชิกห์ vt.tiktok.com/ZSbC3RFrA/
1 week ago |[YT] | 515
View 27 replies
Money Buffalo
คนไทยเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 46% สาดเงินให้แสนล้านในปีเดียว | Money Buffalo
ปากบอกจีนไม่ไป ๆ แต่พอเปิดสถิติมา… คนไทยแห่ไปจีน 3.06 ล้านคนแล้วครับ 55555 และจีนไม่ได้แค่ขึ้นแท่นประเทศที่คนไทยเดินทางไปมากที่สุด แต่จำนวนคนไทยไปจีนยังโตถึง 46.2% พร้อมหอบเงินไปใช้รวมกันกว่า 120,253 ล้านบาท ในปีเดียว
เฉลี่ยแล้วคนไทย 1 คน ไปจีนหนึ่งทริปใช้เงินประมาณ 39,317 บาท เรียกว่าเที่ยวกันที เงินสะพัดระดับแสนล้านเลยครับ
📌 แต่ประเทศที่คนไทยไปเยอะ ไม่ได้แปลว่าเราใช้เงินเยอะที่สุดต่อคน
ถ้าดู Top 5 ประเทศที่คนไทยเดินทางไปมากที่สุด จะเห็นพฤติกรรมต่างกันพอสมควรครับ
- จีน 3.06 ล้านคน ใช้จ่ายเฉลี่ย 39,317 บาท
- มาเลเซีย 1.72 ล้านคน ใช้เฉลี่ย 19,407 บาท
- ลาว 1.44 ล้านคน ใช้เฉลี่ย 15,313 บาท
- ญี่ปุ่น 1.23 ล้านคน ใช้เฉลี่ย 51,558 บาท
- สหราชอาณาจักร 492,000 คน ใช้เฉลี่ยถึง 131,089 บาท
จีนเลยชนะด้วย “จำนวนคน” จนยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 1.2 แสนล้านบาท ส่วนอังกฤษ แม้มีคนไทยไปไม่ถึงครึ่งล้าน แต่ด้วยระยะทางและค่าใช้จ่ายต่อทริปที่สูง ยอดใช้จ่ายรวมก็แตะ 64,627 ล้านบาท มากกว่าญี่ปุ่นเสียอีกครับ
📌 ทำไมจีนถึงพุ่งแรงขนาดนี้ ?
นอกจากเที่ยวบิน และตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลายขึ้น จีนยังกลายเป็นจุดหมายที่คนไทยเข้าถึงง่ายขึ้นมาก ทั้งเมืองใหญ่ เมืองธรรมชาติ สวนสนุก ช้อปปิ้ง ไปจนถึงสายกิน
พอจำนวนคนเดินทางเพิ่มขึ้น 46.2% เลยไม่แปลกที่จีนจะกระโดดขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 แบบทิ้งห่างประเทศอื่น แต่ตัวเลขชุดนี้ก็ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งครับว่า การท่องเที่ยวไม่ได้มีแค่เรื่องว่า “ปีนี้คนต่างชาติเข้าไทยกี่คน”
เพราะขณะเดียวกัน คนไทยเองก็เอาเงินออกไปใช้ต่างประเทศมหาศาลเหมือนกัน แค่ 5 ประเทศในภาพนี้รวมกันก็เป็นเงินกว่า 3 แสนล้านบาท แล้วครับ
ว่าแต่ปีที่ผ่านมา ทุกคนช่วยเพิ่ม GDP ให้ประเทศไหนกันไปบ้างฮะ 55555
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #เที่ยวจีน #เที่ยวต่างประเทศ #คนไทยเที่ยวต่างประเทศ #จีน #ญี่ปุ่น #ท่องเที่ยว #การเงินส่วนบุคคล
1 week ago |[YT] | 97
View 14 replies
Money Buffalo
อย่าเข้าใจผิด ! รถน้ำท่วม ไม่ได้แปลว่าหยุดผ่อนเองได้ ระวังเสียประวัติ | Money Buffalo
ช่วงนี้มีการแชร์ข้อมูลกันว่า หากรถที่ยังผ่อนไฟแนนซ์อยู่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติจนพัง สัญญาเช่าซื้อจะสิ้นสุด และผู้เช่าซื้อไม่ต้องจ่ายค่างวดที่เหลือต่อ เรื่องนี้ “มีหลักกฎหมายรองรับจริง” ครับ
แต่ปัญหาคือ ถ้าอ่านแค่พาดหัวแล้วตีความว่า รถโดนน้ำท่วม = หยุดผ่อนเองได้เลย อันนี้อันตรายมาก เพราะข้อเท็จจริงของแต่ละเคสไม่เหมือนกัน และการที่สัญญาสิ้นสุดได้ก็ต่อเมื่อ “เสียหายสิ้นเชิง” จนไม่สามารถซ่อมกลับมาใช้งานได้อีกเท่านั้น
📌 รถพังจากภัยธรรมชาติ อาจทำให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดจริง
ตัวอย่างสำคัญคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2558 กรณีรถเช่าซื้อถูกคลื่นสึนามิซัดจนเสียหายสิ้นเชิง โดยไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้เช่าซื้อ ในคดีนั้น ศาลวินิจฉัยให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง และผู้เช่าซื้อจึงไม่ต้องจ่ายค่างวดที่เหลือ
ฟังดูเหมือนจบใช่ไหมครับ ? จริง ๆ ยังไม่จบ เพราะสัญญาสิ้นสุด ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ในคดีนี้ ผู้เช่าซื้อยังมีหน้าที่ส่งคืนซากรถตามสภาพจริงด้วยครับ
ถ้าไม่สามารถคืนซากได้ ศาลกำหนดให้ชดใช้ราคาซากรถ และยังให้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนกำไรที่ไฟแนนซ์ควรจะได้รับถ้าเราผ่อนหมดอีก
ดังนั้น คำว่า “ไม่ต้องผ่อนต่อ” กับ “ไม่ต้องรับผิดอะไรอีกเลย” เป็นคนละเรื่องกันครับ
📌 รถน้ำท่วม ไม่ต้องจ่ายค่างวดต่อได้ก็ต่อเมื่อ “รถเสียหายสิ้นเชิง” เท่านั้น
กรณีที่ผู้เช่าซื้ออาจไม่ต้องผ่อนต่อ ต้องเป็นรถที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิงจริง ๆ โดยควรมีผลประเมินจากบริษัทประกัน หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องไว้เป็นหลักฐานประกอบ ไม่ใช่เราเห็นรถจมน้ำแล้วตัดสินเองว่า “พังแล้ว”
เพราะถ้ารถยังสามารถซ่อมกลับมาใช้งานได้ สัญญาเช่าซื้อโดยหลักก็ยังดำเนินต่อ และผู้เช่าซื้อยังต้องชำระค่างวดตามปกติ ดังนั้น การพูดว่า “รถน้ำท่วมแล้วไม่ต้องผ่อนต่อ” จึงไม่ถูกทั้งหมดครับ เพราะต้องดูระดับความเสียหายก่อนว่าเข้าข่ายทำให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดจริงหรือไม่
และที่สำคัญ อย่าหยุดส่งค่างวดไปดื้อ ๆ ก่อนที่สถานะรถและเอกสารจะชัดเจน เพราะไฟแนนซ์อาจยังถือว่าเรามีค่างวดค้างชำระ และอาจเกิดการติดตามทวงถามหรือข้อพิพาทเรื่องการผิดนัดตามมาได้
📌 ถ้ารถน้ำท่วมจริง ต้องทำอะไรก่อน ? พี่ทุยสรุปให้เหลือ 4 ขั้นตอนครับ
1. เก็บหลักฐานให้ครบ
ถ่ายภาพและวิดีโอรถ ระดับน้ำ สภาพรถ สถานที่เกิดเหตุ วันและเวลาที่เกิดเหตุไว้ให้มากที่สุด
2. แจ้งบริษัทประกันทันที
ให้บริษัทเข้าตรวจสอบความเสียหาย และขอผลประเมินว่ารถยังซ่อมได้ หรือเข้าข่ายเสียหายสิ้นเชิง
3. แจ้งไฟแนนซ์เป็นลายลักษณ์อักษร
แจ้งเหตุพร้อมส่งหลักฐาน และขอให้ไฟแนนซ์ชี้แจงสถานะสัญญา รวมถึงยอดเงินที่อาจยังต้องรับผิด
4. อย่าเพิ่งเซ็นรับสภาพหนี้
หากไฟแนนซ์มีเอกสารให้ยอมรับยอดหนี้หรือยอดส่วนต่าง ควรขอรายละเอียดการคำนวณก่อน และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นภาระที่เราต้องรับผิดจริง
สรุปแล้ว รถน้ำท่วมต้องผ่อนต่อไหม ? คำตอบคือ ต้องดูเป็นกรณี ๆ ไปครับ ถ้ารถยังซ่อมได้ โดยหลักก็ยังต้องผ่อนต่อ แต่ถ้ารถเสียหายสิ้นเชิงจากเหตุสุดวิสัย และไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้เช่าซื้อ ก็มีกรณีที่สัญญาเช่าซื้ออาจสิ้นสุด และไม่ต้องจ่ายค่างวดที่เหลือตามสัญญาทั้งหมด
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าตีความว่า รถน้ำท่วม = หยุดผ่อนเองได้ทันที เพราะสิทธิทางกฎหมายต้องดูทั้งระดับความเสียหาย สาเหตุ เงื่อนไขสัญญา เงินประกัน และความรับผิดที่ยังเหลืออยู่
รถพังจากน้ำท่วมก็หนักพอแล้วครับ อย่าให้การเข้าใจข้อกฎหมายผิด ๆ ทำให้ต้องมามีปัญหาหนี้หรือข้อพิพาทกับไฟแนนซ์เพิ่มอีกเรื่องเลยครับ
ที่มา
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2558
- คลินิกกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา (1 ต.ค. 2569)
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219, 567 และ 572
- ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2566
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #น้ำท่วม #เช่าซื้อรถยนต์ #ประกันรถยนต์ #รถน้ำท่วม #ผ่อนรถ #สินเชื่อรถยนต์ #กฎหมายใกล้ตัว #สิทธิผู้บริโภค
1 week ago |[YT] | 411
View 24 replies
Money Buffalo
LINE MAN VIP vs Grab Unlimited จ่ายเท่ากัน งั้นใช้อันไหนดี ? | Money Buffalo
คนที่สั่งอาหารเดลิเวอรี่บ่อย ๆ เคยคิดกันไหมว่าถ้าสั่งบ่อยขนาดนี้ สมัครสมาชิกไปเลยจะคุ้มกว่าหรือเปล่า ?
เพราะทุกวันนี้ทั้ง LINE MAN และ Grab ต่างก็มีแพ็กเกจสมาชิกที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายเวลาใช้บริการในแอป ทำให้คนที่สั่งอาหาร เรียกรถ หรือซื้อของผ่านแอปบ่อย ๆ เนี่ยคุ้มยิ่งขึ้น
ในฐานะที่พี่ทุยใช้ทั้ง 2 แอป แล้วก็เป็น Member ทั้ง 2 แอปเลย 55555555 ก็เลยรวมข้อมูลมาให้และก็จะมาเล่าความแตกต่างให้ฟังฮะ
📌 LINE MAN VIP เน้นคนที่ชอบสั่งอาหาร
ถ้าดูคูปองส่วนลดสิทธิประโยชน์ที่ในแง่ของ ‘อาหาร’ จะเห็นได้ชัดเลยว่า LINE MAN นั้นค่อนข้างมีโปรโมชันที่หลากหลาย ตั้งแต่ 5-20% แถมเพดานส่วนลดยังให้สูงสุดมากถึง 100 บาท แต่ก็มีข้อจำกัดคือ แต่ละอันใช้ได้แค่ 1-5 ครั้งเท่านั้น ในขณะที่ Grab นั้นถึงแม้จะให้ส่วนลดที่ไม่ได้เยอะมาก แต่ก็แลกมาด้วยจำนวนครั้งในการใช้ที่ให้มากถึง 50 ครั้ง
ในศึกนี้ถ้าใครเป็นคนที่สั่งยอดน้อย ๆ แต่สั่งบ่อย การใช้ Grab ก็อาจจะดูตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ใช้บ่อย แต่ใช้ทีนึงยอดเยอะ มากินทั้งบ้าน ทั้งออฟฟิศ LINE MAN ก็ดูเหมือนจะดีมากกว่า
แต่ทีนี้ คนที่ใช้ LINE MAN และ Grab เนี่ยะ ไม่ได้ใช้แค่สั่งอาหารอยู่แล้ว ไหนจะเรียกรถ ไหนจะส่งของ หรือชอปปิ้งอีก ดังนั้น การดูสิทธิประโยชน์แค่ค่าส่งอาหารอย่างเดียวก็คงจะไม่เพียงพอให้ตัดสินใจ
📌 Grab Unlimited เหมาะกับคนที่ใช้บริหลากหลาย สั่งอาหาร - เรียกรถ
ถ้าเราลองไปดูสิทธิประโยชน์ที่ Grab ให้ในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่สั่งอาหาร จะเห็นได้เลยว่า Grab เนี่ยค่อนข้างจะโดดเด่น โดยเฉพาะฟังก์ชันการเดินทาง ทั้งบริการรถและมอเตอร์ไซค์เลย
เปอร์เซ็นต์ทั้งสองแอปอาจจะให้ที่ 10% ใกล้เคียงกัน แต่ข้อแตกต่างคือ ‘เพดานส่วนลด’ ที่ Grab ให้แค่ที่ 10 บาทเท่านั้น ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนที่ใช้บริการเรียกรถบ่อย แต่ไม่ได้ไปไกล ยอดสักประมาณ 100 บาทเนี่ย ถ้ามองแค่บริการเรียกรถ พี่ทุยว่า Grab ค่อนข้างจะตอบโจทย์
แถมโดยส่วนตัว พี่ทุยรู้สึกว่ารถของ Grab เค้าจำนวนเยอะกว่าด้วย เวลาที่ใช้ในการรอรถทั้งรถยนต์และมอไซค์เวลาเรียก Grab เนี่ย ค่อนข้างจะใช้เวลารอน้อยกว่า LINE MAN แต่คือ LINE MAN ก็ไม่ได้ช้านะ แต่แค่ Grab แค่เร็วกว่า คือกดปุ๊บนี่แทบจะได้รถทันทีเลย ไม่ว่าจะเรียกในเมืองหรือนอกเมือง
📌ใช้อันไหนคุ้มกว่ากัน
ถ้ามองเรื่องความคุ้มจากค่าสมาชิกอย่างเดียว แพ็กเกจเดือนละ 19 บาท ถ้าใช้ส่วนลดได้ประมาณ 2 ครั้งต่อเดือนไม่ว่าจะเลือกแอปไหนก็เริ่มครอบคลุมค่าสมาชิกแล้วล่ะ แล้วยิ่งถ้าใช้แพ็กเกจรายปี 99 บาท เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 8.25 บาทต่อเดือน แบบนี้ก็ยิ่งคืนทุนเร็วขึ้นไปอีก
แต่ประเด็นคือ สิ่งที่ต้องคิดจริง ๆ อาจไม่ใช่แค่ว่าเจ้าไหนคุ้มกว่า เพราะแต่ละคนใช้บริการไม่เหมือนกัน คนที่สั่งอาหารเป็นประจำ อาจให้ความสำคัญกับส่วนลดค่าส่งและโค้ดลดอาหารมากกว่า ขณะที่คนที่ใช้ทั้งสั่งอาหาร เรียกรถ ส่งพัสดุ และซื้อของ อาจมองหาสมาชิกที่ครอบคลุมหลายบริการมากกว่า
สุดท้ายแล้ว การสมัครสมาชิกไม่ว่าจะแอปไหน จึงไม่ควรดูแค่ว่า ‘เจ้าไหนให้มากกว่ากัน’ แต่ให้ดูว่า พฤติกรรมการใช้งานของเรา “เหมาะกับเจ้าไหน” เพราะคงไม่มีอะไรเจ็บใจไปกว่าการจ่ายค่าสมาชิกแล้วไม่ค่อยได้ใช้หรอกจริงมั้ย 555555
สรุปก็คือถ้าชอบสั่งอาหาร และสั่งทีเยอะ ยอดใหญ่ ไปโน้นเลย LINE MAN VIP (ขอแนะนำให้เช็กด้วยว่าร้านอาหารที่เราชอบ หรือมีแนวโน้มจะสั่งบ่อย ๆ อยู่บนแอปไหน)
แต่ถ้าไม่ได้โดดเด่นด้านอาหารเป็นพิเศษ แต่ใช้เรียกรถด้วย สั่งอาหารด้วย ส่งของด้วย Grab Unlimited ก็จะตรงความต้องการมากกว่านั่นเอง
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #LINEMANVIP #GrabUnlimited #LINEMAN #GrabTH #เดลิเวอรี #ทริคประหยัดเงิน #ค่าใช้จ่าย #โปรโมชั่น
ข้อมูล ณ 1 ต.ค. 2569
1 week ago |[YT] | 41
View 1 reply
Money Buffalo
4 โซนบ้านน่าสนใจ หลังกรุงเทพฯ เจอน้ำท่วมหนัก | Money Buffalo
น้ำท่วมรอบนี้มีลักษณะต่างจากปี 2554 ครับ เพราะครั้งนั้นปัญหาหลักมาจากมวลน้ำเหนือจำนวนมากที่ไหลลงมา แต่รอบนี้เกิดจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ–ปริมณฑลเอง จนระบบระบายน้ำรับไม่ทัน ส่งผลให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักแตกต่างไปจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ในอดีต
พี่ทุยเลยลองคัดโซนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรอบนี้ค่อนข้างน้อย และยังมีศักยภาพในการอยู่อาศัย โดยใช้ 2 เกณฑ์หลัก คือ…
1.ไม่อยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักในรอบนี้
2.ยังเป็นทำเลที่อยู่จริงได้ เดินทางเข้าเมืองไม่ยาก มีตัวเลือกทั้งบ้านหรือคอนโด รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ส่วนบางทำเลที่ไม่ได้ถูกเลือก แม้จะมีจุดที่รอดน้ำท่วม แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ต้องพิจารณาครับ เช่น ปิ่นเกล้า–บางพลัด ที่ยังต้องระวังน้ำจากแม่น้ำและคลอง หรือรังสิต–ลำลูกกา ที่แม้หลายหมู่บ้านจะรอด แต่พื้นที่รอบนอกยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่
เมื่อพิจารณาทั้งความเสี่ยงจากน้ำท่วมและความสะดวกในการใช้ชีวิตควบคู่กัน สุดท้ายพี่ทุยจึงคัดเหลือ 4 โซนที่น่าสนใจสำหรับคนกำลังมองหาบ้าน และควรหยิบไปทำการบ้านต่อครับ
1. สีลม–สาทร–สามย่าน–ปทุมวัน
อยู่กลางเมืองสุด แต่ถ้าอยากได้ “บ้าน” ต้องเตรียมงบอีกโลกหนึ่ง
ถ้าคาดหวังบ้านเดี่ยวในโซนนี้ พี่ทุยว่าต้องเข้าสู่โหมดพระยานาหมื่นครับ เพราะที่ดินใจกลางเมืองแพงจนตลาดที่คนทั่วไปเข้าถึงได้จริงมักเป็น คอนโด มากกว่าบ้านแนวราบ
แต่ถ้าไม่ได้ยึดติดว่าต้องมีรั้ว มีสนาม และรับการอยู่คอนโดได้ โซนสีลม–สาทร–สามย่าน–ปทุมวันถือว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่รอบนี้ไม่ได้กลายเป็นคลัสเตอร์น้ำท่วม
ข้อได้เปรียบส่วนหนึ่งคือเมืองชั้นในมี Infrastructure เรื่องระบายน้ำหนาแน่น ทั้งระบบท่อ คลอง สถานีสูบน้ำ และโครงข่ายระบายน้ำที่ถูกลงทุนมาเป็นเวลานาน เพราะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ
แล้วถ้าพูดเรื่อง “การใช้ชีวิต” แทบไม่มีอะไรต้องรอครับ เพราะมีทั้ง BTS มี MRT มี โรงพยาบาลมี ห้างมี ออฟฟิศมี ร้านอาหารมีครบ แต่ข้อเสียชัดมากคือแพงแค่นั้นแหล่ะ ครับ
2. บางแค–บางบอน–กัลปพฤกษ์
ถ้าถามพี่ทุยว่าใน 4 โซนนี้ โซนไหน “บาลานซ์” ที่สุดระหว่างราคาบ้าน ทำเล และความสะดวก ผมว่า บางแค–บางบอน–กัลปพฤกษ์ น่าสนใจมากครับ
เหตุผลแรกคือโครงข่ายถนน
- กัลปพฤกษ์วิ่งเข้าสาทรได้
- ราชพฤกษ์เชื่อมฝั่งธนฯ และ CBD
- เพชรเกษมวิ่งเข้าเมืองและมี MRT
- กาญจนาภิเษกช่วยวิ่งรอบเมือง
- เอกชัยออกพระราม 2 ได้
โซนนี้รถติดหน่อย ต่ข้อดีคือ ไม่ได้มีทางเข้าออกแค่ทางเดียว และฝั่งบางแคมี MRT สายสีน้ำเงินถึงหลักสอง โดยสถานีหลักสองเชื่อมกับ The Mall Lifestore Bangkae โดยตรงด้วย
จุดที่โซนนี้แตกต่างจาก CBD คือ ตลาดบ้านมีครบจริง ทาวน์โฮม บ้านแฝด บ้านเดี่ยว มีราคาตั้งแต่ 3 ไปจนถึง 20 ล้านเลย เรียกได้ว่า กว้างมาก ๆ
ข้อเสียคือหลายโครงการถึงจะอยู่ในโซนดี แต่ไม่ได้เดินถึง MRT ต้องขับรถไป และบางซอยก็ค่อนข้างลึก อีกเรื่องคือคลอง ฝั่งธนฯ มีคลองเยอะ นี่เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าระบบคลองระบายได้ดี น้ำก็ออกเร็ว แต่ถ้าน้ำในคลองสูง พื้นที่ต่ำริมคลองก็จะรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
3. ราชพฤกษ์–พระราม 5
พื้นที่บ้านเยอะขึ้น บรรยากาศ Residential ขึ้น แต่แลกกับระยะทางและรถ
ถ้า “บ้าน” ในหัวคืออยากได้ 4 ห้องนอน มีสนาม มีพื้นที่ให้ลูกหรือพ่อแม่อยู่ด้วย โซนนี้เริ่มได้เปรียบชัดครับ ราชพฤกษ์ถูกพัฒนาเป็น Residential Corridor มานานแล้ว มีตั้งแต่บ้านระดับกลางไปจนถึง Luxury หลายสิบล้านบาท ขณะที่พระราม 5–นครอินทร์ช่วยขยายพื้นที่บ้านออกไปอีก เรื่องถนนถือว่าดีมากสำหรับคนใช้รถ
- ราชพฤกษ์วิ่งลงสาทร
- นครอินทร์เชื่อมพระราม 5–กาญจนาภิเษก
- วงแหวนกาญจนาภิเษกช่วยกระจายออกบางใหญ่หรือขึ้นเหนือ
ข้อดีของมันจึงไม่ได้อยู่ที่ “ระยะทางสั้น” แต่อยู่ที่ บ้านใหญ่ขึ้นโดยยังเชื่อม CBD ได้ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่ใช่ชานเมืองแบบเมื่อ 15 ปีก่อนแล้วครับ
อันนี้เส้นราชพฤกษ์มีทั้ง Central Westville, The Walk, HomePro, Food Villa และ Community Mall จำนวนมาก ฝั่งพระราม 5–รัตนาธิเบศร์ก็มีห้าง โรงพยาบาล โรงเรียน และตลาดค่อนข้างครบ การพัฒนาบ้านจัดสรรมานานทำให้บริการต่าง ๆ ตามเข้ามาแล้ว ไม่ต้องรอเมืองโตจากศูนย์
แต่มี 2 เรื่องต้องคิดจริงจัง
อย่างแรกคือ รถ ระบบรถไฟฟ้าไม่ได้เข้าไปถึงทุกคลัสเตอร์บ้านเหมือนบางแค คนอยู่ราชพฤกษ์ด้านในจำนวนมากยังต้องพึ่งรถส่วนตัวเป็นหลัก ถ้าทำงานสุขุมวิททุกวัน เวลาเดินทางอาจกลายเป็น Pain Point
อย่างที่สองคือ เขตจังหวัด
บางโครงการฟังชื่อเป็นราชพฤกษ์เหมือนกัน แต่เลยสะพานหรือขยับไม่กี่กิโลเมตรก็กลายเป็นนนทบุรีแล้ว สำหรับบางคนไม่มีผลเลย แต่สำหรับคนที่อยากอยู่ทะเบียนกรุงเทพฯ หรือคิดเรื่องโรงเรียน/บริการบางอย่าง อาจต้องดูตั้งแต่ก่อนเลือกโครงการ
เรื่องน้ำก็ต้องดูเพิ่มว่าโครงการอยู่ใกล้เจ้าพระยาหรือคลองใหญ่แค่ไหน เพราะน้ำท่วมแต่ละครั้งไม่ได้มาจากสาเหตุเดียวกัน รอบนี้ปัญหาหลักมาจากฝนตกหนักและระบายไม่ทัน แต่ถ้าเป็นปีที่น้ำเหนือมาก หรือน้ำในแม่น้ำสูง ความเสี่ยงของทำเลก็อาจเปลี่ยนไปอีกแบบ
4. พระราม 2–ท่าข้าม–บางขุนเทียน
พื้นที่บ้านเยอะ เมืองโตครบแล้ว แต่ต้องคิดเรื่องถนนและน้ำระยะ 20–30 ปี
ถ้าอยากได้บ้านแนวราบแต่ไม่อยากออกกรุงเทพฯ ไปไกลมาก พระราม 2–ท่าข้ามก็เป็นอีกตลาดใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้ครับ
ข้อดีคือโซนนี้ ไม่ได้เป็นเมืองที่กำลังรอความเจริญ แล้ว เพราะมีทั้ง Central Rama 2 เป็น Regional Mall ขนาดใหญ่ มีร้านค้ากว่า 400 ร้าน พร้อมห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงหนัง ร้านอาหาร และพื้นที่สวนขนาดใหญ่ Central Pattana
ด้านสุขภาพมีโรงพยาบาลนครธนบนพระราม 2 ซึ่งมีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางจำนวนมาก และยังมีโรงพยาบาลบางมด ส่วนโรงเรียนก็มีทั้งสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี และโรงเรียนเอกชน/นานาชาติในพื้นที่ใกล้เคียง ตลาดบ้านกว้างมาก ตั้งแต่ทาวน์โฮมไม่กี่ล้าน บ้านเดี่ยวระดับกลาง ไปจนบ้านใหญ่ระดับ 10–20 ล้านบาทขึ้นไป
เรื่องเดินทาง ในอนาคตแกน M82 จะช่วยเพิ่มอีกทางเลือกหนึ่ง โดยโครงการทางหลวงพิเศษช่วงบางขุนเทียน–บ้านแพ้วยังอยู่ระหว่างการพัฒนาในปี 2569 และมีการคืนช่องทางพระราม 2 บางช่วงหลังงานก่อสร้างด้วย
แต่ข้อเสียที่ทุกคนรู้คือ พระราม 2 ต่อให้บ้านดีแค่ไหน ถ้าเข้าเมืองทุกเช้าแล้วต้องใช้พระราม 2 เป็นหลัก เราต้องตีมูลค่า “เวลา” เข้าไปในราคาบ้านด้วย
และถ้ามองเรื่องน้ำระยะยาว โซนพระราม 2–ท่าข้าม–บางขุนเทียนเป็นพื้นที่ที่ต้องระวังมากที่สุดใน 4 ตัวเลือก เพราะบางขุนเทียนเป็นเขตเดียวของกรุงเทพฯ ที่ติดอ่าวไทยโดยตรง ขณะที่หลายพื้นที่อยู่ต่ำและมีคลองจำนวนมาก จึงต้องคิดทั้งเรื่องน้ำทะเลหนุน ระดับน้ำในคลอง และแผ่นดินทรุดควบคู่กันไป
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #น้ำท่วมกรุงเทพ #ซื้อบ้าน #บ้าน #อสังหาริมทรัพย์ #กรุงเทพ #ปริมณฑล
1 week ago |[YT] | 80
View 5 replies
Money Buffalo
วิจัยพบ "AI กระทบการเรียนรู้" คนอาจทำงานได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะเก่งขึ้น | Money Buffalo
อย่างพี่ทุยหรือลูกเพจหลาย ๆ คน เดาว่าก็น่าจะผ่านการเรียน ทำวิทยานิพนธ์ และทำงานแบบไม่มี AI มาก่อนใช่มั้ยฮะ 5555 พอเห็น AI เข้ามาแล้ว ก็บอกตรง ๆ ว่าเดี๋ยวนี้ชีวิตสะดวกขึ้นเยอะ
ส่วนนึงก็รู้สึกน่าอิจฉา แต่ส่วนหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า “ถ้าเราใช้ AI จนไม่ต้องคิดเอง แล้วเราจะยังเรียนรู้ และเก่งขึ้นได้อยู่มั้ย ?” เพราะ AI ไม่ได้แค่ช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น แต่ยังช่วยลดภาระในการคิด วิเคราะห์ และลองผิดลองถูกด้วย แล้วงี้ AI จะไม่กระทบต่อการเรียนรู้ของเราหรอ ?
📌 AI ทำให้คนทำงานได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าคนจะเก่งขึ้น
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งครับ เค้าซุ่มศึกษานักเรียนจีนอายุ 12-18 ปี จำนวน 26,811 คน เป็นเวลา 30 เดือน โดยเปรียบเทียบคะแนนการบ้าน เวลาที่ใช้ทำการบ้าน และคะแนนสอบแบบปิดหนังสือ ระหว่างช่วงก่อนและหลังการใช้ Generative AI
ผลที่ออกมาพบว่า หลังจากใช้ AI นักเรียนสามารถทำการบ้านได้คะแนนสูงขึ้นประมาณ 18% แถมยังใช้เวลาทำการบ้านลดลงประมาณ 30% อีกต่างหาก ! ฟังดูเหมือน AI ช่วยให้เด็กทำงานได้ดีขึ้นและเร็วขึ้นใช่มั้ยฮะ ? แต่พอไปดูอีกตัวเลขหนึ่ง กลับพบว่าคะแนนสอบแบบปิดหนังสือลดลงประมาณ 20% ภายใน 6 เดือน
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นจากเรื่องนี้คือถึงแม้ AI สามารถช่วยให้ชิ้นงานดีขึ้นและเร็วขึ้นก็จริง แต่ดูเหมือนว่า "คนที่ทำงานได้ดี” กับ “คนที่หัวดี” ในยุคนี้ อาจจะไม่ต้องเป็นคนเดียวกันอีกต่อไป
📌 AI ไม่ได้ทำให้คนโง่ลง (ถ้าใช้อย่างถูกวิธี)
ถึงอย่างนั้น การจะสรุปเลยว่า AI ทำให้สมองคนเราถดถอยเนี่ย ก็ดูเป็นเรื่องที่เวอร์เกินไปซักหน่อย 5555 เพราะงานศึกษานี้เค้ายังพบอีกครับว่านักเรียนที่เอา AI มาใช้ทำการบ้านนั้นมี 2 ลักษณะด้วยกัน
กลุ่มแรกคือพวกที่เอา AI มาทำแทนเลยแบบไม่คิดอะไรด้วยตัวเองสักอย่าง กลุ่มนี้ทำการบ้านเสร็จเร็วมาก แต่คะแนนสอบห่วย
กลุ่มที่สองคือใช้ AI ทำการบ้านเหมือนกัน แต่ใช้เวลาค่อนข้างนาน กลุ่มนี้ นอกจากจะทำคะแนนการบ้านได้ดีขึ้นแล้ว ก็ยังสามารถทำคะแนนสอบได้ดีกว่าอีกกลุ่มด้วย
ดังนั้นจากเรื่องนี้ ก็อาจสามารถพูดได้ว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การใช้ AI ครับ แต่อยู่ที่ “เราใช้ AI อย่างไร ?”
ถ้าใช้ AI เพื่อช่วยอธิบายสิ่งที่ไม่เข้าใจ ช่วยตั้งคำถาม ช่วยตรวจงาน หรือช่วยหามุมมองใหม่ แล้วเรายังเป็นคนคิดและลงมือทำเองอยู่ แบบนี้ AI ก็เป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้ที่ดี แต่ถ้าใช้ AI เพื่อทำทุกอย่างแทนตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วจะได้งานที่ดีขึ้น ได้คะแนนมากขึ้น แต่ความสามารถจริง ๆ ของเรา อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามก็เป็นได้
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #AI #การเรียนรู้ #งานวิจัย #เทคโนโลยี #GenerativeAI
ที่มา: Strömberg, D., Lei, V. & Wu, Y. (2026). The Generative AI Learning Penalty: Evidence from Chinese Secondary Education. CEPR Discussion Paper No. 21577.
หมายเหตุ: งานวิจัยนี้เป็น CEPR Discussion Paper งานวิจัยระยะก่อนการตีพิมพ์ในวารสาร ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการใช้ AI ทำให้ทุกคนเรียนแย่ลง และกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจีนระดับมัธยม จึงควรระมัดระวังเมื่อนำผลไปอธิบายคนกลุ่มอื่น
1 week ago |[YT] | 137
View 7 replies
Money Buffalo
"เกษียณ" ไม่ได้แปลว่า "หยุดทำงาน" | Money Buffalo
วันนี้ไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้น 20.9% ของประชากรทั้งหมด หรือจำนวน 14.68 ล้านคน แถมในจำนวนนี้มีถึง 5.41 ล้านคน หรือ 36.8% ที่ยังคงทำงานอยู่ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือผู้สูงอายุมากกว่า 1 ใน 3 ของประเทศ ‘ยังคงอยู่ในตลาดแรงงาน’ แถมไม่ได้อยู่ในงานสบาย ๆ เพราะกว่าครึ่งนั้นประกอบอาชีพด้านเกษตรและประมง และมีค่าจ้างเฉลี่ยประมาณ 13,339 บาทต่อเดือน
ซึ่งประเทศเรานั้นนอกจากเรื่อง "คนแก่ต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง" แล้ว ยังมีประเด็นเรื่อง ‘คนวัยทำงานรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลง’ จากอัตราการเกิดที่ลดลงอีกต่างหาก สุดท้ายจึงเกิดภาพที่น่าสนใจขึ้นมา คนที่ควรจะทยอยออกจากตลาดแรงงาน กลับยังต้องทำงานต่อ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนกลับมีจำนวนน้อยลง
นี่จึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของ "ผู้สูงอายุมีเงินพอใช้หลังเกษียณหรือไม่" แต่มันกำลังกลายเป็นคำถามใหญ่ของประเทศไทยว่า ในวันที่คนวัยทำงานรุ่นใหม่ลดลง เราจะออกแบบตลาดแรงงานอย่างไร ให้คนอายุ 60+ สามารถทำงานต่อได้ถ้าเขายังอยากทำ และในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้การทำงานต่อกลายเป็นสิ่งที่เขา "จำเป็นต้องทำ" เพราะไม่มีทางเลือก
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ผู้สูงอายุ #ตลาดแรงงาน #สังคมสูงวัย #เกษียณ #เศรษฐกิจไทย
1 week ago |[YT] | 167
View 15 replies
Load more