สรุปเรื่องเงินให้สนุก ง่าย ได้ประโยชน์📍 พูดคุย สอบถามความรู้ แชร์ประสบการณ์👉 ทัก Inbox ได้เลย📍 ติดต่องานEmail:💻 yosathon.t@gmail.com (มิว)Mobile:📱08-6995-6220 (มิว)📱08-9456-5465 (หากไม่สามารถติดต่อเบอร์แรกได้)
Money Buffalo
แตกแล้วก็ช่างมัน วิจัยพบคน 23% เลิกทำ New Year Resolution ตั้งแต่วีคแรก | Money Buffalo ผลสำรวจพบ มีเพียงราว 9% ของคนที่ทำ New Year’s Resolutions ได้สำเร็จ ในขณะที่อีก 23% ล้มเลิกไปตั้งแต่สัปดาห์แรก ส่วนอีก 43% พังตั้งแต่ยังไม่หมดเดือนมกรา โดยให้เหตุผลว่าล้มเลิกเพราะ “แรงจูงใจหายไป” จากการตั้งเป้าหมายที่ไม่ทรงพลังมากพอ เช่น เป้าหมายที่ตั้งไม่ได้มาจากความตั้งใจจริง ๆ ตั้งเล่น ๆ เป็นธรรมเนียมเท่านั้น หรือเป้าหมายใหญ่เกิน จนวัดผลไม่ได้ เมื่อเจออุปสรรคจึงทำให้ถอดใจเร็วเกินไป ซึ่งปัญหามันก็มาจากอะไรที่เรานึกออกอยู่แล้ว เช่น 1. ตั้งแค่เป้าหมาย แต่ลืมว่าระหว่างทาง พวก Process อะไรระหว่างนั้นจะทำยังไง จะไปยังไงให้ถึงเป้าหมาย ไม่มีเลย ไม่ได้วางไว้ฮะ 2. ทุกเป้าหมายย่อมมีอุปสรรค เราลืมไปว่าจะก้าวข้ามอุปสรรคนั้นไปยังไง จะถอย จะอ้อมไปยังไง เราคิดแค่การไปถึงเป้าหมายอย่างเดียว 3. ตั้งเป้าหมายที่วัดไม่ได้ ไม่รู้ว่าตอนนี้เราไปถึงไหนหรือยัง ใกล้-ไกลแค่ไหน หรือนี่เรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่นะ ? 4. ไม่มีคนคอยตรวจสอบ ประมาณว่า ก็เป็นเป้าหมายของฉัน มีแค่ฉันเท่านั้นที่รู้ว่าจะทำอะไร ฉะนั้น ถ้าจะเลิกกลางคัน ก็ทำได้เลยนี่หว่า ซึ่งงานวิจัยเค้าแก้ทางให้ว่า งั้นก็บอกเพื่อน บอกคนอื่น หรือให้ระบบสร้าง milestone เลยว่า ตอนนี้เราไปถึงแค่ไหนแล้ว หรือจ้างโค้ชมาเลย จะได้มีคนกระตุ้นให้เราทำตามเป้าหมายได้ฮะ #เป้าหมายไม่สำเร็จ #แรงจูงใจหาย #NewYearsResolution #ตั้งเป้าหมาย #พัฒนาตัวเอง #คนทำงาน #Burnout #WorkLifeBalance Why Most New Year's Resolutions Fail, The Ohio State University (2023)
11 hours ago | [YT] | 125
View 2 replies
รวม “เพจการเงิน”น่าติดตาม สำหรับคนอยากการเงินดีขึ้นในปี 2026 | Money Buffaloปีนี้พี่ทุยขอรวบรวม เพจ–ช่องการเงินการลงทุนจากทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Facebook, YouTube และ TikTokที่บอกเลยว่า เริ่ด ดูแล้วเอาไปใช้ได้จริง บางช่องทำให้เรื่องเงินที่ยาก…ฟังง่ายขึ้น บางช่องทำให้เราเข้าใจเศรษฐกิจมากขึ้น บางช่องอาจดูแล้วสะดุ้งนิดหน่อย แต่สุดท้ายคือ ช่วยให้คิดเป็น และไปต่อได้จริงถ้าใครกำลังมองหาเพจการเงินน่าติดตาม โพสต์นี้…พี่ทุยรวมไว้ให้แล้วครับ 1.Sai_MoneyMonster จากช่อง Youtube และ Tiktokถ้าการเงินคือเรื่องยาก ช่องนี้คือคนที่ทำให้มัน “ฟังง่ายและอิน” มากที่สุดช่องหนึ่ง เล่าเหมือนเพื่อนเล่าเรื่องเศรษฐกิจให้ฟัง ไม่ใช้ศัพท์ยาก ไม่กดดันคนดู แต่พอฟังจบจะเริ่มเข้าใจว่า ทำไมโลกการเงินมันเป็นแบบนี้ข่าวเศรษฐกิจในแต่ละประเทศที่เห็นมันกระทบชีวิตเรายังไง เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ตลาดทุน มันเชื่อมกันยังไงเหมาะกับทั้งมือใหม่ และคนที่อยาก “ตามโลกการเงินให้ทัน” แบบไม่เครียด ฟังเพลิน แต่ไม่ใช่เพลินแบบไร้สาระนะ ได้มุมคิดกลับไปแน่นอน2.The Standard Wealth (โดยเฉพาะรายการ New Gen) จากช่อง Youtubeรายการนี้เหมือนเอา “รุ่นพี่ที่ผ่านของจริง” มาเล่าให้รุ่นใหม่ฟัง แขกรับเชิญแต่ละคนคือคนที ผ่านการลงทุนจริง เคยพลาด เคยล้ม แล้วลุกมาได้สิ่งที่ดีมากคือ เขาไม่ได้สอนสูตรสำเร็จ แต่เล่า วิธีคิด วิธีตัดสินใจ และเส้นทางชีวิต ให้เรานำไปปรับใช้ เหมาะกับคนที่กำลังหาทิศทางว่า “เราควรเริ่มตรงไหนก่อนดี ระหว่างเงิน งาน และชีวิต”3.Mission To The Moon จากช่อง Youtubeช่องนี้เด่นเรื่อง Mindset + การใช้ชีวิต + การเงิน ฟังแล้วไม่รู้สึกถูกเร่งหรือกดดัน จุดแข็งคือการเล่าเรื่องที่ทำให้เรากลับมาคิดกับตัวเอง เรามองเงินแบบไหน เราใช้ชีวิตแบบเร่งเกินไปไหม เรากำลังวิ่งไปในเกมของใครหลายคนเปิดฟังตอนทำงาน ตอนขับรถ หรือก่อนนอน (บางทีก็หลับจริง 555) แต่สาระเขาดี เหมาะกับคนที่อยาก “จัดระเบียบความคิด” 4.CK Cheong CPAช่องนี้พูดแรง แต่พูดจากของจริง และเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้คนไทยหันมาสนใจการลงทุนระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะ S&P 500 สไตล์คือ ตรง ชัด แรง เหมาะกับคนที่อยากถูกเขย่าออกจาก Comfort Zone ทางการเงิน ดูแล้วอาจสะดุ้งบ้าง แต่ทำให้หลายคน “เริ่มลงมือทำจริง”5.Annabel – Your Wealth Architectการเงินแบบชีวิตจริงมาก เน้นเรื่อง ค่านิยมทางการเงินของคนไทย เช่น ทำไมบางคนเงินเดือนดีแต่ไม่เหลือทำไมความมั่นคั่งต้องใช้เวลา การวางแผนการเงินที่ไม่ฝืนชีวิต เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากรวยเร็ว แต่อยาก “มั่นคงแบบไม่พังกลางทาง”6.ประธานเหมียว สายอัปเดตต้องช่องนี้ ทอง ค่าเงิน หุ้นปันผล เศรษฐกิจโลก มาไว เข้าใจง่าย และสรุปได้กระชับ เหมาะกับคนที่อยาก ตามข่าวให้ทัน เข้าใจผลกระทบแบบเร็ว ไม่ต้องไล่อ่านหลายแหล่ง เป็นช่องที่ดูแล้ว “ไม่ตกข่าว”7.Gee Money & More เพจนี้ให้ความรู้เรื่องการลงทุน ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นไปจนถึงระดับลึกจริงจัง เหมาะทั้งคนที่เพิ่งเริ่ม และคนที่อยากยกระดับวิธีคิดทางการเงินจุดเด่นมาก ๆ คือการพาเราไปรู้จัก ระบบความคิดของคนรวยในสิงคโปร์ วิธีบริหารเงินแบบมืออาชีพ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลายคนไม่เคยรู้ว่ามีอยู่บนโลกด้วยหรอเนี่ยอ่านไปเรื่อย ๆ จะเริ่มมีโมเมนต์แบบ “เอ้ย…โลกการลงทุนมันกว้างกว่าที่คิดเยอะเลย” เหมาะกับคนที่อยากเปิดมุมมองใหม่ทางการเงิน ไม่ได้จำกัดแค่หุ้นหรือกองทุนเดิม ๆ แต่เริ่มเข้าใจว่า เงินในโลกนี้มีวิธีทำงานได้หลากหลายกว่าที่เราเคยรู้8. Sinefine Channel การเงินการลงทุน by ครูทรายช่องนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ตั้งใจ “ลงทุนเพื่อเกษียณ” แบบจริงจัง โดยเฉพาะสาย หุ้นปันผล / กระแสเงินสดระยะยาว จุดเด่นคือเขาไม่ได้พูดลอย ๆ ว่าได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่พาเราไล่คิดตั้งแต่ เลือกหุ้นยังไง ดูงบตรงไหนกระแสเงินสดพอจ่ายปันผลจริงไหม ถ้าเศรษฐกิจแย่ หุ้นนี้ยังยืนได้หรือเปล่าสไตล์คือ จับมือทำ มาก เหมือนมีพี่ที่ลงทุนมาก่อนมานั่งอธิบายทีละขั้น และที่สำคัญคือ ยกเคสที่ยังหาได้ในตลาดปัจจุบัน ไม่ใช่เคสในตำรา 10 ปีก่อน ดูแล้วรู้สึกว่า “เออ มันทำได้จริงนะ”9.Mr.Phoops จากช่อง Youtubeช่องนี้คือสาย การเงินแบบคิดเป็นระบบ เนื้อหาอาจดูโหดกว่าช่องอื่นนิดนึง แต่ข้อดีคือ เขียนกระดานให้เห็นความเชื่อมโยง อธิบายเหตุและผลแบบเป็นลำดับ ยกเคสจริงมาให้เห็นภาพชัดมีหลายคลิปที่เหมาะกับนักศึกษา หรือคนที่อยากเข้าใจการจัดระเบียบการเงินแบบจริงจัง ดูแล้วจะรู้สึกว่า “สมองเปิด” มากขึ้น และดูเเล้วก็เอะว่า เจ้าของด่าเราอยู่ป้าวน้าาา55510.ลงทุน Diary จากช่อง Youtubeถ้าใครลงทุนหุ้นอเมริกา โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ หรือ AI ช่องนี้ควรตามมาก ๆ เพราะหุ้นกลุ่มนี้ เข้าใจยากจริง ทั้งโมเดลธุรกิจ การเติบโต และมูลค่า จุดเด่นของช่องนี้คือ สรุปโมเดลธุรกิจให้เข้าใจง่าย ใช้กราฟิกเรียบ ๆ แต่ตรงจุด อธิบาย “วิธีคิดในการวิเคราะห์” ไม่ใช่แค่บอกว่าซื้อหรือขาย ทำให้คนดูไม่ได้แค่รู้ข้อมูล แต่เริ่มรู้ว่า ควรตั้งคำถามกับหุ้นยังไง11.My Money Tools Kitอันนี้เป็นเหมือนกล่องเครื่องมือการเงิน ที่เอาไปใช้ได้จริง เครื่องมือคำนวณ Template วางแผน ใช้ได้ฟรีเหมาะกับคนที่อยากจัดการเงินอย่างเป็นระบบจริง ๆ12.Bnomics by Bangkok Bankเศรษฐศาสตร์เล่าแบบง่ายมาก ทำให้เรื่องที่ดูไกลตัวอย่าง เศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน ภาพรวมเศรษฐกิจไทย กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เหมาะกับคนที่อยาก “ตามข่าวเศรษฐกิจแบบจบ ๆ”13.Earthh Evansช่องนี้ต้องบอกตรง ๆ ว่าเป็นสไตล์ “เขียนในสิ่งที่หลายคนคิด…แต่ยังไม่กล้าทำ” 😅 Earth Evan จะเล่าเรื่องการเงินและการลงทุนแบบลงลึก เน้น Step by Step จริงจังมาก ตั้งแต่การวางแผน การจัดพอร์ต ไปจนถึงวิธีตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่สวยจุดเด่นคือ กล้าพูดเรื่องยาก เรื่องเสี่ยง เรื่องที่ไม่ค่อยมีคนเล่า อธิบายเป็นขั้นตอน ไม่ข้าขั้น ทำให้คนอ่านเริ่มตั้งคำถามกับ “วิธีลงทุนของตัวเอง”เหมาะกับคนที่ อยากเข้าใจการเงินแบบจริงจัง พร้อมใช้เวลาเรียนรู้ ไม่ได้หวังทางลัด แต่หวังความเข้าใจระยะยาว14.Fun Manager ใครที่อยากรู้ เทรนด์การเงิน–การลงทุนแบบเร็วจริง ไม่รอรีแคป ช่องนี้คือมาไวเหมือนยืนติดขอบสนาม เหตุการณ์อะไรเพิ่งเกิด ข่าวอะไรเพิ่งขยับ Fun Manager รู้แล้วดูแล้วได้ทั้งกระแสแบบสุดๆ และมุมคิดสั้น ๆ ที่เอาไปต่อยอดได้ ที่สำคัญคือ…นอกจากสาระแล้ว ยังมี “สีสัน” ให้การเงินไม่เครียดเกินไป เพราะมีสาวการเงินให้ดูแบบกระชุ่มกระชวยหัวใจ ทำให้เรื่องเงินที่ปกติหนัก ๆ กลายเป็นอะไรที่ดูเพลินขึ้นเยอะ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #เพจแนะนำ #การเงิน #การลงทุน #วางแผนการเงิน #ลงทุนระยะยาว #ลงทุนเพื่อเกษียณ #ความรู้การเงิน #Sai_MoneyMonster #TheStandardWealth #MissionToTheMoon #CKCheongCPA #AnnabelYourWealthArchitect #ประธานเหมียว #GeeMoneyAndMore #SinefineChannel#ครูทรายการเงินการลงทุน #MrPhoops #ลงทุนDiary #MyMoneyToolsKit #Bnomics#BnomicsByBangkokBank #EarthhEvans #FunManager
3 days ago | [YT] | 311
View 3 replies
หางานอยู่ต้องรู้ 4 สิ่งที่ HR มองหาในเรซูเม่ | Money Buffalo สิ้นปีแล้วดิ รู้น้า มีใครบางคนแถวนี้กำลังอัปเดตเรซูเม่หางานใหม่อยู่ใช่มั้ยล่ะ วันนี้พี่ทุยมาแนะเคล็ดลับวิธีเขียนเรซูเม่ยังไงให้จึ้งตา HR อ้างอิงจากผลการวิจัยจริง ๆ มาให้เลย คืองานวิจัยที่พี่ทุยไปเจอมาเนี่ย ต้องย้อนกลับไปปี 2018 เลย อาจจะเก่านิดนึง แต่พี่ทุยว่าเนื้อหามันดีมาก เอากลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อย ๆ เลยหยิบมาพูดถึงหน่อย แต่ใครจะไปหางานอื่น ๆ มาเสริมด้วยก็ไม่ว่ากันฮะ กับงานวิจัยชื่อ Eye-tracking ของ Ladders ที่พบว่า ▪️ HR ใช้เวลากวาดตาอ่านเรซูเม่เราแค่ 7.4 วินาทีเท่านั้น แล้วเขาก็จะรู้เลยว่าผู้สมัครคนไหนผ่าน-ไม่ผ่าน ▪️ แถมยังวิจัยมาด้วยว่า จุดไหนของเรซูเม่ที่ HR จะมองบ่อยมาก ๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสทองที่เราจะใส่ข้อมูลที่น่าสนใจให้ HR ได้อ่าน 📌 งานวิจัยบอก เรซูเม่ที่ดีต้องมี 4 อย่างนี้ 1. เรซูเม่ที่ดีต้องดูคลีน ดูสะอาดตา ▪️ เน้นส่วนที่อยาก 'ขาย' ตัวเองให้ชัดเจน หัวข้อที่อยากเล่าต้องชัด โดยเฉพาะ "ตำแหน่งหน้าที่การงาน" และ "หัวข้อรอง" ที่ HR จะชอบโฟกัสอ่านเป็นพิเศษ ทำตัวหนาส่วนนี้ให้ HR มองเห็นได้ง่าย ๆ หน่อยนะ ▪️ ฟอนต์ต้องสะอาด สบายตา ไม่เวอร์วังอลังการครีเอทีฟจนอ่านไม่ออก ไม่ตัวเล็กจนต้องเพ่งอ่าน แบบนี้เสี่ยงโดนปัดตกแน่นอน 2. จัดวางเป็นระเบียบ งานวิจัยบอกว่าการจัดวางที่นำสายตา ช่วยให้ HR อ่านเรซูเม่ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น ▪️ F-pattern อ่านจากบรรทัดแรกซ้ายไปขวา ตามด้วยบรรทัดที่สองแบบเบา ๆ และปิดท้ายด้วยการอ่านหัวข้อฝั่งซ้ายจากบนลงล่างรวดเดียว (นึกไม่ออกเสิร์ชดูได้ฮะ มีตรึมเลย 555) สิ่งสำคัญคือต้องใส่ ประสบการณ์ทำงานล่าสุด ชื่อตำแหน่งงาน และผลสัมฤทธิ์ของงาน ไว้ส่วนบนสุดฝั่งซ้าย ให้เห็นเป็นส่วนแรก อย่าเขียนยาวเกิน อย่าน้ำเยอะไม่มีเนื้อ เน้นใส่ Bullet point ให้อ่านเป็นข้อ ๆ ได้ง่าย ทำตัวหนาในส่วนที่อยากโฟกัส ▪️ E-pattern ไม่ต่างจาก F-pattern มาก แค่อ่านทุกย่อหน้าจากบนลงล่าง ใช้การทำตัวหนา และ Bullet Point เหมือนกันเป๊ะ 3. ใช้กฎ 2 หน้า บางคนทำงานมานาน อยากพรีเซนต์ให้เห็นว่าตัวเองเก่ง จากงานวิจัยแนะนำให้เขียนไม่เกิน 2 หน้า ถ้าหน้าแรกนำเสนอได้จึ้ง เดี๋ยว HR ก็ตามอ่านหน้า 2 เอง แต่ถ้าให้ดีที่สุด เอาหน้าเดียวแล้วเขียนให้อยู่หมัด ปังกว่า 4. Keyword ที่เกี่ยวข้องต้องมี มีทั้งชื่อตำแหน่งหน้าที่การงาน ทักษะ Soft Skills, Hard Skills ที่ต้องการ เรียนจบสาขาอะไร ทำงานอุตสาหกรรมไหนมาก่อน 📌 เรซูเม่ที่ HR ส่ายหัว หน้าตาเป็นยังไง ? 1) เขียนเป็นย่อหน้ายาวมาก เยอะมาก จัดวางบรรทัดหนาเกินไป คอลัมเยอะเกินจนไม่อยากอ่าน แถมเว้นที่ว่างขาว ๆ น้อยไปจนเวียนหัว 2) จัดเลย์เอาต์แย่มาก ไม่จัดเรียงนำสายตา HR ให้อ่านจากบนลงล่าง อย่าจัดเรียงให้อ่านซ้าย-ขวา เพราะอ่านแล้วงง 3) ยัด Keyword เข้าไปเรซูเม่เยอะเกินจนดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนพยายาม Spam ข้อความมากเกินไปจนดูไม่น่าอ่าน ดูไม่ใช่คนเขียนเรซูเม่เอง 📌 โบนัสพิเศษสำหรับคนที่อยากปรับเรซูเม่ นี่คือทริค 4 ข้อที่งานวิจัยบอกมาแล้วว่าช่วยให้ HR สนใจเรซูเม่เรามากขึ้น แต่ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วชอบอยากอ่านแบบเจาะลึกกว่านี้ พี่ทุยมีโบนัสแถมให้อีก 4 ข้อ 1) ใช้ตัวเลขในการบอกเล่าเรื่องราว เช่น แทนที่จะบอกว่า "ต้องดีลกับลูกค้าเป็นหลัก" ก็เขียนว่า "ดีลกับลูกค้า 5 รายใน 1 อาทิตย์" หรือ "สร้าง Engagement แตะหลักล้านต่อโพสต์ภายใน 1 เดือน" 2) เน้นความสำเร็จที่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร เช่น สมัครตำแหน่งกราฟิก ก็เขียนว่า "ออกแบบกราฟิกได้ 2 ชิ้นงานภายใน 1 วันบน Adobe Illustrator" 3) ทำเรซูเม่ให้ "คลิก" ได้ ส่งเรซูเม่ทางออนไลน์ ถ้าเป็นสายงานครีเอทีฟที่ต้องมีพอร์ต อย่าลืมฝัง Hyperlink แล้วเซฟเป็น PDF วางลิงก์ไว้ตรงส่วนบน ๆ ให้เห็นชัด ๆ คนอ่านจะได้กดเข้าไปดูต่อได้สะดวก 4) สร้างตัวเองให้แตกต่าง ถ้าอธิบายตัวเองแบบทั่ว ๆ ไป ยังไงก็ไม่มีใครสนใจอ่านเรซูเม่เรา เขียนขายตัวเองให้ดูเชิงลึกและโปรขึ้นจะดีกว่า ตัวอย่าง เดิม: "เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ มีประสบการณ์สร้าง Awareness ให้กับสินค้าใหม่ ๆ" ใหม่: "นักการตลาดสายธุรกิจสุขภาพ วางแผนกลยุทธ์สดใหม่ ได้รับยอด Awareness XXX ต่อเดือนในแต่ละแพลตฟอร์ม คิดเป็น XXX เท่าจากกลยุทธ์เดิม" เห็นปะ แค่นี้ก็ดูหรูขึ้นแล้ว เอาละ ทั้งหมดก็มีเท่านี้ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะเอาไปปรับใช้กัน ไปลุยกันได้เลย แล้วอย่าลืมกลับมาบอกพี่ทุยด้วยว่าได้งานแล้วนะฮะ #เรซูเม่ #สมัครงาน #ลาออก #หางาน ที่มา : Eye-tracking study, The Ladders Hidden Eye Tracker: How Recruiters Actually Read Resumes, Wonsulting 10 Tips for an Eye-Catching Resume, Indeed
4 days ago | [YT] | 501
View 4 replies
3 แนวทางการลงทุน สำหรับคนอยากมี “ล้านแรก” | Money Buffaloหลายคนคิดว่า…ถ้าอยากมีเงินล้าน ต้องเสี่ยงสูง ต้องเก่ง ต้องเลือกหุ้นเทพ ๆ ให้ได้ตั้งแต่แรกแต่ความจริงคือ คนที่ไปถึง “ล้านแรก” ได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เก่งกว่าใคร แค่เขาเลือกแนวทางลงทุนที่ เหมาะกับตัวเอง และทำมันได้ยาว ๆอินโฟนี้ พี่ทุยไม่ได้จะบอกว่าแนวไหนดีที่สุด แต่ชวนให้ดูว่า ถ้าเราเป็นคนแบบนี้ ควรเดินเกมการเงินยังไง ถึงจะไม่พังกลางทาง- บางคนเป็นสายชิล ไม่รีบ ค่อย ๆ เก็บ- บางคนอยากเร่ง อยากเห็นเงินโตไว รับความผันผวนได้- บางคนเริ่มช้าหน่อย แต่รู้ตัวทัน และยังอยากมีเงินก้อนในชีวิตทั้ง 3 แบบ มีปลายทางเดียวกันคือ “ล้านแรก” ต่างกันแค่ ความเสี่ยง เวลา และความสบายใจระหว่างทางสิ่งสำคัญไม่ใช่เลือกให้เหมือนคนอื่น แต่เลือกแนวที่เรา “อยู่กับมันได้จริง” ไม่เครียด ไม่ฝืน และไม่เลิกกลางคันเพราะสุดท้ายแล้ว “ล้านแรก”ไม่ได้มาจากการลงทุนที่หวือหวาที่สุด แต่มาจากการเริ่มให้ถูกทาง และไม่หยุดทำนั่นเองครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ล้านแรก #เริ่มลงทุน #การเงินส่วนบุคคล #ลงทุนระยะยาว
1 week ago | [YT] | 395
View 6 replies
5 เข็มขัด ควรรัดให้เป็น เศรษฐกิจซอมบี้ 2026 “ไม่ตาย แต่ก็ไม่โต” | Money Buffaloหลายคนน่าจะรู้สึกเหมือนกันว่า ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยขึ้น แต่เงินกลับอยู่กับเราไม่นานเหมือนเมื่อก่อน พอมองภาพใหญ่ให้ชัดขึ้น ก็เริ่มเข้าใจว่า… นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาปากท้อง แต่มันคือจังหวะเศรษฐกิจที่กำลัง “ฝืด” ทั้งระบบ ปีหน้า นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเริ่มเรียกช่วงนี้ว่า “เศรษฐกิจซอมบี้” ไม่ตาย แต่ก็ไม่โต ทุกอย่างยังเดินต่อได้ แต่เดินแบบเหนื่อยเกิ๊นแล้วเศรษฐกิจแบบนี้ ควรหยุดลงทุนไหม หรือควรเก็บเงินสดอย่างเดียว ?คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องหยุดทุกอย่าง แต่ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งก่อนว่าเราต้องเข็มขัดชีวิตเรา ใหม่ทั้งหมด โดยพี่ทุยสรุปมาแล้ว 5 เข็มขัด มีอะไรบ้าง📌 เข็มขัดเส้นที่ 1 รายจ่ายที่เคย “หลวม” ต้องเริ่มรัดก่อนหน้านี้ หลายคนอาจใช้ชีวิตแบบ อยากได้ก็ซื้อ อยากไปก็ไป เพราะรายได้ยังพอไหว แต่เจ้าพวกรายจ่ายเล็ก ๆ ในเศรษฐกิจซอมบี้นี่ล่ะฮะ ที่จะเริ่มกัดกินชีวิตเราเงียบ ๆปีหน้าไม่ใช่ปีของการถามว่า ของชิ้นนี้ถูกหรือแพง แต่มันคือคำถามว่า “จำเป็นตอนนี้จริงไหม ?” การชะลอการใช้จ่ายลงสำหรับพี่ทุยแล้วไม่ใช่ความล้มเหลวเลย หรือมันคือการประคองตัวไม่ให้ล้มต่างหาก📌 เข็มขัดเส้นที่ 2 เงินสดต้องรัดให้ “แน่นขึ้น” แต่ไม่รัดจนหายใจไม่ออกเงินสดสำรอง 6 เดือนอาจจะไม่ใช่สูตรที่ใช้ได้กับสถานการณ์ในตอนนี้ จนขนาดว่ามีการพูดกันว่าต้องมีเงินสำรองยาวเป็น 120 เดือน ซึ่งนั่นดูเหมือนว่าจะโอเวอร์ไปซักหน่อย สำหรับพี่ทุยแล้วตัวเลขที่พอจะทำให้ชีวิต “รอด” และหาทางหนีทีไล่ได้ น่าจะอย่างน้อยสัก 12 เดือนไม่ใช่เพราะโลกกำลังจะพัง แต่เพราะความไม่แน่นอนมันอยู่นานขึ้น งานใหม่ไม่ได้หาง่ายเหมือนเดิม และรายได้อาจสะดุดยาวกว่าที่คิด การเก็บเงินสดไว้ในช่วงนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความกลัว แต่มันคือ พื้นที่ปลอดภัย ที่ทำให้เราไม่ต้องตัดสินใจผิด เพราะความจนบีบคอ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ต้องเอาเงินไปนอนตาย เงินสดมีไว้ “รอ” ไม่ใช่มีไว้ “หยุดชีวิต”📌 เข็มขัดเส้นที่ 3 “หนี้บริโภค” คือกับดักที่เศรษฐกิจซอมบี้ไม่ให้อภัยถ้ามีอะไรที่เศรษฐกิจซอมบี้ไม่ให้อภัยเลย นั่นคือ “หนี้เพื่อการบริโภค” หนี้ที่ไม่ได้ช่วยสร้างรายได้ ไม่ได้พาชีวิตไปข้างหน้า แต่ค่อย ๆ ดูดพลังชีวิตเราออกไปทุกเดือน แบบเงียบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต ผ่อนของที่ไม่จำเป็น หรือหนี้ไม่มีหลักประกัน ทั้งหมดนี้คือ ใช้วันนี้ แต่เอาอนาคตไปจ่ายแต่รู้ไหมครับ…หนี้บริโภคว่าโหดแล้ว ยังมีหนี้ที่โหดกว่านั้นอีก นั่นคือ “หนี้นอกระบบ” หนี้ที่ไม่ได้แค่กินเงินเรา แต่กิน โอกาสในการตั้งหลัก ไปพร้อมกัน ดอกเบี้ยบางเจ้าไม่ได้คิดเป็นปี แต่คิดเป็นวัน พอเอามารวมกันจริง ๆ ดอกเบี้ยพุ่งไปถึงระดับ ปีละเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ เงินที่ตั้งใจยืมมาเพื่อ “ประคองตัว” สุดท้ายกลับกลายเป็นวงจรที่ดึงเราให้จมลึกลงไปเรื่อย ๆ จนบางคนไม่ได้ล้มเพราะเศรษฐกิจ แต่ล้มเพราะ หนี้ที่ไม่เปิดโอกาสให้ลุกขึ้นใหม่📌 เข็มขัดเส้นที่ 4 เศรษฐกิจผันผวน สิ่งที่ต้องรัดคือ “ระดับความเสี่ยงที่เรารับไหว”เศรษฐกิจผันผวน ไม่ใช่เวลาพิสูจน์ว่าใครใจถึงกว่า แต่เป็นเวลาที่ต้องถามตัวเองตรง ๆ ว่า ถ้าเกิดแรงกระแทกขึ้นมา เรารับได้แค่ไหน การลดความเสี่ยง ไม่ใช่ความขี้กลัว แต่มันคือการยอมรับความจริงว่าต้นทุนชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนยังมีรายได้มั่นคง ก็อาจเลือกลงทุนต่อ บางคนรายได้เริ่มสั่น ก็เลือกชะลอ พักเงินสด บางคนยังไม่มั่นใจ ก็เลือกอยู่เฉย ๆ แล้วเรียนรู้เพิ่ม ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิด ถ้ามันช่วยให้เรายัง “ไม่หลุดเกม” เพราะในเศรษฐกิจแบบนี้ คนที่รอด ไม่ใช่คนที่เสี่ยงที่สุด แต่คือคนที่ จัดความเสี่ยงให้เหมาะกับตัวเองที่สุด📌 เข็มขัดเส้นที่ 5 ความคาดหวังที่สูงเกินจริง คือความเสี่ยงที่คนมองไม่เห็นปีหน้านี้ไม่ใช่ปีของการรวยเร็ว ไม่ใช่ปีของการกระโดดข้ามขั้น และไม่ใช่ปีของการเอาผลตอบแทนมาแข่งกันในโซเชียล เพราะในเศรษฐกิจซอมบี้ สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่ขาดโอกาส แต่คือ คาดหวังเกินตัว หลายคนพัง ไม่ใช่เพราะลงทุนผิด แต่เพราะตั้งเป้าแรงเกินไป เร่งเกินไป และกดดันตัวเองให้ต้อง “ชนะ” ทั้งที่เกมยังไม่เปิดจริง เป้าหมายที่เหมาะกับช่วงนี้ จึงไม่ใช่กำไรหวือหวา แต่คือ ไม่พัง และยังยืนอยู่ได้ มีเงินพอใช้ มีงานทำ มีพอร์ตที่ไม่แตก มีสภาพคล่องพอให้ไม่ต้องตัดสินใจเพราะความกลัวสรุปง่าย ๆ คือ ปีหน้าไม่จำเป็นต้องคาดหวังหรือกดดันตัวเองสูง เพราะเศรษฐกิจปีหน้า…แทบทุกเสียงก็บอกตรงกันว่า “เผาจริง” และสุดท้ายนี้ พี่ทุยอยากทิ้งไว้ตรง ๆ ว่า เศรษฐกิจไม่ดี ไม่ได้บอกให้เราหยุดใช้ชีวิต ไม่ได้บอกให้ถอนเงินออกจากระบบ และไม่ได้บอกให้หยุดลงทุนทั้งชีวิต แต่มันกำลังบอกว่า อย่าใช้ชีวิตแบบไม่คิด แค่รัดเข็มขัดให้ถูกเส้น รัดให้พอดีกับความจริงของตัวเอง และอย่ารัดผิดที่ เพราะเศรษฐกิจซอมบี้ ไม่ฆ่าเราในวันเดียวหรอกครับ แต่มันจะค่อย ๆ กินคนที่ไม่ปรับตัวมากกว่า…#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #เศรษฐกิจซอมบี้ #รัดเข็มขัด #วางแผนการเงิน #อยู่ให้รอด #เศรษฐกิจแย่ #ปีหน้าเผาจริง
1 week ago | [YT] | 216
View 8 replies
มีงบจำกัด ตรวจร่างกายที่ไหนดี ? | Money Buffalo จะหมดปีแล้ว อย่าลืมไปตรวจสุขภาพกันด้วยเน้อ เพราะมันคือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ที่สำคัญไม่แพ้ความรู้ด้านการเงินเลยล่ะ เพราะช่วยให้เราทราบสภาพร่างกายตัวเอง สามารถป้องกันและรักษาโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ราคาแพ็กเกจตรวจสุขภาพมีหลากหลายช่วง ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับรายการที่ตรวจและโรงพยาบาล ควรเลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับอายุและความเสี่ยงของตัวเอง พี่ทุยเลยจะมาแนะนำ 11 แพ็กเกจตรวจร่างกายจากแต่ละโรงพยาบาล ที่มีแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาเอื้อมถึง มาดูกันว่าที่ไหนเหมาะกับเราบ้างฮะ 1. โรงพยาบาลวิมุต 2. โรงพยาบาลพญาไท 3. โรงพยาบาล BNH 4. โรงพยาบาล MedPark 5. โรงพยาบาลเจ้าพระยา 6. โรงพยาบาลสมิติเวช 7. โรงพยาบาลเปาโล 8. โรงพยาบาลวิชัยยุทธ 9. โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ 10. โรงพยาบาลศิริราช 11. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ #ตรวจสุขภาพ #เช็กอัพ #สุขภาพดี #ป้องกันโรค #ดูแลสุขภาพ
1 week ago | [YT] | 140
View 5 replies
“เงินเยนอ่อน” ตัวเร่งให้โลกผันผวน แรงกระเพื่อม ที่อาจไม่จบแค่ในญี่ปุ่น | Money Buffaloช่วงนี้ถ้าพูดถึงญี่ปุ่น ภาพในหัวหลายคนน่าจะเหมือนกันหมด เงินเยนอ่อน ของถูก เที่ยวคุ้ม ช้อปสนุก ฟังดูเหมือนข่าวดี แต่พี่ทุยอยากชวนคิดนิดนึงว่า ของที่มันถูกผิดปกติ…มันไม่เคยถูกถูกจริง ๆ เงินเยนที่อ่อนยาวหลายปี ไม่ได้แปลว่าแค่ไปเที่ยวแล้วคุ้ม แต่มันกำลังสะสม “บิลบางอย่าง” ไว้เงียบ ๆ และวันหนึ่ง…ต้องมีคนจ่ายแน่คำถามคือ ใครเป็นคนจ่าย ? และจ่ายหนักแค่ไหน ถ้ามองลึกลงไป จะเห็นว่าเงินเยนที่ดู “ถูก” กำลังกระแทกพร้อมกันอย่างน้อย 3 ทาง ตั้งแต่คนญี่ปุ่นที่ค่าครองชีพตึงขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลที่เริ่มเจอบิลก้อนใหญ่ไม่เคยเจอมาก่อน ไปจนถึงตลาดการเงินโลก ที่เงินเยนกลายเป็นตัวจุดชนวนความผันผวนได้ง่ายขึ้นเรื่องนี้เลยไม่ใช่แค่ปัญหาของญี่ปุ่น แต่มันคือความเสี่ยงที่อาจลามไปทั้งโลก และสุดท้าย…มันจะมาถึงเราแน่นอน แค่อาจยังไม่ทันทีเท่านั้นเอง1. เงินเยนอ่อน กำลังบีบชีวิตคนในประเทศให้ตึงขึ้นทุกวันค่าเงินเยนที่อ่อนลงกว่า 30–40% จากช่วงก่อนโควิด อาจดูเป็นข่าวดีในสายตาคนนอก แต่สำหรับคนญี่ปุ่น นี่คือค่าครองชีพที่แพงขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้ เพราะญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า 90% ของการใช้ในประเทศ เมื่อค่าเงินอ่อน พลังงานก็แพง วัตถุดิบก็แพง อาหารและสินค้าจำเป็นก็แพงตามมาเป็นลูกโซ่ ขณะที่ฝั่งรายได้กลับไม่ขยับทัน ตัวเลขค่าแรงที่แท้จริงของญี่ปุ่นยังติดลบต่อเนื่องหลายปี หมายความว่าคนทำงานต้องจ่ายแพงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เงินเดือนกลับไม่โตพอจะรับแรงกระแทก เงินเยนอ่อนจึงไม่ใช่ของขวัญทางเศรษฐกิจ แต่มันกำลังกลายเป็นแรงกดดันกำลังซื้อที่กัดกินเศรษฐกิจภายในแบบเงียบ ๆ และยาวนาน2. เงินเยนอ่อน ทำให้เสี่ยง “เช็คบิลย้อนหลัง” แบบที่ไม่เคยต้องจ่ายมาก่อนญี่ปุ่นคือประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ตัวเลขอยู่เหนือ 250% ของ GDP ที่ผ่านมา ระบบนี้ยังพอเดินต่อได้ เพราะญี่ปุ่นอยู่ในยุคดอกเบี้ยแทบเป็นศูนย์ รัฐบาลกู้เงินแทบไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย แต่เมื่อเงินเยนอ่อนแรงและเงินเฟ้อเริ่มยืนเหนือระดับ 2% ธนาคารกลางก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ย และแค่ดอกเบี้ยขยับขึ้นเพียง 1% นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นราว 2% ของ GDP ทันที เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เศษเงิน แต่มันคือเงินที่เคยใช้ดูแลประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ และพยุงระบบทั้งประเทศ แต่กำลังถูกดึงไป “จ่ายดอกเบี้ย” แทน ของที่เคยถูกมาก พอแพงขึ้นเพียงนิดเดียว สำหรับญี่ปุ่น มันจึงไม่ใช่แค่เจ็บ แต่คือเจ็บหนักกว่าประเทศอื่นหลายเท่า3. เงินเยนอ่อน ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาของญี่ปุ่น แต่กำลังเป็นตัวเร่งความผันผวนให้ทั้งโลกหลายคนอาจไม่รู้ว่าเงินเยนไม่ได้เป็นแค่ค่าเงินของประเทศหนึ่ง แต่มันคือเงินต้นทางของการเก็งกำไรทั่วโลก นักลงทุนจำนวนมากกู้เงินเยนเพราะต้นทุนต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ วันที่เงินเยนผันผวนแรง หรือวันที่ดอกเบี้ยญี่ปุ่นเริ่มขยับ นักลงทุนเหล่านี้ต้องรีบปิดเกม ด้วยการขายสินทรัพย์ในประเทศอื่น เพื่อนำเงินเยนกลับคืนมา และนั่นคือจุดที่ความผันผวนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในญี่ปุ่น แต่ลามไปทั้งตลาดการเงินโลก เงินเยนขยับครั้งเดียว ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกก็พร้อมจะสะเทือนตามทันทีสุดท้ายแล้วพี่ทุยว่า เงินเยนที่หลายคนมองว่า “ถูก” อาจไม่ใช่สัญญาณของความแข็งแรงอย่างที่คิด แต่มันคือผลข้างเคียงของระบบที่พึ่งพาเงินถูกมานานเกินไป และสิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ ไม่ใช่คำถามว่าเงินเยนจะอ่อนลงได้อีกแค่ไหน แต่คือคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งระบบนี้ไม่สามารถรับแรงกดดันได้อีก ใครจะเป็นคนจ่ายบิลทั้งหมดที่สะสมมามากกว่าครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ญี่ปุ่น #เศรษฐกิจญี่ปุ่น #เงินเยน #เศรษฐกิจ #ค่าเงิน#ดอกเบี้ย #เงินเฟ้อ #ตลาดการเงิน #เศรษฐกิจโลก #เที่ยวญี่ปุ่น
1 week ago | [YT] | 170
View 9 replies
เร็ว ๆ นี้ ค่ารักษาพยาบาล จะกลายเป็น “ของฟุ่มเฟือย” ที่คนไทยอาจเอื้อมไม่ถึง | Money Buffaloตอนนี้ “ค่ารักษาพยาบาล” บ้านเรากำลังแพงขึ้นแบบน่าตกใจจริง ๆ โดยเฉพาะใน โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ราคาพุ่งแรงที่สุด และเป็นที่พึ่งของหลายครอบครัวเวลาต้องการการรักษาที่รวดเร็วหรือเฉพาะทางมากขึ้นขณะเดียวกัน โรงพยาบาลรัฐ แม้จะยังเป็นตัวเลือกที่ “ราคาเข้าถึงง่าย” และคุณภาพดี แต่ก็เผชิญปัญหา ล้น–แออัด–รอนาน จากความต้องการใช้บริการที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องไหลไปใช้บริการเอกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อทั้งสองระบบเผชิญแรงกดดันคนละแบบ ผลลัพธ์ก็คือ ภาระค่ารักษาของประชาชนเพิ่มเร็วกว่าเงินเดือนโตหลายเท่า จนหลายคนเริ่มพูดกันว่า“ป่วยที…เงินเก็บหายไปครึ่งชีวิต”ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น ค่ารักษามีแนวโน้มจะพุ่งเฉลี่ย ปีละเกือบ 14.3% ในขณะที่รายได้แทบไม่ขยับเลย ถ้าไม่วางแผนกันตั้งแต่วันนี้ “สุขภาพ” อาจกลายเป็นของฟุ่มเฟือยจริง ๆ สำหรับหลายครอบครัว📌แล้วทำไมค่ารักษาพยาบาลถึงแพงขึ้นขนาดนี้ ?1. "ค่ายา–เวชภัณฑ์ “ถูกบวกเพิ่ม” จนคนไข้ตกใจของบางอย่างราคาในตลาดไม่กี่บาท แต่พอเข้าโรงพยาบาลราคาพุ่งเป็นสิบเท่า ร้อยเท่า อย่างเช่น สำลี 0.10 → 7 บาทน้ำเกลือ 45 → 919 บาทพลาสเตอร์ 25 → 224 บาททั้งหมดนี้สะท้อนว่า “โครงสร้างราคา” ในระบบสุขภาพไทยกำลังบิดเบี้ยวแบบที่คนไข้ไม่เคยมีสิทธิเลือก2. “ค่าห้อง” รักษานอนโรงพยาบาลกลายเป็นเรื่องใหญ่ค่าห้องโรงพยาบาลเอกชนดี ๆ หน่อยเริ่มต้นประมาณคืนละ 5,000 บาท และอาจแตะ 15,000–16,000 บาท แล้วไหนจะค่าหมอ ค่าตรวจ ค่ายา และค่าบริการต่าง ๆ ที่ทยอยบวกเข้ามาอีก แค่ไม่กี่คืน บิลก็พุ่งไปหลักหมื่น–หลักแสนได้ง่ายมาก3. “ค่าหมอ” เป็นตัวกำหนดราคาค่ารักษามากกว่าที่เราคิดจากงานวิจัยของสภาผู้บริโภคพบว่า โครงสร้างต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ เกือบครึ่ง คือ “ค่าหมอ” และสิ่งที่น่าสนใจ คือสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเร็วมาก จาก 30% ในปี 2561 → พุ่งเป็น 45% ในปี 2565ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ค่าหมอคือปัจจัยหลักที่ดันราคาค่ารักษาพยาบาลให้สูงขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ค่ายา หรือค่าเครื่องมือแพง ๆ อย่างที่หลายคนคิด3. “เบิกแบบบุฟเฟต์” ทำให้ทั้งระบบบวมทั้งสิทธิข้าราชการ บัตรทอง และประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย เปิดให้ “เบิกเต็มสิทธิ” โดยที่คนไข้ไม่ต้องควักเงินเพิ่ม เวลาหมอแนะนำให้ตรวจเพิ่ม ใช้เทคโนโลยีแพง หรือ Admit คนไข้ก็รู้สึกว่า “ไหน ๆ ก็เบิกได้ ก็ทำไปเถอะ” แต่พอทุกคนใช้แบบนี้พร้อมกัน ค่ารักษาทั้งประเทศก็พุ่งขึ้นโดยอัตโนมัติ จนส่งผลทำให้สุดท้ายทุกคนต้องมาร่วมกันจ่ายในรูปแบบอื่นอยู่ดี เช่น เบี้ยประกันที่แพงขึ้นทุกปีแบบนี้เมื่อทุกอย่างแพงขึ้น สิ่งที่เราทำได้คงมีแต่ ทำใจและหาทางรับมือให้ดีที่สุด พี่ทุยเลยสรุปออกมาให้แล้วว่า มี 3 วิธีสำคัญ ที่ทุกคนควรเริ่มทำทันที ก่อนที่ “ค่ารักษาพุ่งไม่หยุด” จะทำให้เราตั้งหลักไม่ทันและทุกอย่างมันสายเกินเอื้อม📌แล้วเราจะรับมือกับปัญหานี้ยังไงดี ?1. “เริ่มจากสิทธิที่มีอยู่ก่อน” อย่าหมิ่นสวัสดิการรัฐ มันไม่ได้แย่ แค่...รอนาน ก่อนจะวิ่งไปซื้อประกัน หรือโดดไปโรงพยาบาลเอกชน พี่ทุยอยากให้ทุกคน “รู้ก่อนว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง”เพราะหลายคนลืมไปเลยว่า…- บัตรทองรักษาโรคพื้นฐานได้เยอะมาก- ประกันสังคมมีหมวดโรคร้ายแรงหลายอย่างที่คุ้มครอง- บางคนมีสิทธิจากที่ทำงาน สามี ภรรยา หรือพ่อแม่ อยู่แล้ว- บางบริษัทให้สิทธิรักษาเอกชนปีละหลายหมื่น- บางทีสิทธิที่เรามีอยู่แล้ว ดีจนแทบไม่ต้องซื้อประกันเพิ่ม ก็ยังมีนะ!ส่วนสวัสดิการรัฐไม่ได้แย่ มันแค่ “ล้น” จนรอนานเฉย ๆ แต่ในเชิงคุณภาพและความครอบคลุมถือว่าดีมากสำหรับโรคทั่วไป กฎง่าย ๆ คือ ใช้สิทธิรัฐ–สิทธิที่มีอยู่ “ให้คุ้มที่สุดก่อน” เพราะนี่คือวิธีลดค่าใช้จ่ายที่เร็วและคุ้มที่สุด โดยไม่ต้องควักเงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว2. “ซื้อประกันยังไงให้ฉลาด” ไม่ใช่ถูกที่สุด แต่ต้องอยู่กับเราไปนานที่สุดช่วงนี้ดราม่าประกันสุขภาพมาแรงมาก พี่ทุยเลยอยากสอนให้แบบ เคลียร์ ๆ ว่า ถ้าอยากประหยัดระยะยาว ให้ใช้สูตรนี้เลย คือ ซื้อแบบเหมาจ่าย + ผูกกับประกันชีวิต + เสริมโรคร้ายแรงทำไมต้องแบบนี้ ? เพราะ…- ประกันสุขภาพแบบ “เดี่ยว” เสี่ยงโดนปรับเบี้ย–โดนปฏิเสธง่ายมาก สัญญามันต่อปีต่อปี ถ้าสุขภาพเราแย่ลง เขามีสิทธิ์ขึ้นเบี้ยแรง ๆ หรือเลิกคุ้มครองได้- ประกันสุขภาพแบบ “พ่วงประกันชีวิต” จะล็อกความเสี่ยงเราไว้ตั้งแต่วันแรก บริษัทประกันจะยึดสุขภาพเรา “วันที่เริ่มทำ” แล้วคุ้มครองเราไปยาว ๆ ไม่ต้องลุ้นทุกปี- ประกันโรคร้ายแรง กันการเกิดเคสหนัก ๆ เช่น มะเร็ง หัวใจ ไตวาย มักเป็นค่ารักษา หลักแสน–ล้าน ตัวนี้ช่วยปิดความเสี่ยงขนาดใหญ่ได้ดีมาก โดยจ่ายเบี้ยไม่สูงสรุปแล้วเราควรซื้อตามวงเงินเหมาจ่าย โดยเลือกตามกำลัง ไม่ต้องของแพง 200,000 – 500,000 บาท ก็เอาอยู่สำหรับเคสทั่วไป ไม่ต้องเริ่มสวยด้วยวงเงินล้าน แล้วปีถัดไปจ่ายไม่ไหว3. “เงินฉุกเฉินต้องมีนะ…เพราะ OPD เรารับเองแทบทั้งหมด”หลายคนไม่ค่อยซื้อประกัน OPD เพราะ “แพงมาก” ทำให้ทุกครั้งที่เราไม่สบายแบบไม่ต้อง Admit เราต้องควักเองเกือบ 100% เช่น ไข้หวัดใหญ่ ตรวจเลือด ภูมิแพ้ ปวดหลัง หาหมอเช็กอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น “เป็นประจำ” และหลายคนเสียไปเดือนละหลักพันแบบไม่รู้ตัวเพราะงั้นเงินฉุกเฉินด้านสุขภาพจึง จำเป็นมาก ๆ พี่ทุยแนะนำให้กันไว้ 3–6 เดือนของรายได้ เพื่อรองรับเคสไม่หนัก แต่เกิดบ่อย และไม่ต้องลุ้นว่าจะเอาเงินตรงไหนมาจ่ายสุดท้ายนี้พี่ทุยว่า… สุขภาพกำลังจะกลายเป็นของฟุ่มเฟือยจริง ๆ ถ้าเราไม่เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้เพราะค่ารักษาพยาบาลพุ่งปีละเกือบ 14% แต่รายได้เราแทบไม่ขยับตาม และถ้ามันยังเป็นแบบนี้ต่อไป…สิทธิพื้นฐานที่ควรเข้าถึงได้ง่าย ๆ อาจค่อย ๆ หลุดมือเราไปในทุกปีโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้นะครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ประกัน #ประกันสุขภาพ #ค่ารักษาพยาบาล #โรงพยาบาล #โรงพยาบาลเอกชน #โรงพยาบาลรัฐ
2 weeks ago | [YT] | 644
View 46 replies
คนไทยหันมา “เช่า” ไม่ใช่ไม่อยากมีบ้าน แต่เพราะ “ซื้อไม่ได้จริง ๆ” | Money Buffaloช่วงนี้พี่ทุยเห็นเทรนด์หนึ่งที่มาแรงมาก ๆ ในวงการอสังหาฯ มาได้สักพักละ คือคนรุ่นใหม่ “เลือกเช่ามากกว่าซื้อ” แบบชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ข้อมูลจาก LWS Wisdom and Solution ยังฟันธงว่า คนรุ่นใหม่กว่า 66% เลือกเช่าแทนซื้อบ้าน เรียกได้ว่า “มากกว่าครึ่งประเทศในเจนใหม่” ตัดสินใจไม่เป็นเจ้าของบ้านแล้วนะ ตอนแรกพี่ทุยคิดว่าอาจเป็นแค่เทรนด์ไลฟ์สไตล์ แต่พอยิ่งดูตัวเลขหลายอย่าง ยิ่งชัดเลยว่า…นี่ไม่ใช่ความชอบ…แต่มันคือ “ความจำเป็น” คนไม่ได้ไม่อยากมีบ้าน แต่สภาพเศรษฐกิจมันผลักให้ต้องเช่า เพราะต่อให้ตั้งใจแค่ไหน สุดท้ายก็ “ซื้อไม่ได้อยู่ดี”แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? นี่คือ 3 เหตุผลแบบชัด ๆ ว่าเราเป็นเจ้าของอสังหาไม่ได้จริง 1. ไม่ใช่ว่าไม่อยากเป็นเจ้าของ…แต่ “กู้ไม่ผ่าน”เวลาพูดถึง “การมีบ้าน” มันคือหนึ่งในหลักฐานไว้อวดป้าข้างบ้านว่า เรามีความมั่นคงในชีวิตแล้วนะ แต่ในความเป็นจริงวันนี้… คนจำนวนมากแม้จะทำงานหนัก เก็บเงินมานาน เตรียมดาวน์เต็มที่แล้ว แต่พอเดินเข้าไปธนาคาร กลับถูกหยุดตั้งแต่หน้าประตูด้วยคำว่า “ขออภัยครับ…สินเชื่อของคุณไม่ผ่านการอนุมัติ”ข้อมูลล่าสุดยังตอกย้ำว่า อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านพุ่งสูงถึง 40% โดยเฉพาะบ้านราคาต่ำ 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ “คนชั้นกลางตัวจริง” ซื้อกันมากที่สุด นี่คือช่วงราคาที่หลายคนคาดหวังว่าจะจับต้องได้ แต่กลายเป็นช่วงราคาที่คนกู้ไม่ผ่านเยอะที่สุดเหมือนกันมันทำให้ บ้านที่ควรจะซื้อได้ กลายเป็นของที่เอื้อมไม่ถึงตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพราะดอกเบี้ยสูง หนี้ครัวเรือนหนัก จนแบงก์ไม่อยากปล่อยสินเชื่อให้ สุดท้ายจึงไม่แปลกที่หลายคนต้อง “หันกลับไปเช่า” แม้จะอยากซื้อแค่ไหนก็ตาม2. ราคาบ้านขึ้นเร็วกว่าที่เงินเดือนจะไล่ทันอีกเหตุผลที่ทำให้คนยุคนี้ “ถอดใจ” จากการซื้อบ้าน คือราคาที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องแบบไม่รอใครเลยดูจากดัชนีราคาอสังหาฯ ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ทั้งบ้าน ทาวน์เฮาส์ คอนโด ขยับขึ้นปีละ 3–4% ทุกปีลองนึกภาพง่าย ๆ…บ้านราคา 1,000,000 บาท เมื่อ 7 ปีก่อน วันนี้จะกลายเป็นประมาณ 1,280,000 บาท เพิ่มขึ้นเกือบ 3 แสนบาท ทั้งที่เงินเดือนหลายคนขึ้นไม่ถึงครึ่งของตัวเลขนี้ด้วยซ้ำมันคือความรู้สึกแบบ…“อยากวิ่งไล่ราคา แต่ราคามันวิ่งเร็วกว่าเราตลอด” ขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกปี ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ก็กัดกินเงินเดือนที่แทบไม่ขยับอยู่แล้ว สุดท้ายบ้านก็กลายเป็นของที่ “เคยใกล้มือ” แต่ตอนนี้ “ไกลออกไปทุกปี” มันก็ไม่แปลกเลยที่หลายคนหันไปคิดว่าเช่าต่อไปอาจจะง่ายกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องวิ่งแข่งกับราคาบ้านทุกปี และนี่คืออีกเหตุผลใหญ่ที่ผลักคนไทยให้เข้าสู่ยุคที่ การเช่าไม่ใช่ตัวเลือกชั่วคราว แต่กลายเป็นความจำเป็นจริง ๆ3. ค่าเช่าแทบไม่ขึ้น แถมบางที่ “ถูกลงด้วยซ้ำ”อีกด้านหนึ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึง แต่สำคัญมากคือ ราคาเช่าไม่ได้ขึ้นตามราคาอสังหาฯ เลย โดยเฉพาะตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ ที่ตัวเลขชี้ชัดว่าค่าเช่าในย่าน CBD ลดลงประมาณ 3.5-4.5% ในปี 2024 ในขณะที่ราคาบ้านพุ่งขึ้นทุกปี ราคาเช่ากลับนิ่ง หรือถูกลงด้วยซ้ำทำให้ภาพมันชัดขึ้นว่า “การเช่า” อาจมีต้นทุนที่ถูกกว่าการซื้อ แบบนี้ทำให้สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและไม่อยากผูกมัดระยะยาวอยู่แล้ว จึงเลือกการเช่าเลย เพราะเป็นทางเลือกที่ “คุ้มกว่าและเสี่ยงน้อยกว่า” เพราะสุดท้ายแล้ว…ราคาบ้านเดินหน้า แต่ราคาเช่ายังอยู่ที่เดิม ทำให้การเช่าดู “สบายกว่า และเบากระเป๋ากว่า” อย่างเห็นได้ชัดสุดท้ายนี้ นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเทรนด์ “เช่าแทนซื้อ” ถึงมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก็เพราะทุกอย่างในระบบมัน ไม่เอื้อให้คนเป็นเจ้าของบ้านได้เลย เมื่อกู้ก็ไม่ผ่าน ราคาบ้านก็ขึ้นเร็วกว่ารายได้จะตามทัน แถมค่าเช่ายังแทบไม่ขยับ บางพื้นที่ยังถูกลงด้วยซ้ำ มันจึงชัดเจนว่า… คนไม่ได้ไม่อยากมีบ้าน แต่ “ซื้อไม่ได้จริง ๆ” ต่างหาก#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ค่าครองชีพ #ของแพง #เศรษฐกิจแย่ #อสังหา #ค่าเช่า #เทรนด์เช่ามากกว่าซื้อ #กู้ธนาคารReferences- ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย,ธนาคารแห่งประเทศไทย- Bangkok Condo Oversupply: Insights for Buyers and Investors in 2025,Asialifestylemagazine- กระทุ้งรัฐฟื้นบ้านหลังแรก, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์- เทรนด์เช่าโต ดัน “อสังหาฯ” บุกตลาดใหม่,TNN Online
2 weeks ago | [YT] | 805
View 80 replies
อยากนอนเฉย ๆ มีเงินเข้าทุกเดือน 20,000 บาท ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ต้องมีเวลา | Money Buffaloเอาดี ๆ นะถ้าอยาก “นอนเฉย ๆ แล้วได้เงินเดือนละ 20,000 บาท” เนี่ยะ มันเป็นไปได้ !สิ่งแรกที่เราต้องมีคือ เงินก้อน 3.5 ล้านบาท แล้วเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนต่อ ให้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย ปีละ 7% ก็จะได้ผลตอบแทนประมาณ 245,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน แบบไม่ต้องทำงานเลย ซึ่งบอกก่อนนะ ผลตอบแทน 7% เนี่ย พี่ทุยไม่ได้เพ้อฝันนะ เพราะในระยะยาว มีสินทรัพย์ที่ทำได้จริง ใครอยากรู้ต้องอ่านกันต่อเลยครับเชื่อว่าหลายคนได้ยินแค่นี้ก็แอบหมดแรง “โอ๊ย…เงินตั้ง 3.5 ล้าน จะไปหาได้ยังไง ?” พี่ทุยบอกเลยว่า เป็นไปได้จริง ต่อให้เริ่มจากเงินเดือน 20,000 บาทก็ตาม เดี๋ยวพี่ทุยขอแยกเป็นกรณีให้เห็นชัด ๆ ไปเลยว่า แต่ละฐานรายได้ ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะไปถึงเส้นชัยนี้ได้📌เงินเดือน 20,000 บาท มีสิทธิ์ไหม ?เห็นเงินเดือนน้อยแบบนี้…มีสิทธิ์นะ แต่ใช้เวลานานที่สุด เพราะฐานรายได้นี้ “เงินลงทุนต่อเดือนยังเล็กเกินไป” ถ้าลงทุนได้เดือนละ 2,000 บาท หรือ 10% ของเงินเดือน แบบสม่ำเสมอ ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี ต้องใช้เวลาทั้งหมด 36 ปี กว่าจะมีพอร์ต 3.5 ล้านเริ่มจากเงินเดือน 20,000 บาทไม่ได้แปลว่า “หมดสิทธิ์” แต่หมายความว่า…อิสรภาพทางการเงินจะมาช้า ยิ่งถ้าเริ่มช้า ก็อาจจะเลยวัย 60 เลยก็ได้ ทางลัดของฐานนี้คือ ต้องเพิ่มรายได้ให้เร็วที่สุด📌เงินเดือน 30,000 บาท มีสิทธิ์ไหม ?ฐานนี้มีลมหายใจมากขึ้น เพราะสามารถลงทุนเดือนละ 3,000 บาท หรือพูดง่าย ๆ คือ 10%ต้องใช้เวลาทั้งหมด 30 ปี กว่าจะมีพอร์ต 3.5 ล้าน จะเห็นว่า การเพิ่มเงินลงทุนเพียง 1,000 บาทต่อเดือน ช่วย ลดเวลาไปถึงอิสรภาพได้ถึง 6 ปีเต็ม นี่คือพลังของการเพิ่มเงินลงทุนเล็ก ๆ แต่สม่ำเสมอ ถ้าเริ่มตอนอายุ 25 มีโอกาสมีอิสระตอนประมาณ 55 ปี สบาย ๆ เลยครับ📌เงินเดือน 40,000 บาท มีสิทธิ์ไหม ?ฐานนี้เริ่มเห็นทางชัดมาก เพราะลงทุนได้เดือนละ 6,000 บาท หรือ 15% ของเงินเดือน ต้องใช้เวลาทั้งหมด 22 ปี กว่าจะมีพอร์ต 3.5 ล้านเรียกได้ว่า เมื่อฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้น ก็ลงทุนเพิ่มขึ้นแบบนี้จากเงินลงทุน 3,000 ไป 6,000 บาท เวลาที่ต้องใช้ลดลงไปอีก เกือบ 10 ปี ! ถ้าเริ่มตอน 25 ปี มีอิสระตอนประมาณอายุ 46–47 เรียกได้ว่า“อิสรภาพตอนยังไม่แก่” ทำได้จริง📌เงินเดือน 50,000 บาท มีสิทธิ์ไหม ?ฐานนี้คือ “โซนที่มีโอกาสสูงที่สุด” เพราะสามารถลงทุนต่อเดือน 7,500 บาท ได้ไม่ยากต้องใช้เวลาทั้งหมด 19 ปี กว่าจะมีพอร์ต 3.5 ล้านนี่คือโซนที่เข้าใกล้ “การมีอิสรภาพตั้งแต่อายุ 40 กลาง ๆ” มากที่สุด แต่ก็เป็นกลุ่มรายได้สูงก็พังง่ายที่สุดได้เหมือนกันนะถ้าฟุ่มเฟือย เงินไม่เหลือเก็บเลย ฐานเงินเดือน 50K ทำได้จริง แต่ต้องคุมใจให้ได้ด้วยนะครับ📌แล้วพอมีเงิน 3.5 ล้านแล้ว ต้องทำยังไงต่อ ?ตรงนี้แหละที่เงินจะเริ่ม “ทำงานแทนเรา” แบบจริงจัง ถ้าลงทุนได้ปันผลเฉลี่ย 7% ต่อปี ก็จะมีรายได้ประมาณ 245,000 บาท/ปี หรือ 20,000 บาท/เดือนตัวอย่างสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างรายได้ประจำ เช่น- ETF ที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอหุ้นทั่วโลก (เช่น S&P500, MSCI World) ถือยาว 10–20 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 7–10%- หุ้นปันผลคุณภาพดี ปันผล 7% ในสภาวะ ตอนนี้ ในตลาดหุ้นไทยบอกเลยว่าหาไม่ยาก- กอง REIT เป็นกองทุนอสังหาฯ ที่ให้ปันผลค่อนข้างสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้คือเครื่องมือที่จะทำให้ “เงินออกลูกออกดอก” แทนแรงงานเรา เพื่อน ๆ สามารถเอาแนวทางเหล่านี้ไปค้นหาและศึกษาด้วยตัวเองได้เลย แต่สุดท้ายนี้ต้องบอกก่อนนะว่า นี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาก่อนตัดสินใจและไม่ควรเอาเงินทั้งหมดที่มีไปลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มเดียว พอร์ตที่ดีควรมีการ กระจายความเสี่ยง มีทั้งสินทรัพย์เติบโต และสินทรัพย์ปลอดภัยปะปนกัน สิ่งที่พูดถึงในตัวอย่างสินทรัพย์นี้ ควรเป็นแค่ “ส่วนหนึ่งของพอร์ต” เพื่อให้เราไปต่อได้แบบสบายใจในระยะยาวครับ #MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ลงทุน #Passiveincome #อิสระภาพทางการเงิน #Freedom #กองทุน
2 weeks ago | [YT] | 358
View 30 replies
Load more
Money Buffalo
แตกแล้วก็ช่างมัน วิจัยพบคน 23% เลิกทำ New Year Resolution ตั้งแต่วีคแรก | Money Buffalo
ผลสำรวจพบ มีเพียงราว 9% ของคนที่ทำ New Year’s Resolutions ได้สำเร็จ ในขณะที่อีก 23% ล้มเลิกไปตั้งแต่สัปดาห์แรก ส่วนอีก 43% พังตั้งแต่ยังไม่หมดเดือนมกรา
โดยให้เหตุผลว่าล้มเลิกเพราะ “แรงจูงใจหายไป” จากการตั้งเป้าหมายที่ไม่ทรงพลังมากพอ เช่น เป้าหมายที่ตั้งไม่ได้มาจากความตั้งใจจริง ๆ ตั้งเล่น ๆ เป็นธรรมเนียมเท่านั้น หรือเป้าหมายใหญ่เกิน จนวัดผลไม่ได้ เมื่อเจออุปสรรคจึงทำให้ถอดใจเร็วเกินไป
ซึ่งปัญหามันก็มาจากอะไรที่เรานึกออกอยู่แล้ว เช่น
1. ตั้งแค่เป้าหมาย แต่ลืมว่าระหว่างทาง พวก Process อะไรระหว่างนั้นจะทำยังไง จะไปยังไงให้ถึงเป้าหมาย ไม่มีเลย ไม่ได้วางไว้ฮะ
2. ทุกเป้าหมายย่อมมีอุปสรรค เราลืมไปว่าจะก้าวข้ามอุปสรรคนั้นไปยังไง จะถอย จะอ้อมไปยังไง เราคิดแค่การไปถึงเป้าหมายอย่างเดียว
3. ตั้งเป้าหมายที่วัดไม่ได้ ไม่รู้ว่าตอนนี้เราไปถึงไหนหรือยัง ใกล้-ไกลแค่ไหน หรือนี่เรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่นะ ?
4. ไม่มีคนคอยตรวจสอบ ประมาณว่า ก็เป็นเป้าหมายของฉัน มีแค่ฉันเท่านั้นที่รู้ว่าจะทำอะไร ฉะนั้น ถ้าจะเลิกกลางคัน ก็ทำได้เลยนี่หว่า ซึ่งงานวิจัยเค้าแก้ทางให้ว่า งั้นก็บอกเพื่อน บอกคนอื่น หรือให้ระบบสร้าง milestone เลยว่า ตอนนี้เราไปถึงแค่ไหนแล้ว หรือจ้างโค้ชมาเลย จะได้มีคนกระตุ้นให้เราทำตามเป้าหมายได้ฮะ
#เป้าหมายไม่สำเร็จ #แรงจูงใจหาย #NewYearsResolution #ตั้งเป้าหมาย #พัฒนาตัวเอง #คนทำงาน #Burnout #WorkLifeBalance
Why Most New Year's Resolutions Fail, The Ohio State University (2023)
11 hours ago | [YT] | 125
View 2 replies
Money Buffalo
รวม “เพจการเงิน”น่าติดตาม สำหรับคนอยากการเงินดีขึ้นในปี 2026 | Money Buffalo
ปีนี้พี่ทุยขอรวบรวม เพจ–ช่องการเงินการลงทุนจากทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Facebook, YouTube และ TikTok
ที่บอกเลยว่า เริ่ด ดูแล้วเอาไปใช้ได้จริง บางช่องทำให้เรื่องเงินที่ยาก…ฟังง่ายขึ้น บางช่องทำให้เราเข้าใจเศรษฐกิจมากขึ้น บางช่องอาจดูแล้วสะดุ้งนิดหน่อย แต่สุดท้ายคือ ช่วยให้คิดเป็น และไปต่อได้จริง
ถ้าใครกำลังมองหาเพจการเงินน่าติดตาม โพสต์นี้…พี่ทุยรวมไว้ให้แล้วครับ
1.Sai_MoneyMonster จากช่อง Youtube และ Tiktok
ถ้าการเงินคือเรื่องยาก ช่องนี้คือคนที่ทำให้มัน “ฟังง่ายและอิน” มากที่สุดช่องหนึ่ง เล่าเหมือนเพื่อนเล่าเรื่องเศรษฐกิจให้ฟัง ไม่ใช้ศัพท์ยาก ไม่กดดันคนดู แต่พอฟังจบจะเริ่มเข้าใจว่า ทำไมโลกการเงินมันเป็นแบบนี้
ข่าวเศรษฐกิจในแต่ละประเทศที่เห็นมันกระทบชีวิตเรายังไง เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ตลาดทุน มันเชื่อมกันยังไง
เหมาะกับทั้งมือใหม่ และคนที่อยาก “ตามโลกการเงินให้ทัน” แบบไม่เครียด ฟังเพลิน แต่ไม่ใช่เพลินแบบไร้สาระนะ ได้มุมคิดกลับไปแน่นอน
2.The Standard Wealth (โดยเฉพาะรายการ New Gen) จากช่อง Youtube
รายการนี้เหมือนเอา “รุ่นพี่ที่ผ่านของจริง” มาเล่าให้รุ่นใหม่ฟัง แขกรับเชิญแต่ละคนคือคนที ผ่านการลงทุนจริง เคยพลาด เคยล้ม แล้วลุกมาได้
สิ่งที่ดีมากคือ เขาไม่ได้สอนสูตรสำเร็จ แต่เล่า วิธีคิด วิธีตัดสินใจ และเส้นทางชีวิต ให้เรานำไปปรับใช้ เหมาะกับคนที่กำลังหาทิศทางว่า “เราควรเริ่มตรงไหนก่อนดี ระหว่างเงิน งาน และชีวิต”
3.Mission To The Moon จากช่อง Youtube
ช่องนี้เด่นเรื่อง Mindset + การใช้ชีวิต + การเงิน ฟังแล้วไม่รู้สึกถูกเร่งหรือกดดัน จุดแข็งคือการเล่าเรื่องที่ทำให้เรากลับมาคิดกับตัวเอง เรามองเงินแบบไหน เราใช้ชีวิตแบบเร่งเกินไปไหม เรากำลังวิ่งไปในเกมของ
ใคร
หลายคนเปิดฟังตอนทำงาน ตอนขับรถ หรือก่อนนอน (บางทีก็หลับจริง 555) แต่สาระเขาดี เหมาะกับคนที่อยาก “จัดระเบียบความคิด”
4.CK Cheong CPA
ช่องนี้พูดแรง แต่พูดจากของจริง และเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้คนไทยหันมาสนใจการลงทุนระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะ S&P 500 สไตล์คือ ตรง ชัด แรง เหมาะกับคนที่อยากถูกเขย่าออกจาก Comfort Zone ทางการเงิน ดูแล้วอาจสะดุ้งบ้าง แต่ทำให้หลายคน “เริ่มลงมือทำจริง”
5.Annabel – Your Wealth Architect
การเงินแบบชีวิตจริงมาก เน้นเรื่อง ค่านิยมทางการเงินของคนไทย เช่น ทำไมบางคนเงินเดือนดีแต่ไม่เหลือ
ทำไมความมั่นคั่งต้องใช้เวลา การวางแผนการเงินที่ไม่ฝืนชีวิต เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากรวยเร็ว แต่อยาก “มั่นคงแบบไม่พังกลางทาง”
6.ประธานเหมียว
สายอัปเดตต้องช่องนี้ ทอง ค่าเงิน หุ้นปันผล เศรษฐกิจโลก มาไว เข้าใจง่าย และสรุปได้กระชับ เหมาะกับคนที่อยาก ตามข่าวให้ทัน เข้าใจผลกระทบแบบเร็ว ไม่ต้องไล่อ่านหลายแหล่ง เป็นช่องที่ดูแล้ว “ไม่ตกข่าว”
7.Gee Money & More
เพจนี้ให้ความรู้เรื่องการลงทุน ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นไปจนถึงระดับลึกจริงจัง เหมาะทั้งคนที่เพิ่งเริ่ม และคนที่อยากยกระดับวิธีคิดทางการเงิน
จุดเด่นมาก ๆ คือการพาเราไปรู้จัก ระบบความคิดของคนรวยในสิงคโปร์ วิธีบริหารเงินแบบมืออาชีพ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลายคนไม่เคยรู้ว่ามีอยู่บนโลกด้วยหรอเนี่ย
อ่านไปเรื่อย ๆ จะเริ่มมีโมเมนต์แบบ “เอ้ย…โลกการลงทุนมันกว้างกว่าที่คิดเยอะเลย” เหมาะกับคนที่อยากเปิดมุมมองใหม่ทางการเงิน ไม่ได้จำกัดแค่หุ้นหรือกองทุนเดิม ๆ แต่เริ่มเข้าใจว่า เงินในโลกนี้มีวิธีทำงานได้หลากหลายกว่าที่เราเคยรู้
8. Sinefine Channel การเงินการลงทุน by ครูทราย
ช่องนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ตั้งใจ “ลงทุนเพื่อเกษียณ” แบบจริงจัง โดยเฉพาะสาย หุ้นปันผล / กระแสเงินสดระยะยาว จุดเด่นคือเขาไม่ได้พูดลอย ๆ ว่าได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่พาเราไล่คิดตั้งแต่ เลือกหุ้นยังไง ดูงบตรงไหน
กระแสเงินสดพอจ่ายปันผลจริงไหม ถ้าเศรษฐกิจแย่ หุ้นนี้ยังยืนได้หรือเปล่า
สไตล์คือ จับมือทำ มาก เหมือนมีพี่ที่ลงทุนมาก่อนมานั่งอธิบายทีละขั้น และที่สำคัญคือ ยกเคสที่ยังหาได้ในตลาดปัจจุบัน ไม่ใช่เคสในตำรา 10 ปีก่อน ดูแล้วรู้สึกว่า “เออ มันทำได้จริงนะ”
9.Mr.Phoops จากช่อง Youtube
ช่องนี้คือสาย การเงินแบบคิดเป็นระบบ เนื้อหาอาจดูโหดกว่าช่องอื่นนิดนึง แต่ข้อดีคือ เขียนกระดานให้เห็นความเชื่อมโยง อธิบายเหตุและผลแบบเป็นลำดับ ยกเคสจริงมาให้เห็นภาพชัด
มีหลายคลิปที่เหมาะกับนักศึกษา หรือคนที่อยากเข้าใจการจัดระเบียบการเงินแบบจริงจัง ดูแล้วจะรู้สึกว่า “สมองเปิด” มากขึ้น และดูเเล้วก็เอะว่า เจ้าของด่าเราอยู่ป้าวน้าาา555
10.ลงทุน Diary จากช่อง Youtube
ถ้าใครลงทุนหุ้นอเมริกา โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ หรือ AI ช่องนี้ควรตามมาก ๆ เพราะหุ้นกลุ่มนี้ เข้าใจยากจริง ทั้งโมเดลธุรกิจ การเติบโต และมูลค่า
จุดเด่นของช่องนี้คือ สรุปโมเดลธุรกิจให้เข้าใจง่าย ใช้กราฟิกเรียบ ๆ แต่ตรงจุด อธิบาย “วิธีคิดในการวิเคราะห์” ไม่ใช่แค่บอกว่าซื้อหรือขาย ทำให้คนดูไม่ได้แค่รู้ข้อมูล แต่เริ่มรู้ว่า ควรตั้งคำถามกับหุ้นยังไง
11.My Money Tools Kit
อันนี้เป็นเหมือนกล่องเครื่องมือการเงิน ที่เอาไปใช้ได้จริง เครื่องมือคำนวณ Template วางแผน ใช้ได้ฟรี
เหมาะกับคนที่อยากจัดการเงินอย่างเป็นระบบจริง ๆ
12.Bnomics by Bangkok Bank
เศรษฐศาสตร์เล่าแบบง่ายมาก ทำให้เรื่องที่ดูไกลตัวอย่าง เศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน ภาพรวมเศรษฐกิจไทย กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เหมาะกับคนที่อยาก “ตามข่าวเศรษฐกิจแบบจบ ๆ”
13.Earthh Evans
ช่องนี้ต้องบอกตรง ๆ ว่าเป็นสไตล์ “เขียนในสิ่งที่หลายคนคิด…แต่ยังไม่กล้าทำ” 😅 Earth Evan จะเล่าเรื่องการเงินและการลงทุนแบบลงลึก เน้น Step by Step จริงจังมาก ตั้งแต่การวางแผน การจัดพอร์ต ไปจนถึงวิธีตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่สวย
จุดเด่นคือ กล้าพูดเรื่องยาก เรื่องเสี่ยง เรื่องที่ไม่ค่อยมีคนเล่า อธิบายเป็นขั้นตอน ไม่ข้าขั้น ทำให้คนอ่านเริ่มตั้งคำถามกับ “วิธีลงทุนของตัวเอง”
เหมาะกับคนที่ อยากเข้าใจการเงินแบบจริงจัง พร้อมใช้เวลาเรียนรู้ ไม่ได้หวังทางลัด แต่หวังความเข้าใจระยะยาว
14.Fun Manager ใครที่อยากรู้ เทรนด์การเงิน–การลงทุนแบบเร็วจริง ไม่รอรีแคป ช่องนี้คือมาไวเหมือนยืนติดขอบสนาม เหตุการณ์อะไรเพิ่งเกิด ข่าวอะไรเพิ่งขยับ Fun Manager รู้แล้ว
ดูแล้วได้ทั้งกระแสแบบสุดๆ และมุมคิดสั้น ๆ ที่เอาไปต่อยอดได้ ที่สำคัญคือ…นอกจากสาระแล้ว ยังมี “สีสัน” ให้การเงินไม่เครียดเกินไป เพราะมีสาวการเงินให้ดูแบบกระชุ่มกระชวยหัวใจ ทำให้เรื่องเงินที่ปกติหนัก ๆ กลายเป็นอะไรที่ดูเพลินขึ้นเยอะ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #เพจแนะนำ #การเงิน #การลงทุน #วางแผนการเงิน #ลงทุนระยะยาว #ลงทุนเพื่อเกษียณ #ความรู้การเงิน #Sai_MoneyMonster #TheStandardWealth #MissionToTheMoon #CKCheongCPA #AnnabelYourWealthArchitect #ประธานเหมียว #GeeMoneyAndMore #SinefineChannel
#ครูทรายการเงินการลงทุน #MrPhoops #ลงทุนDiary #MyMoneyToolsKit #Bnomics
#BnomicsByBangkokBank #EarthhEvans #FunManager
3 days ago | [YT] | 311
View 3 replies
Money Buffalo
หางานอยู่ต้องรู้ 4 สิ่งที่ HR มองหาในเรซูเม่ | Money Buffalo
สิ้นปีแล้วดิ รู้น้า มีใครบางคนแถวนี้กำลังอัปเดตเรซูเม่หางานใหม่อยู่ใช่มั้ยล่ะ วันนี้พี่ทุยมาแนะเคล็ดลับวิธีเขียนเรซูเม่ยังไงให้จึ้งตา HR อ้างอิงจากผลการวิจัยจริง ๆ มาให้เลย
คืองานวิจัยที่พี่ทุยไปเจอมาเนี่ย ต้องย้อนกลับไปปี 2018 เลย อาจจะเก่านิดนึง แต่พี่ทุยว่าเนื้อหามันดีมาก เอากลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อย ๆ เลยหยิบมาพูดถึงหน่อย แต่ใครจะไปหางานอื่น ๆ มาเสริมด้วยก็ไม่ว่ากันฮะ กับงานวิจัยชื่อ Eye-tracking ของ Ladders ที่พบว่า
▪️ HR ใช้เวลากวาดตาอ่านเรซูเม่เราแค่ 7.4 วินาทีเท่านั้น แล้วเขาก็จะรู้เลยว่าผู้สมัครคนไหนผ่าน-ไม่ผ่าน
▪️ แถมยังวิจัยมาด้วยว่า จุดไหนของเรซูเม่ที่ HR จะมองบ่อยมาก ๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสทองที่เราจะใส่ข้อมูลที่น่าสนใจให้ HR ได้อ่าน
📌 งานวิจัยบอก เรซูเม่ที่ดีต้องมี 4 อย่างนี้
1. เรซูเม่ที่ดีต้องดูคลีน ดูสะอาดตา
▪️ เน้นส่วนที่อยาก 'ขาย' ตัวเองให้ชัดเจน หัวข้อที่อยากเล่าต้องชัด โดยเฉพาะ "ตำแหน่งหน้าที่การงาน" และ "หัวข้อรอง" ที่ HR จะชอบโฟกัสอ่านเป็นพิเศษ ทำตัวหนาส่วนนี้ให้ HR มองเห็นได้ง่าย ๆ หน่อยนะ
▪️ ฟอนต์ต้องสะอาด สบายตา ไม่เวอร์วังอลังการครีเอทีฟจนอ่านไม่ออก ไม่ตัวเล็กจนต้องเพ่งอ่าน แบบนี้เสี่ยงโดนปัดตกแน่นอน
2. จัดวางเป็นระเบียบ
งานวิจัยบอกว่าการจัดวางที่นำสายตา ช่วยให้ HR อ่านเรซูเม่ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น
▪️ F-pattern อ่านจากบรรทัดแรกซ้ายไปขวา ตามด้วยบรรทัดที่สองแบบเบา ๆ และปิดท้ายด้วยการอ่านหัวข้อฝั่งซ้ายจากบนลงล่างรวดเดียว (นึกไม่ออกเสิร์ชดูได้ฮะ มีตรึมเลย 555)
สิ่งสำคัญคือต้องใส่ ประสบการณ์ทำงานล่าสุด ชื่อตำแหน่งงาน และผลสัมฤทธิ์ของงาน ไว้ส่วนบนสุดฝั่งซ้าย ให้เห็นเป็นส่วนแรก อย่าเขียนยาวเกิน อย่าน้ำเยอะไม่มีเนื้อ เน้นใส่ Bullet point ให้อ่านเป็นข้อ ๆ ได้ง่าย ทำตัวหนาในส่วนที่อยากโฟกัส
▪️ E-pattern ไม่ต่างจาก F-pattern มาก แค่อ่านทุกย่อหน้าจากบนลงล่าง ใช้การทำตัวหนา และ Bullet Point เหมือนกันเป๊ะ
3. ใช้กฎ 2 หน้า
บางคนทำงานมานาน อยากพรีเซนต์ให้เห็นว่าตัวเองเก่ง จากงานวิจัยแนะนำให้เขียนไม่เกิน 2 หน้า ถ้าหน้าแรกนำเสนอได้จึ้ง เดี๋ยว HR ก็ตามอ่านหน้า 2 เอง แต่ถ้าให้ดีที่สุด เอาหน้าเดียวแล้วเขียนให้อยู่หมัด ปังกว่า
4. Keyword ที่เกี่ยวข้องต้องมี
มีทั้งชื่อตำแหน่งหน้าที่การงาน ทักษะ Soft Skills, Hard Skills ที่ต้องการ เรียนจบสาขาอะไร ทำงานอุตสาหกรรมไหนมาก่อน
📌 เรซูเม่ที่ HR ส่ายหัว หน้าตาเป็นยังไง ?
1) เขียนเป็นย่อหน้ายาวมาก เยอะมาก จัดวางบรรทัดหนาเกินไป คอลัมเยอะเกินจนไม่อยากอ่าน แถมเว้นที่ว่างขาว ๆ น้อยไปจนเวียนหัว
2) จัดเลย์เอาต์แย่มาก ไม่จัดเรียงนำสายตา HR ให้อ่านจากบนลงล่าง อย่าจัดเรียงให้อ่านซ้าย-ขวา เพราะอ่านแล้วงง
3) ยัด Keyword เข้าไปเรซูเม่เยอะเกินจนดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนพยายาม Spam ข้อความมากเกินไปจนดูไม่น่าอ่าน ดูไม่ใช่คนเขียนเรซูเม่เอง
📌 โบนัสพิเศษสำหรับคนที่อยากปรับเรซูเม่
นี่คือทริค 4 ข้อที่งานวิจัยบอกมาแล้วว่าช่วยให้ HR สนใจเรซูเม่เรามากขึ้น แต่ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วชอบอยากอ่านแบบเจาะลึกกว่านี้ พี่ทุยมีโบนัสแถมให้อีก 4 ข้อ
1) ใช้ตัวเลขในการบอกเล่าเรื่องราว
เช่น แทนที่จะบอกว่า "ต้องดีลกับลูกค้าเป็นหลัก" ก็เขียนว่า "ดีลกับลูกค้า 5 รายใน 1 อาทิตย์" หรือ "สร้าง Engagement แตะหลักล้านต่อโพสต์ภายใน 1 เดือน"
2) เน้นความสำเร็จที่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร
เช่น สมัครตำแหน่งกราฟิก ก็เขียนว่า "ออกแบบกราฟิกได้ 2 ชิ้นงานภายใน 1 วันบน Adobe Illustrator"
3) ทำเรซูเม่ให้ "คลิก" ได้
ส่งเรซูเม่ทางออนไลน์ ถ้าเป็นสายงานครีเอทีฟที่ต้องมีพอร์ต อย่าลืมฝัง Hyperlink แล้วเซฟเป็น PDF วางลิงก์ไว้ตรงส่วนบน ๆ ให้เห็นชัด ๆ คนอ่านจะได้กดเข้าไปดูต่อได้สะดวก
4) สร้างตัวเองให้แตกต่าง
ถ้าอธิบายตัวเองแบบทั่ว ๆ ไป ยังไงก็ไม่มีใครสนใจอ่านเรซูเม่เรา เขียนขายตัวเองให้ดูเชิงลึกและโปรขึ้นจะดีกว่า
ตัวอย่าง
เดิม: "เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ มีประสบการณ์สร้าง Awareness ให้กับสินค้าใหม่ ๆ"
ใหม่: "นักการตลาดสายธุรกิจสุขภาพ วางแผนกลยุทธ์สดใหม่ ได้รับยอด Awareness XXX ต่อเดือนในแต่ละแพลตฟอร์ม คิดเป็น XXX เท่าจากกลยุทธ์เดิม"
เห็นปะ แค่นี้ก็ดูหรูขึ้นแล้ว
เอาละ ทั้งหมดก็มีเท่านี้ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะเอาไปปรับใช้กัน ไปลุยกันได้เลย แล้วอย่าลืมกลับมาบอกพี่ทุยด้วยว่าได้งานแล้วนะฮะ
#เรซูเม่ #สมัครงาน #ลาออก #หางาน
ที่มา :
Eye-tracking study, The Ladders
Hidden Eye Tracker: How Recruiters Actually Read Resumes, Wonsulting
10 Tips for an Eye-Catching Resume, Indeed
4 days ago | [YT] | 501
View 4 replies
Money Buffalo
3 แนวทางการลงทุน สำหรับคนอยากมี “ล้านแรก” | Money Buffalo
หลายคนคิดว่า…ถ้าอยากมีเงินล้าน ต้องเสี่ยงสูง ต้องเก่ง ต้องเลือกหุ้นเทพ ๆ ให้ได้ตั้งแต่แรก
แต่ความจริงคือ คนที่ไปถึง “ล้านแรก” ได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เก่งกว่าใคร แค่เขาเลือกแนวทางลงทุนที่ เหมาะกับตัวเอง และทำมันได้ยาว ๆ
อินโฟนี้ พี่ทุยไม่ได้จะบอกว่าแนวไหนดีที่สุด แต่ชวนให้ดูว่า ถ้าเราเป็นคนแบบนี้ ควรเดินเกมการเงินยังไง ถึงจะไม่พังกลางทาง
- บางคนเป็นสายชิล ไม่รีบ ค่อย ๆ เก็บ
- บางคนอยากเร่ง อยากเห็นเงินโตไว รับความผันผวนได้
- บางคนเริ่มช้าหน่อย แต่รู้ตัวทัน และยังอยากมีเงินก้อนในชีวิต
ทั้ง 3 แบบ มีปลายทางเดียวกันคือ “ล้านแรก” ต่างกันแค่ ความเสี่ยง เวลา และความสบายใจระหว่างทาง
สิ่งสำคัญไม่ใช่เลือกให้เหมือนคนอื่น แต่เลือกแนวที่เรา “อยู่กับมันได้จริง” ไม่เครียด ไม่ฝืน และไม่เลิกกลางคัน
เพราะสุดท้ายแล้ว “ล้านแรก”ไม่ได้มาจากการลงทุนที่หวือหวาที่สุด แต่มาจากการเริ่มให้ถูกทาง และไม่หยุดทำนั่นเองครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ล้านแรก #เริ่มลงทุน #การเงินส่วนบุคคล #ลงทุนระยะยาว
1 week ago | [YT] | 395
View 6 replies
Money Buffalo
5 เข็มขัด ควรรัดให้เป็น เศรษฐกิจซอมบี้ 2026 “ไม่ตาย แต่ก็ไม่โต” | Money Buffalo
หลายคนน่าจะรู้สึกเหมือนกันว่า ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยขึ้น แต่เงินกลับอยู่กับเราไม่นานเหมือนเมื่อก่อน พอมองภาพใหญ่ให้ชัดขึ้น ก็เริ่มเข้าใจว่า… นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาปากท้อง แต่มันคือจังหวะเศรษฐกิจที่กำลัง “ฝืด” ทั้งระบบ
ปีหน้า นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเริ่มเรียกช่วงนี้ว่า “เศรษฐกิจซอมบี้” ไม่ตาย แต่ก็ไม่โต ทุกอย่างยังเดินต่อได้ แต่เดินแบบเหนื่อยเกิ๊น
แล้วเศรษฐกิจแบบนี้ ควรหยุดลงทุนไหม หรือควรเก็บเงินสดอย่างเดียว ?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องหยุดทุกอย่าง แต่ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งก่อนว่าเราต้องเข็มขัดชีวิตเรา ใหม่ทั้งหมด โดยพี่ทุยสรุปมาแล้ว 5 เข็มขัด มีอะไรบ้าง
📌 เข็มขัดเส้นที่ 1 รายจ่ายที่เคย “หลวม” ต้องเริ่มรัด
ก่อนหน้านี้ หลายคนอาจใช้ชีวิตแบบ อยากได้ก็ซื้อ อยากไปก็ไป เพราะรายได้ยังพอไหว แต่เจ้าพวกรายจ่ายเล็ก ๆ ในเศรษฐกิจซอมบี้นี่ล่ะฮะ ที่จะเริ่มกัดกินชีวิตเราเงียบ ๆ
ปีหน้าไม่ใช่ปีของการถามว่า ของชิ้นนี้ถูกหรือแพง แต่มันคือคำถามว่า “จำเป็นตอนนี้จริงไหม ?” การชะลอการใช้จ่ายลงสำหรับพี่ทุยแล้วไม่ใช่ความล้มเหลวเลย หรือมันคือการประคองตัวไม่ให้ล้มต่างหาก
📌 เข็มขัดเส้นที่ 2 เงินสดต้องรัดให้ “แน่นขึ้น” แต่ไม่รัดจนหายใจไม่ออก
เงินสดสำรอง 6 เดือนอาจจะไม่ใช่สูตรที่ใช้ได้กับสถานการณ์ในตอนนี้ จนขนาดว่ามีการพูดกันว่าต้องมีเงินสำรองยาวเป็น 120 เดือน ซึ่งนั่นดูเหมือนว่าจะโอเวอร์ไปซักหน่อย สำหรับพี่ทุยแล้วตัวเลขที่พอจะทำให้ชีวิต “รอด” และหาทางหนีทีไล่ได้ น่าจะอย่างน้อยสัก 12 เดือน
ไม่ใช่เพราะโลกกำลังจะพัง แต่เพราะความไม่แน่นอนมันอยู่นานขึ้น งานใหม่ไม่ได้หาง่ายเหมือนเดิม และรายได้อาจสะดุดยาวกว่าที่คิด การเก็บเงินสดไว้ในช่วงนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความกลัว แต่มันคือ พื้นที่ปลอดภัย ที่ทำให้เราไม่ต้องตัดสินใจผิด เพราะความจนบีบคอ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ต้องเอาเงินไปนอนตาย เงินสดมีไว้ “รอ” ไม่ใช่มีไว้ “หยุดชีวิต”
📌 เข็มขัดเส้นที่ 3 “หนี้บริโภค” คือกับดักที่เศรษฐกิจซอมบี้ไม่ให้อภัย
ถ้ามีอะไรที่เศรษฐกิจซอมบี้ไม่ให้อภัยเลย นั่นคือ “หนี้เพื่อการบริโภค” หนี้ที่ไม่ได้ช่วยสร้างรายได้ ไม่ได้พาชีวิตไปข้างหน้า แต่ค่อย ๆ ดูดพลังชีวิตเราออกไปทุกเดือน แบบเงียบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต ผ่อนของที่ไม่จำเป็น หรือหนี้ไม่มีหลักประกัน ทั้งหมดนี้คือ ใช้วันนี้ แต่เอาอนาคตไปจ่าย
แต่รู้ไหมครับ…หนี้บริโภคว่าโหดแล้ว ยังมีหนี้ที่โหดกว่านั้นอีก นั่นคือ “หนี้นอกระบบ” หนี้ที่ไม่ได้แค่กินเงินเรา แต่กิน โอกาสในการตั้งหลัก ไปพร้อมกัน ดอกเบี้ยบางเจ้าไม่ได้คิดเป็นปี แต่คิดเป็นวัน พอเอามารวมกันจริง ๆ ดอกเบี้ยพุ่งไปถึงระดับ ปีละเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ เงินที่ตั้งใจยืมมาเพื่อ “ประคองตัว” สุดท้ายกลับกลายเป็นวงจรที่ดึงเราให้จมลึกลงไปเรื่อย ๆ จนบางคนไม่ได้ล้มเพราะเศรษฐกิจ แต่ล้มเพราะ หนี้ที่ไม่เปิดโอกาสให้ลุกขึ้นใหม่
📌 เข็มขัดเส้นที่ 4 เศรษฐกิจผันผวน สิ่งที่ต้องรัดคือ “ระดับความเสี่ยงที่เรารับไหว”
เศรษฐกิจผันผวน ไม่ใช่เวลาพิสูจน์ว่าใครใจถึงกว่า แต่เป็นเวลาที่ต้องถามตัวเองตรง ๆ ว่า ถ้าเกิดแรงกระแทกขึ้นมา เรารับได้แค่ไหน การลดความเสี่ยง ไม่ใช่ความขี้กลัว แต่มันคือการยอมรับความจริงว่า
ต้นทุนชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนยังมีรายได้มั่นคง ก็อาจเลือกลงทุนต่อ บางคนรายได้เริ่มสั่น ก็เลือกชะลอ พักเงินสด บางคนยังไม่มั่นใจ ก็เลือกอยู่เฉย ๆ แล้วเรียนรู้เพิ่ม ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิด ถ้ามันช่วยให้เรายัง “ไม่หลุดเกม” เพราะในเศรษฐกิจแบบนี้ คนที่รอด ไม่ใช่คนที่เสี่ยงที่สุด แต่คือคนที่ จัดความเสี่ยงให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
📌 เข็มขัดเส้นที่ 5 ความคาดหวังที่สูงเกินจริง คือความเสี่ยงที่คนมองไม่เห็น
ปีหน้านี้ไม่ใช่ปีของการรวยเร็ว ไม่ใช่ปีของการกระโดดข้ามขั้น และไม่ใช่ปีของการเอาผลตอบแทนมาแข่งกันในโซเชียล เพราะในเศรษฐกิจซอมบี้ สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่ขาดโอกาส แต่คือ คาดหวังเกินตัว
หลายคนพัง ไม่ใช่เพราะลงทุนผิด แต่เพราะตั้งเป้าแรงเกินไป เร่งเกินไป และกดดันตัวเองให้ต้อง “ชนะ” ทั้งที่เกมยังไม่เปิดจริง เป้าหมายที่เหมาะกับช่วงนี้ จึงไม่ใช่กำไรหวือหวา แต่คือ ไม่พัง และยังยืนอยู่ได้ มีเงินพอใช้ มีงานทำ มีพอร์ตที่ไม่แตก มีสภาพคล่องพอให้ไม่ต้องตัดสินใจเพราะความกลัว
สรุปง่าย ๆ คือ ปีหน้าไม่จำเป็นต้องคาดหวังหรือกดดันตัวเองสูง เพราะเศรษฐกิจปีหน้า…แทบทุกเสียงก็บอกตรงกันว่า “เผาจริง”
และสุดท้ายนี้ พี่ทุยอยากทิ้งไว้ตรง ๆ ว่า เศรษฐกิจไม่ดี ไม่ได้บอกให้เราหยุดใช้ชีวิต ไม่ได้บอกให้ถอนเงินออกจากระบบ และไม่ได้บอกให้หยุดลงทุนทั้งชีวิต แต่มันกำลังบอกว่า อย่าใช้ชีวิตแบบไม่คิด แค่รัดเข็มขัดให้ถูกเส้น รัดให้พอดีกับความจริงของตัวเอง และอย่ารัดผิดที่ เพราะเศรษฐกิจซอมบี้ ไม่ฆ่าเราในวันเดียวหรอกครับ แต่มันจะค่อย ๆ กินคนที่ไม่ปรับตัวมากกว่า…
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #เศรษฐกิจซอมบี้ #รัดเข็มขัด #วางแผนการเงิน #อยู่ให้รอด #เศรษฐกิจแย่ #ปีหน้าเผาจริง
1 week ago | [YT] | 216
View 8 replies
Money Buffalo
มีงบจำกัด ตรวจร่างกายที่ไหนดี ? | Money Buffalo
จะหมดปีแล้ว อย่าลืมไปตรวจสุขภาพกันด้วยเน้อ เพราะมันคือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ที่สำคัญไม่แพ้ความรู้ด้านการเงินเลยล่ะ เพราะช่วยให้เราทราบสภาพร่างกายตัวเอง สามารถป้องกันและรักษาโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ราคาแพ็กเกจตรวจสุขภาพมีหลากหลายช่วง ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับรายการที่ตรวจและโรงพยาบาล ควรเลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับอายุและความเสี่ยงของตัวเอง
พี่ทุยเลยจะมาแนะนำ 11 แพ็กเกจตรวจร่างกายจากแต่ละโรงพยาบาล ที่มีแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาเอื้อมถึง มาดูกันว่าที่ไหนเหมาะกับเราบ้างฮะ
1. โรงพยาบาลวิมุต
2. โรงพยาบาลพญาไท
3. โรงพยาบาล BNH
4. โรงพยาบาล MedPark
5. โรงพยาบาลเจ้าพระยา
6. โรงพยาบาลสมิติเวช
7. โรงพยาบาลเปาโล
8. โรงพยาบาลวิชัยยุทธ
9. โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
10. โรงพยาบาลศิริราช
11. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
#ตรวจสุขภาพ #เช็กอัพ #สุขภาพดี #ป้องกันโรค #ดูแลสุขภาพ
1 week ago | [YT] | 140
View 5 replies
Money Buffalo
“เงินเยนอ่อน” ตัวเร่งให้โลกผันผวน แรงกระเพื่อม ที่อาจไม่จบแค่ในญี่ปุ่น | Money Buffalo
ช่วงนี้ถ้าพูดถึงญี่ปุ่น ภาพในหัวหลายคนน่าจะเหมือนกันหมด เงินเยนอ่อน ของถูก เที่ยวคุ้ม ช้อปสนุก ฟังดูเหมือนข่าวดี แต่พี่ทุยอยากชวนคิดนิดนึงว่า ของที่มันถูกผิดปกติ…มันไม่เคยถูกถูกจริง ๆ เงินเยนที่อ่อนยาวหลายปี ไม่ได้แปลว่าแค่ไปเที่ยวแล้วคุ้ม แต่มันกำลังสะสม “บิลบางอย่าง” ไว้เงียบ ๆ และวันหนึ่ง…ต้องมีคนจ่ายแน่
คำถามคือ ใครเป็นคนจ่าย ? และจ่ายหนักแค่ไหน ถ้ามองลึกลงไป จะเห็นว่าเงินเยนที่ดู “ถูก” กำลังกระแทกพร้อมกันอย่างน้อย 3 ทาง ตั้งแต่คนญี่ปุ่นที่ค่าครองชีพตึงขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลที่เริ่มเจอบิลก้อนใหญ่ไม่เคยเจอมาก่อน ไปจนถึงตลาดการเงินโลก ที่เงินเยนกลายเป็นตัวจุดชนวนความผันผวนได้ง่ายขึ้น
เรื่องนี้เลยไม่ใช่แค่ปัญหาของญี่ปุ่น แต่มันคือความเสี่ยงที่อาจลามไปทั้งโลก และสุดท้าย…มันจะมาถึงเราแน่นอน แค่อาจยังไม่ทันทีเท่านั้นเอง
1. เงินเยนอ่อน กำลังบีบชีวิตคนในประเทศให้ตึงขึ้นทุกวัน
ค่าเงินเยนที่อ่อนลงกว่า 30–40% จากช่วงก่อนโควิด อาจดูเป็นข่าวดีในสายตาคนนอก แต่สำหรับคนญี่ปุ่น นี่คือค่าครองชีพที่แพงขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้ เพราะญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า 90% ของการใช้ในประเทศ เมื่อค่าเงินอ่อน พลังงานก็แพง วัตถุดิบก็แพง อาหารและสินค้าจำเป็นก็แพงตามมาเป็นลูกโซ่
ขณะที่ฝั่งรายได้กลับไม่ขยับทัน ตัวเลขค่าแรงที่แท้จริงของญี่ปุ่นยังติดลบต่อเนื่องหลายปี หมายความว่าคนทำงานต้องจ่ายแพงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เงินเดือนกลับไม่โตพอจะรับแรงกระแทก เงินเยนอ่อนจึงไม่ใช่ของขวัญทางเศรษฐกิจ แต่มันกำลังกลายเป็นแรงกดดันกำลังซื้อที่กัดกินเศรษฐกิจภายในแบบเงียบ ๆ และยาวนาน
2. เงินเยนอ่อน ทำให้เสี่ยง “เช็คบิลย้อนหลัง” แบบที่ไม่เคยต้องจ่ายมาก่อน
ญี่ปุ่นคือประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ตัวเลขอยู่เหนือ 250% ของ GDP ที่ผ่านมา ระบบนี้ยังพอเดินต่อได้ เพราะญี่ปุ่นอยู่ในยุคดอกเบี้ยแทบเป็นศูนย์ รัฐบาลกู้เงินแทบไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย
แต่เมื่อเงินเยนอ่อนแรงและเงินเฟ้อเริ่มยืนเหนือระดับ 2% ธนาคารกลางก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ย และแค่ดอกเบี้ยขยับขึ้นเพียง 1% นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นราว 2% ของ GDP ทันที
เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เศษเงิน แต่มันคือเงินที่เคยใช้ดูแลประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ และพยุงระบบทั้งประเทศ แต่กำลังถูกดึงไป “จ่ายดอกเบี้ย” แทน ของที่เคยถูกมาก พอแพงขึ้นเพียงนิดเดียว สำหรับญี่ปุ่น มันจึงไม่ใช่แค่เจ็บ แต่คือเจ็บหนักกว่าประเทศอื่นหลายเท่า
3. เงินเยนอ่อน ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาของญี่ปุ่น แต่กำลังเป็นตัวเร่งความผันผวนให้ทั้งโลก
หลายคนอาจไม่รู้ว่าเงินเยนไม่ได้เป็นแค่ค่าเงินของประเทศหนึ่ง แต่มันคือเงินต้นทางของการเก็งกำไรทั่วโลก นักลงทุนจำนวนมากกู้เงินเยนเพราะต้นทุนต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ วันที่เงินเยนผันผวนแรง หรือวันที่ดอกเบี้ยญี่ปุ่นเริ่มขยับ นักลงทุนเหล่านี้ต้องรีบปิดเกม ด้วยการขายสินทรัพย์ในประเทศอื่น เพื่อนำเงินเยนกลับคืนมา และนั่นคือจุดที่ความผันผวนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในญี่ปุ่น แต่ลามไปทั้งตลาดการเงินโลก เงินเยนขยับครั้งเดียว ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกก็พร้อมจะสะเทือนตามทันที
สุดท้ายแล้วพี่ทุยว่า เงินเยนที่หลายคนมองว่า “ถูก” อาจไม่ใช่สัญญาณของความแข็งแรงอย่างที่คิด แต่มันคือผลข้างเคียงของระบบที่พึ่งพาเงินถูกมานานเกินไป และสิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ ไม่ใช่คำถามว่าเงินเยนจะอ่อนลงได้อีกแค่ไหน แต่คือคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งระบบนี้ไม่สามารถรับแรงกดดันได้อีก ใครจะเป็นคนจ่ายบิลทั้งหมดที่สะสมมามากกว่าครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ญี่ปุ่น #เศรษฐกิจญี่ปุ่น #เงินเยน #เศรษฐกิจ #ค่าเงิน
#ดอกเบี้ย #เงินเฟ้อ #ตลาดการเงิน #เศรษฐกิจโลก #เที่ยวญี่ปุ่น
1 week ago | [YT] | 170
View 9 replies
Money Buffalo
เร็ว ๆ นี้ ค่ารักษาพยาบาล จะกลายเป็น “ของฟุ่มเฟือย” ที่คนไทยอาจเอื้อมไม่ถึง | Money Buffalo
ตอนนี้ “ค่ารักษาพยาบาล” บ้านเรากำลังแพงขึ้นแบบน่าตกใจจริง ๆ โดยเฉพาะใน โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ราคาพุ่งแรงที่สุด และเป็นที่พึ่งของหลายครอบครัวเวลาต้องการการรักษาที่รวดเร็วหรือเฉพาะทางมากขึ้น
ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลรัฐ แม้จะยังเป็นตัวเลือกที่ “ราคาเข้าถึงง่าย” และคุณภาพดี แต่ก็เผชิญปัญหา ล้น–แออัด–รอนาน จากความต้องการใช้บริการที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องไหลไปใช้บริการเอกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อทั้งสองระบบเผชิญแรงกดดันคนละแบบ ผลลัพธ์ก็คือ ภาระค่ารักษาของประชาชนเพิ่มเร็วกว่าเงินเดือนโตหลายเท่า จนหลายคนเริ่มพูดกันว่า“ป่วยที…เงินเก็บหายไปครึ่งชีวิต”
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น ค่ารักษามีแนวโน้มจะพุ่งเฉลี่ย ปีละเกือบ 14.3% ในขณะที่รายได้แทบไม่ขยับเลย ถ้าไม่วางแผนกันตั้งแต่วันนี้ “สุขภาพ” อาจกลายเป็นของฟุ่มเฟือยจริง ๆ สำหรับหลายครอบครัว
📌แล้วทำไมค่ารักษาพยาบาลถึงแพงขึ้นขนาดนี้ ?
1. "ค่ายา–เวชภัณฑ์ “ถูกบวกเพิ่ม” จนคนไข้ตกใจ
ของบางอย่างราคาในตลาดไม่กี่บาท แต่พอเข้าโรงพยาบาลราคาพุ่งเป็นสิบเท่า ร้อยเท่า อย่างเช่น
สำลี 0.10 → 7 บาท
น้ำเกลือ 45 → 919 บาท
พลาสเตอร์ 25 → 224 บาท
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “โครงสร้างราคา” ในระบบสุขภาพไทยกำลังบิดเบี้ยวแบบที่คนไข้ไม่เคยมีสิทธิเลือก
2. “ค่าห้อง” รักษานอนโรงพยาบาลกลายเป็นเรื่องใหญ่
ค่าห้องโรงพยาบาลเอกชนดี ๆ หน่อยเริ่มต้นประมาณคืนละ 5,000 บาท และอาจแตะ 15,000–16,000 บาท แล้วไหนจะค่าหมอ ค่าตรวจ ค่ายา และค่าบริการต่าง ๆ ที่ทยอยบวกเข้ามาอีก แค่ไม่กี่คืน บิลก็พุ่งไปหลักหมื่น–หลักแสนได้ง่ายมาก
3. “ค่าหมอ” เป็นตัวกำหนดราคาค่ารักษามากกว่าที่เราคิด
จากงานวิจัยของสภาผู้บริโภคพบว่า โครงสร้างต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ เกือบครึ่ง คือ “ค่าหมอ” และสิ่งที่น่าสนใจ คือสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเร็วมาก จาก 30% ในปี 2561 → พุ่งเป็น 45% ในปี 2565
ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ค่าหมอคือปัจจัยหลักที่ดันราคาค่ารักษาพยาบาลให้สูงขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ค่ายา หรือค่าเครื่องมือแพง ๆ อย่างที่หลายคนคิด
3. “เบิกแบบบุฟเฟต์” ทำให้ทั้งระบบบวม
ทั้งสิทธิข้าราชการ บัตรทอง และประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย เปิดให้ “เบิกเต็มสิทธิ” โดยที่คนไข้ไม่ต้องควักเงินเพิ่ม เวลาหมอแนะนำให้ตรวจเพิ่ม ใช้เทคโนโลยีแพง หรือ Admit คนไข้ก็รู้สึกว่า “ไหน ๆ ก็เบิกได้ ก็ทำไปเถอะ” แต่พอทุกคนใช้แบบนี้พร้อมกัน ค่ารักษาทั้งประเทศก็พุ่งขึ้นโดยอัตโนมัติ จนส่งผลทำให้สุดท้ายทุกคนต้องมาร่วมกันจ่ายในรูปแบบอื่นอยู่ดี เช่น เบี้ยประกันที่แพงขึ้นทุกปี
แบบนี้เมื่อทุกอย่างแพงขึ้น สิ่งที่เราทำได้คงมีแต่ ทำใจและหาทางรับมือให้ดีที่สุด พี่ทุยเลยสรุปออกมาให้แล้วว่า มี 3 วิธีสำคัญ ที่ทุกคนควรเริ่มทำทันที ก่อนที่ “ค่ารักษาพุ่งไม่หยุด” จะทำให้เราตั้งหลักไม่ทันและทุกอย่างมันสายเกินเอื้อม
📌แล้วเราจะรับมือกับปัญหานี้ยังไงดี ?
1. “เริ่มจากสิทธิที่มีอยู่ก่อน” อย่าหมิ่นสวัสดิการรัฐ มันไม่ได้แย่ แค่...รอนาน
ก่อนจะวิ่งไปซื้อประกัน หรือโดดไปโรงพยาบาลเอกชน พี่ทุยอยากให้ทุกคน “รู้ก่อนว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง”
เพราะหลายคนลืมไปเลยว่า…
- บัตรทองรักษาโรคพื้นฐานได้เยอะมาก
- ประกันสังคมมีหมวดโรคร้ายแรงหลายอย่างที่คุ้มครอง
- บางคนมีสิทธิจากที่ทำงาน สามี ภรรยา หรือพ่อแม่ อยู่แล้ว
- บางบริษัทให้สิทธิรักษาเอกชนปีละหลายหมื่น
- บางทีสิทธิที่เรามีอยู่แล้ว ดีจนแทบไม่ต้องซื้อประกันเพิ่ม ก็ยังมีนะ!
ส่วนสวัสดิการรัฐไม่ได้แย่ มันแค่ “ล้น” จนรอนานเฉย ๆ แต่ในเชิงคุณภาพและความครอบคลุมถือว่าดีมากสำหรับโรคทั่วไป กฎง่าย ๆ คือ ใช้สิทธิรัฐ–สิทธิที่มีอยู่ “ให้คุ้มที่สุดก่อน” เพราะนี่คือวิธีลดค่าใช้จ่ายที่เร็วและคุ้มที่สุด โดยไม่ต้องควักเงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว
2. “ซื้อประกันยังไงให้ฉลาด” ไม่ใช่ถูกที่สุด แต่ต้องอยู่กับเราไปนานที่สุด
ช่วงนี้ดราม่าประกันสุขภาพมาแรงมาก พี่ทุยเลยอยากสอนให้แบบ เคลียร์ ๆ ว่า ถ้าอยากประหยัดระยะยาว ให้ใช้สูตรนี้เลย คือ ซื้อแบบเหมาจ่าย + ผูกกับประกันชีวิต + เสริมโรคร้ายแรง
ทำไมต้องแบบนี้ ? เพราะ…
- ประกันสุขภาพแบบ “เดี่ยว” เสี่ยงโดนปรับเบี้ย–โดนปฏิเสธง่ายมาก สัญญามันต่อปีต่อปี ถ้าสุขภาพเราแย่ลง เขามีสิทธิ์ขึ้นเบี้ยแรง ๆ หรือเลิกคุ้มครองได้
- ประกันสุขภาพแบบ “พ่วงประกันชีวิต” จะล็อกความเสี่ยงเราไว้ตั้งแต่วันแรก บริษัทประกันจะยึดสุขภาพเรา “วันที่เริ่มทำ” แล้วคุ้มครองเราไปยาว ๆ ไม่ต้องลุ้นทุกปี
- ประกันโรคร้ายแรง กันการเกิดเคสหนัก ๆ เช่น มะเร็ง หัวใจ ไตวาย มักเป็นค่ารักษา หลักแสน–ล้าน ตัวนี้ช่วยปิดความเสี่ยงขนาดใหญ่ได้ดีมาก โดยจ่ายเบี้ยไม่สูง
สรุปแล้วเราควรซื้อตามวงเงินเหมาจ่าย โดยเลือกตามกำลัง ไม่ต้องของแพง 200,000 – 500,000 บาท ก็เอาอยู่สำหรับเคสทั่วไป ไม่ต้องเริ่มสวยด้วยวงเงินล้าน แล้วปีถัดไปจ่ายไม่ไหว
3. “เงินฉุกเฉินต้องมีนะ…เพราะ OPD เรารับเองแทบทั้งหมด”
หลายคนไม่ค่อยซื้อประกัน OPD เพราะ “แพงมาก” ทำให้ทุกครั้งที่เราไม่สบายแบบไม่ต้อง Admit เราต้องควักเองเกือบ 100% เช่น ไข้หวัดใหญ่ ตรวจเลือด ภูมิแพ้ ปวดหลัง หาหมอเช็กอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น “เป็นประจำ” และหลายคนเสียไปเดือนละหลักพันแบบไม่รู้ตัว
เพราะงั้นเงินฉุกเฉินด้านสุขภาพจึง จำเป็นมาก ๆ พี่ทุยแนะนำให้กันไว้ 3–6 เดือนของรายได้ เพื่อรองรับเคสไม่หนัก แต่เกิดบ่อย และไม่ต้องลุ้นว่าจะเอาเงินตรงไหนมาจ่าย
สุดท้ายนี้พี่ทุยว่า… สุขภาพกำลังจะกลายเป็นของฟุ่มเฟือยจริง ๆ ถ้าเราไม่เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้
เพราะค่ารักษาพยาบาลพุ่งปีละเกือบ 14% แต่รายได้เราแทบไม่ขยับตาม และถ้ามันยังเป็นแบบนี้ต่อไป…สิทธิพื้นฐานที่ควรเข้าถึงได้ง่าย ๆ อาจค่อย ๆ หลุดมือเราไปในทุกปีโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้นะครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ประกัน #ประกันสุขภาพ #ค่ารักษาพยาบาล #โรงพยาบาล #โรงพยาบาลเอกชน #โรงพยาบาลรัฐ
2 weeks ago | [YT] | 644
View 46 replies
Money Buffalo
คนไทยหันมา “เช่า” ไม่ใช่ไม่อยากมีบ้าน แต่เพราะ “ซื้อไม่ได้จริง ๆ” | Money Buffalo
ช่วงนี้พี่ทุยเห็นเทรนด์หนึ่งที่มาแรงมาก ๆ ในวงการอสังหาฯ มาได้สักพักละ คือคนรุ่นใหม่ “เลือกเช่ามากกว่าซื้อ” แบบชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ข้อมูลจาก LWS Wisdom and Solution ยังฟันธงว่า คนรุ่นใหม่กว่า 66% เลือกเช่าแทนซื้อบ้าน เรียกได้ว่า “มากกว่าครึ่งประเทศในเจนใหม่” ตัดสินใจไม่เป็นเจ้าของบ้านแล้วนะ
ตอนแรกพี่ทุยคิดว่าอาจเป็นแค่เทรนด์ไลฟ์สไตล์ แต่พอยิ่งดูตัวเลขหลายอย่าง ยิ่งชัดเลยว่า…นี่ไม่ใช่ความชอบ…แต่มันคือ “ความจำเป็น” คนไม่ได้ไม่อยากมีบ้าน แต่สภาพเศรษฐกิจมันผลักให้ต้องเช่า เพราะต่อให้ตั้งใจแค่ไหน สุดท้ายก็ “ซื้อไม่ได้อยู่ดี”
แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? นี่คือ 3 เหตุผลแบบชัด ๆ ว่าเราเป็นเจ้าของอสังหาไม่ได้จริง
1. ไม่ใช่ว่าไม่อยากเป็นเจ้าของ…แต่ “กู้ไม่ผ่าน”
เวลาพูดถึง “การมีบ้าน” มันคือหนึ่งในหลักฐานไว้อวดป้าข้างบ้านว่า เรามีความมั่นคงในชีวิตแล้วนะ แต่ในความเป็นจริงวันนี้… คนจำนวนมากแม้จะทำงานหนัก เก็บเงินมานาน เตรียมดาวน์เต็มที่แล้ว แต่พอเดินเข้าไปธนาคาร กลับถูกหยุดตั้งแต่หน้าประตูด้วยคำว่า “ขออภัยครับ…สินเชื่อของคุณไม่ผ่านการอนุมัติ”
ข้อมูลล่าสุดยังตอกย้ำว่า อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านพุ่งสูงถึง 40% โดยเฉพาะบ้านราคาต่ำ 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ “คนชั้นกลางตัวจริง” ซื้อกันมากที่สุด นี่คือช่วงราคาที่หลายคนคาดหวังว่าจะจับต้องได้ แต่กลายเป็นช่วงราคาที่คนกู้ไม่ผ่านเยอะที่สุดเหมือนกัน
มันทำให้ บ้านที่ควรจะซื้อได้ กลายเป็นของที่เอื้อมไม่ถึงตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพราะดอกเบี้ยสูง หนี้ครัวเรือนหนัก จนแบงก์ไม่อยากปล่อยสินเชื่อให้ สุดท้ายจึงไม่แปลกที่หลายคนต้อง “หันกลับไปเช่า” แม้จะอยากซื้อแค่ไหนก็ตาม
2. ราคาบ้านขึ้นเร็วกว่าที่เงินเดือนจะไล่ทัน
อีกเหตุผลที่ทำให้คนยุคนี้ “ถอดใจ” จากการซื้อบ้าน คือราคาที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องแบบไม่รอใครเลย
ดูจากดัชนีราคาอสังหาฯ ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ทั้งบ้าน ทาวน์เฮาส์ คอนโด ขยับขึ้นปีละ 3–4% ทุกปี
ลองนึกภาพง่าย ๆ…บ้านราคา 1,000,000 บาท เมื่อ 7 ปีก่อน วันนี้จะกลายเป็นประมาณ 1,280,000 บาท เพิ่มขึ้นเกือบ 3 แสนบาท ทั้งที่เงินเดือนหลายคนขึ้นไม่ถึงครึ่งของตัวเลขนี้ด้วยซ้ำ
มันคือความรู้สึกแบบ…“อยากวิ่งไล่ราคา แต่ราคามันวิ่งเร็วกว่าเราตลอด” ขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกปี ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ก็กัดกินเงินเดือนที่แทบไม่ขยับอยู่แล้ว
สุดท้ายบ้านก็กลายเป็นของที่ “เคยใกล้มือ” แต่ตอนนี้ “ไกลออกไปทุกปี” มันก็ไม่แปลกเลยที่หลายคนหันไปคิดว่าเช่าต่อไปอาจจะง่ายกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องวิ่งแข่งกับราคาบ้านทุกปี และนี่คืออีกเหตุผลใหญ่ที่ผลักคนไทยให้เข้าสู่ยุคที่ การเช่าไม่ใช่ตัวเลือกชั่วคราว แต่กลายเป็นความจำเป็นจริง ๆ
3. ค่าเช่าแทบไม่ขึ้น แถมบางที่ “ถูกลงด้วยซ้ำ”
อีกด้านหนึ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึง แต่สำคัญมากคือ ราคาเช่าไม่ได้ขึ้นตามราคาอสังหาฯ เลย โดยเฉพาะตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ ที่ตัวเลขชี้ชัดว่าค่าเช่าในย่าน CBD ลดลงประมาณ 3.5-4.5% ในปี 2024 ในขณะที่ราคาบ้านพุ่งขึ้นทุกปี ราคาเช่ากลับนิ่ง หรือถูกลงด้วยซ้ำ
ทำให้ภาพมันชัดขึ้นว่า “การเช่า” อาจมีต้นทุนที่ถูกกว่าการซื้อ แบบนี้ทำให้สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและไม่อยากผูกมัดระยะยาวอยู่แล้ว จึงเลือกการเช่าเลย เพราะเป็นทางเลือกที่ “คุ้มกว่าและเสี่ยงน้อยกว่า” เพราะสุดท้ายแล้ว…ราคาบ้านเดินหน้า แต่ราคาเช่ายังอยู่ที่เดิม ทำให้การเช่าดู “สบายกว่า และเบากระเป๋ากว่า” อย่างเห็นได้ชัด
สุดท้ายนี้ นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเทรนด์ “เช่าแทนซื้อ” ถึงมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก็เพราะทุกอย่างในระบบมัน ไม่เอื้อให้คนเป็นเจ้าของบ้านได้เลย เมื่อกู้ก็ไม่ผ่าน ราคาบ้านก็ขึ้นเร็วกว่ารายได้จะตามทัน แถมค่าเช่ายังแทบไม่ขยับ บางพื้นที่ยังถูกลงด้วยซ้ำ มันจึงชัดเจนว่า… คนไม่ได้ไม่อยากมีบ้าน แต่ “ซื้อไม่ได้จริง ๆ” ต่างหาก
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ค่าครองชีพ #ของแพง #เศรษฐกิจแย่ #อสังหา #ค่าเช่า #เทรนด์เช่ามากกว่าซื้อ #กู้ธนาคาร
References
- ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย,ธนาคารแห่งประเทศไทย
- Bangkok Condo Oversupply: Insights for Buyers and Investors in 2025,Asialifestylemagazine
- กระทุ้งรัฐฟื้นบ้านหลังแรก, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
- เทรนด์เช่าโต ดัน “อสังหาฯ” บุกตลาดใหม่,TNN Online
2 weeks ago | [YT] | 805
View 80 replies
Money Buffalo
อยากนอนเฉย ๆ มีเงินเข้าทุกเดือน 20,000 บาท ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ต้องมีเวลา | Money Buffalo
เอาดี ๆ นะถ้าอยาก “นอนเฉย ๆ แล้วได้เงินเดือนละ 20,000 บาท” เนี่ยะ มันเป็นไปได้ !
สิ่งแรกที่เราต้องมีคือ เงินก้อน 3.5 ล้านบาท แล้วเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนต่อ ให้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย ปีละ 7% ก็จะได้ผลตอบแทนประมาณ 245,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน แบบไม่ต้องทำงานเลย ซึ่งบอกก่อนนะ ผลตอบแทน 7% เนี่ย พี่ทุยไม่ได้เพ้อฝันนะ เพราะในระยะยาว มีสินทรัพย์ที่ทำได้จริง ใครอยากรู้ต้องอ่านกันต่อเลยครับ
เชื่อว่าหลายคนได้ยินแค่นี้ก็แอบหมดแรง “โอ๊ย…เงินตั้ง 3.5 ล้าน จะไปหาได้ยังไง ?” พี่ทุยบอกเลยว่า เป็นไปได้จริง ต่อให้เริ่มจากเงินเดือน 20,000 บาทก็ตาม เดี๋ยวพี่ทุยขอแยกเป็นกรณีให้เห็นชัด ๆ ไปเลยว่า แต่ละฐานรายได้ ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะไปถึงเส้นชัยนี้ได้
📌เงินเดือน 20,000 บาท มีสิทธิ์ไหม ?
เห็นเงินเดือนน้อยแบบนี้…มีสิทธิ์นะ แต่ใช้เวลานานที่สุด เพราะฐานรายได้นี้ “เงินลงทุนต่อเดือนยังเล็กเกินไป” ถ้าลงทุนได้เดือนละ 2,000 บาท หรือ 10% ของเงินเดือน แบบสม่ำเสมอ ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี
ต้องใช้เวลาทั้งหมด 36 ปี กว่าจะมีพอร์ต 3.5 ล้าน
เริ่มจากเงินเดือน 20,000 บาทไม่ได้แปลว่า “หมดสิทธิ์” แต่หมายความว่า…อิสรภาพทางการเงินจะมาช้า ยิ่งถ้าเริ่มช้า ก็อาจจะเลยวัย 60 เลยก็ได้ ทางลัดของฐานนี้คือ ต้องเพิ่มรายได้ให้เร็วที่สุด
📌เงินเดือน 30,000 บาท มีสิทธิ์ไหม ?
ฐานนี้มีลมหายใจมากขึ้น เพราะสามารถลงทุนเดือนละ 3,000 บาท หรือพูดง่าย ๆ คือ 10%
ต้องใช้เวลาทั้งหมด 30 ปี กว่าจะมีพอร์ต 3.5 ล้าน
จะเห็นว่า การเพิ่มเงินลงทุนเพียง 1,000 บาทต่อเดือน ช่วย ลดเวลาไปถึงอิสรภาพได้ถึง 6 ปีเต็ม นี่คือพลังของการเพิ่มเงินลงทุนเล็ก ๆ แต่สม่ำเสมอ ถ้าเริ่มตอนอายุ 25 มีโอกาสมีอิสระตอนประมาณ 55 ปี สบาย ๆ เลยครับ
📌เงินเดือน 40,000 บาท มีสิทธิ์ไหม ?
ฐานนี้เริ่มเห็นทางชัดมาก เพราะลงทุนได้เดือนละ 6,000 บาท หรือ 15% ของเงินเดือน
ต้องใช้เวลาทั้งหมด 22 ปี กว่าจะมีพอร์ต 3.5 ล้าน
เรียกได้ว่า เมื่อฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้น ก็ลงทุนเพิ่มขึ้นแบบนี้จากเงินลงทุน 3,000 ไป 6,000 บาท เวลาที่ต้องใช้ลดลงไปอีก เกือบ 10 ปี ! ถ้าเริ่มตอน 25 ปี มีอิสระตอนประมาณอายุ 46–47 เรียกได้ว่า“อิสรภาพตอนยังไม่แก่” ทำได้จริง
📌เงินเดือน 50,000 บาท มีสิทธิ์ไหม ?
ฐานนี้คือ “โซนที่มีโอกาสสูงที่สุด” เพราะสามารถลงทุนต่อเดือน 7,500 บาท ได้ไม่ยาก
ต้องใช้เวลาทั้งหมด 19 ปี กว่าจะมีพอร์ต 3.5 ล้าน
นี่คือโซนที่เข้าใกล้ “การมีอิสรภาพตั้งแต่อายุ 40 กลาง ๆ” มากที่สุด แต่ก็เป็นกลุ่มรายได้สูงก็พังง่ายที่สุดได้เหมือนกันนะถ้าฟุ่มเฟือย เงินไม่เหลือเก็บเลย ฐานเงินเดือน 50K ทำได้จริง แต่ต้องคุมใจให้ได้ด้วยนะครับ
📌แล้วพอมีเงิน 3.5 ล้านแล้ว ต้องทำยังไงต่อ ?
ตรงนี้แหละที่เงินจะเริ่ม “ทำงานแทนเรา” แบบจริงจัง ถ้าลงทุนได้ปันผลเฉลี่ย 7% ต่อปี ก็จะมีรายได้ประมาณ 245,000 บาท/ปี หรือ 20,000 บาท/เดือน
ตัวอย่างสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างรายได้ประจำ เช่น
- ETF ที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอหุ้นทั่วโลก (เช่น S&P500, MSCI World) ถือยาว 10–20 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 7–10%
- หุ้นปันผลคุณภาพดี ปันผล 7% ในสภาวะ ตอนนี้ ในตลาดหุ้นไทยบอกเลยว่าหาไม่ยาก
- กอง REIT เป็นกองทุนอสังหาฯ ที่ให้ปันผลค่อนข้างสม่ำเสมอ
ทั้งหมดนี้คือเครื่องมือที่จะทำให้ “เงินออกลูกออกดอก” แทนแรงงานเรา เพื่อน ๆ สามารถเอาแนวทางเหล่านี้ไปค้นหาและศึกษาด้วยตัวเองได้เลย
แต่สุดท้ายนี้ต้องบอกก่อนนะว่า นี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาก่อนตัดสินใจและไม่ควรเอาเงินทั้งหมดที่มีไปลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มเดียว พอร์ตที่ดีควรมีการ กระจายความเสี่ยง มีทั้งสินทรัพย์เติบโต และสินทรัพย์ปลอดภัยปะปนกัน สิ่งที่พูดถึงในตัวอย่างสินทรัพย์นี้ ควรเป็นแค่ “ส่วนหนึ่งของพอร์ต” เพื่อให้เราไปต่อได้แบบสบายใจในระยะยาวครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ลงทุน #Passiveincome #อิสระภาพทางการเงิน #Freedom #กองทุน
2 weeks ago | [YT] | 358
View 30 replies
Load more