สรุปเรื่องเงินให้สนุก ง่าย ได้ประโยชน์📍 พูดคุย สอบถามความรู้ แชร์ประสบการณ์👉 ทัก Inbox ได้เลย📍 ติดต่องานEmail:💻 yosathon.t@gmail.com (มิว)Mobile:📱08-6995-6220 (มิว)📱08-9456-5465 (หากไม่สามารถติดต่อเบอร์แรกได้)
Money Buffalo
เงินเดือนน้อย ก็เกษียณพร้อม “เงินล้าน” ได้ ถ้าบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ | Money Buffaloใครเงินเดือนหลักหมื่นแล้วเห็นคำว่า “เกษียณมีเงินล้าน” อย่าเพิ่งคิดว่าพี่ทุยขายฝันนะครับ เพราะถ้าบริษัทเรามี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD มันมีตัวช่วยที่คนทำงานหลายคนมองข้ามอยู่ นั่นคือ เงินสมทบจากนายจ้างพูดง่าย ๆ PVD คือกองทุนที่เราและบริษัทช่วยกันเก็บเงินไว้ให้เราครับ ทุกเดือนเงินเดือนเราจะถูกหักเป็น “เงินสะสม” เข้ากองทุน ขณะเดียวกันนายจ้างก็ใส่ “เงินสมทบ” เพิ่มให้อีกก้อน แล้วเงินทั้งหมดจะถูกนำไปลงทุนตามแผนที่เราเลือกอย่างในภาพ พี่ทุยลองสมมติให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่า เราเริ่มทำงานด้วยเงินเดือน 9,000-30,000 บาท เงินเดือนขึ้นปีละ 3% เราสะสมเข้า PVD 15% และนายจ้างสมทบให้อีก 5% ของเงินเดือนถ้าเริ่มต้นเงินเดือนเพียง 9,000 บาท แล้วลงทุนต่อเนื่องจนถึงปีที่ 30 หากกองทุนทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 3% ต่อปี เงินอาจโตเป็นประมาณ 1.52 ล้านบาท แต่ถ้าเฉลี่ยได้ 5% จะเป็น 2.04 ล้านบาท และถ้าเฉลี่ยได้ 7% จะขยับไปประมาณ 2.79 ล้านบาทยิ่งฐานเงินเดือนสูงขึ้น ตัวเลขก็ยิ่งเห็นพลังของเวลาชัดครับ เช่น เงินเดือนเริ่มต้น 20,000 บาท ภายใต้สมมติฐานเดียวกัน เมื่อผ่านไป 30 ปี อาจมีประมาณ 3.39-6.22 ล้านบาท ตามผลตอบแทนที่ได้รับที่น่าสนใจคือ เงินก้อนนี้ไม่ได้เกิดจาก “ผลตอบแทนสูง” อย่างเดียว แต่มาจาก 3 แรงช่วยกัน คือ เงินที่เราเก็บ + เงินที่บริษัทช่วยสมทบ + ผลตอบแทนทบต้นตลอดหลายสิบปี พอปล่อยให้สามอย่างนี้ทำงานพร้อมกัน เงินหลักพันในแต่ละเดือนจึงมีโอกาสกลายเป็นเงินหลักล้านได้ครับแต่ต้องบอกก่อนว่า ไม่ใช่ทุกบริษัทจะมี PVD และแต่ละกองทุนกำหนดอัตราเงินสะสม เงินสมทบ เงื่อนไขการได้รับเงินสมทบ และแผนการลงทุนไม่เหมือนกัน ตัวเลขในภาพจึงเป็นการจำลองเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับเงินตามนี้เป๊ะ ๆ และผลตอบแทน 3%, 5%, 7% ก็เป็นเพียงสมมติฐาน ไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตนะครับเพราะงั้นใครทำงานบริษัทที่มี PVD ลองเปิดดูสวัสดิการตัวเองสักหน่อยฮะ บางทีเราอาจกำลังมี “เงินฟรีจากบริษัท” ช่วยสร้างเงินเกษียณอยู่ทุกเดือน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยรู้เลยว่ามันมีค่าขนาดไหนเงินเดือนอาจเริ่มไม่เยอะ แต่ถ้าเริ่มเร็ว มีนายจ้างช่วยเติม และให้เวลาทบต้นทำงานนานพอ หลักล้านตอนเกษียณก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ #PVD #วางแผนเกษียณ #มนุษย์เงินเดือน #วางแผนการเงิน
19 hours ago | [YT] | 102
View 3 replies
Nike พลาดตรงไหน ? จากเบอร์ 1 ที่ไม่มีใครโค่นได้ สู่วันที่ดัชนี S&P 100 เขี่ยทิ้ง | Money Buffalo ถ้าพูดชื่อ “Nike” พี่ทุยว่าแทบไม่ต้องอธิบายเลยครับว่าแบรนด์นี้ใหญ่ขนาดไหน...ปี 2008 Nike มีรายได้ประมาณ 18,600 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะโตจนทำสถิติสูงสุดประมาณ 51,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 หรือเกือบ 3 เท่าในเวลา 16 ปี จนกลายเป็นแบรนด์กีฬาระดับโลก และอยู่ในดัชนี S&P 100 ซึ่งรวมบริษัทขนาดใหญ่ระดับหัวแถวของสหรัฐฯ มานานเกือบ 18 ปีแต่ล่าสุด Nike กำลังจะถูกถอดออกจาก S&P 100 เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเบอร์ 1 ที่เมื่อก่อนเราคิดว่าแทบไม่มีใครโค่นได้ ?📌 Nike ไม่ได้เจ๊ง แต่ตลาดไม่ได้คาดหวังเหมือนเดิมแล้วจริง ๆ ถ้าดูแค่รายได้ Nike ยังไม่ได้พังขนาดนั้นนะครับ จากจุดสูงสุดประมาณ 51,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ปี 2026 ยังทำได้ประมาณ 46,400 ล้านดอลลาร์ หรือลดลงแค่ประมาณ 10%แต่พอมาดู “กำไร” ภาพเปลี่ยนเลยครับ กำไรสุทธิ Nike เคยทำจุดสูงสุดประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 แต่ปี 2026 เหลือประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ หรือพูดง่าย ๆ คือ กำไรหายไปเกือบครึ่งในเวลาแค่ 4 ปีแปลว่า Nike ไม่ได้แค่ขายของได้น้อยลง แต่เงินที่เหลือเป็นกำไรของบริษัทก็น้อยลงกว่าเดิมเยอะด้วย และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตลาดเริ่มกังวลว่า Nike อาจไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเมื่อก่อนแล้วราคาหุ้นเลยสะท้อนความกังวลออกมาหนักมาก จากจุดสูงสุดประมาณ 179 ดอลลาร์ในปี 2021 เคยร่วงลงมาเหลือแถว 38 ดอลลาร์ หายไปเกือบ 80% ขณะที่มูลค่าบริษัทจากที่เคยเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์ เหลือประมาณ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์และพอมูลค่าบริษัท Nike หดลงมากเมื่อเทียบกับบริษัทระดับหัวแถวอื่น ๆ สุดท้าย Nike ก็หลุดออกจาก S&P 100 ในการปรับดัชนีรอบล่าสุดครับ เพราะงั้น Nike ไม่ได้ถูกถอดเพราะกำลังจะเจ๊งนะครับ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ...ทำไมบริษัทที่เคยทั้งขายดี และทำกำไรได้มากขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้กำไรถึงหายไปเกือบครึ่ง ?📌 3 ปัญหาที่ทำให้ Nike โตยากขึ้น และกำไรไม่เหมือนเดิม1. คิดว่าตัวเองใหญ่จนไม่ต้องง้อร้านค้า แต่กลายเป็นเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งย้อนกลับไปปี 2020 Nike หันมาเน้นขายตรงถึงลูกค้ามากขึ้น แนวคิดง่ายมากครับ ในเมื่อแบรนด์ดังอยู่แล้ว ทำไมต้องฝากร้านอื่นขายแล้วแบ่งกำไรให้เขา ? ขายเองผ่านเว็บไซต์ แอป และร้าน Nike ไปเลยสิ Nike จึงลดการพึ่งพาร้านค้าปลีกบางส่วนแต่สิ่งที่ Nike อาจมองข้ามคือ ร้านเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ขายของครับ แต่มันเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าเข้ามาเห็น ลอง และเปรียบเทียบหลายแบรนด์พร้อมกัน พอ Nike ถอยออกไป ก็เลยเปิดพื้นที่ให้ Hoka หรือ On เข้ามา จากแบรนด์ที่คนอาจไม่รู้จัก ก็เริ่มถูกเห็น ถูกลอง และถูกซื้อมากขึ้นกลายเป็นว่ากลยุทธ์ที่ Nike หวังว่าจะช่วยให้ขายของได้กำไรมากขึ้น ในอีกด้านกลับเปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้ามาแย่งลูกค้าของตัวเองไปด้วย2. มัวแต่ขายรุ่นฮิตเดิม ๆ จนต้องลดราคา ขณะที่คู่แข่งกำลังสร้างของใหม่Nike มีรองเท้าระดับตำนานเต็มมือครับ ทั้ง Air Force 1, Dunk และ Air Jordan พอขายดี บริษัทก็ผลิตออกมาขายต่อ ทำสีใหม่ ออกรุ่นใหม่ และใช้สินค้าเหล่านี้เป็นตัวทำเงินหลักแต่พอพึ่งของฮิตเดิมมากเกินไป สินค้าบางรุ่นก็เริ่มมีเต็มตลาด จากที่คนเคยต้องรีบซื้อ กลายเป็นหาซื้อได้ง่ายขึ้นและต้องลดราคามากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็กดดันกำไรของ Nike ไปด้วยจังหวะเดียวกันตลาดรองเท้าวิ่งกำลังมา Hoka กับ On กลับสร้างของใหม่และภาพจำของตัวเองขึ้นมาได้ จนคนที่เคยซื้อ Nike เริ่มมีเหตุผลให้ลองแบรนด์อื่นมากขึ้น พูดง่าย ๆ คือ Nike ไม่ได้แค่ต้องขายของเดิมถูกลงครับ แต่ยังต้องใช้แรงมากขึ้นเพื่อแย่งลูกค้ากลับมาจากคู่แข่งด้วย3. จีนขายยากขึ้น แถมเจ้าถิ่นก็เก่งขึ้นจีนเคยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่คนหวังว่าจะช่วยพา Nike โตต่อครับ แต่วันนี้สถานการณ์กลับยากขึ้นทั้งสองด้าน เศรษฐกิจจีนชะลอลง ขณะที่แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Anta และ Li-Ning ก็แข็งแรงขึ้นปีงบประมาณ 2026 รายได้ Nike ใน ในจีน ลดลง 11% ส่วนยอดขายออนไลน์ลดลงถึง 29% ทำให้ตลาดที่เคยเป็นความหวังในการสร้างการเติบโต วันนี้กลับกลายเป็นอีกจุดที่กดดันทั้งยอดขายและกำไรของ Nikeพอเอาทั้ง 3 เรื่องมาต่อกัน ภาพก็เริ่มชัดครับ Nike เสียพื้นที่ให้คู่แข่ง สินค้ารุ่นเดิมต้องลดราคามากขึ้น ขณะที่ตลาดสำคัญอย่างจีนก็ขายยากขึ้นมันเลยไม่แปลกที่จากปี 2022 ที่ Nike เคยทำกำไรสูงสุดประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านมาแค่ 4 ปี กำไรจะเหลือประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ หรือ หายไปเกือบครึ่งถึงตรงนี้พี่ทุยขอย้ำว่า Nike ยังไม่ได้เจ๊งนะครับ บริษัทยังขายของได้ปีละกว่า 46,000 ล้านดอลลาร์ เพียงแต่วันนี้คำถามของตลาดเปลี่ยนจาก “Nike จะโตได้อีกแค่ไหน ?” มาเป็น “Nike จะกลับมาทำกำไรได้เหมือนเดิมเมื่อไหร่ ?”และนี่แหละครับที่ทำให้เรื่องของ Nike น่าสนใจ เพราะบริษัทไม่ได้แพ้ให้คู่แข่งคนไหนในวันเดียว แต่มันค่อย ๆ เสียพื้นที่ทีละนิด จนสุดท้ายกำไรที่เคยโตตามยอดขายเริ่มหาย ความคาดหวังของตลาดก็หายตาม ราคาหุ้นและมูลค่าบริษัทจึงร่วงหนัก จน Nike หลุดจาก S&P 100จากเมื่อก่อนที่คู่แข่งต้องคิดว่า “จะวิ่งตาม Nike ให้ทันยังไง ?” วันนี้ Nike กลับต้องเป็นฝ่ายหันมามองคนข้างหลังเสียเอง เพราะต่อให้วันนี้เราจะเป็นเบอร์ 1 และนำอยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะหยุดวิ่งได้ครับ เพราะวันที่เราวิ่งช้าลง คนข้างหลังก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องชะลอรอเรา#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #Nike #กีฬา #SP500 #สหรัฐ #อเมริกา #จีน #หุ้น
4 days ago | [YT] | 168
View 9 replies
ฝากธนาคารได้เดือนละเท่านี้ 30 ปี จะได้อยู่บ้านพักคนชราแบบไหน ? | Money Buffaloถ้าเราไม่มีลูก แล้วบั้นปลายชีวิตอยากไปอยู่บ้านพักผู้สูงอายุสักแห่ง เงินที่มีตอนนี้จะพาเราไปอยู่ที่ไหนได้บ้างพี่ทุยลองคำนวณให้เล่น ๆ ว่า ถ้าเริ่มเก็บเงินตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน เก็บเท่ากันทุกเดือนยาว 30 ปี และไม่ลงทุนเลย แค่ฝากธนาคาร ดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี สุดท้ายแล้วเงินก้อนนี้จะพาเราไปอยู่บ้านพักผู้สูงอายุเกรดประมาณไหนโดยตัวเลขที่เห็นในภาพ คือค่าใช้จ่ายสำหรับอยู่บ้านพักคนชราแบบต่อเนื่องนาน 20 ปี ซึ่งคำนวณจากราคาเริ่มต้นของแต่ละแห่งนะ ซึ่งเราสามารถลองดูในภาพได้เลยว่า ถ้าเราเก็บเดือนละ 1,000 / 5,000 / 10,000 / 20,000 / 30,000 บาท ต่อเนื่อง 30 ปี เงินจะโตเป็นเท่าไร และเลือกบ้านพักแบบไหนได้บ้างทั้งหมดเป็นราคาเริ่มต้น/ตัวเลขประมาณการ และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบางรายการ รวมถึงราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต และที่สำคัญคือยังไม่ได้รวมเงินเฟ้อด้วย ! ดังนั้น ใครที่คิดจะใช้ชีวิตคนเดียวเนี่ย ใช้เงินไม่น้อยนะเพราะฉะนั้น การวางแผนเกษียณอาจไม่ได้มีแค่คำถามว่ามีเงินพอไหม แต่อาจต้องถามตัวเองด้วยว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีลูกหลานคอยดูแล เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน และต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #วางแผนเกษียณ #เกษียณ #บ้านพักคนชรา #ผู้สูงอายุ #ออมเงิน
4 days ago | [YT] | 114
View 12 replies
“ยิ่งเรียนสูง ยิ่งหางานยาก ?” คนจบมหาลัยว่างงานสูงสุดตลอด 10 ปี | Money Buffaloถ้าย้อนกลับไปสมัยเด็ก ๆ หลายคนน่าจะเคยได้ยินว่า “ตั้งใจเรียนนะ เรียนให้สูง ๆ โตมาจะได้มีงานดี ๆ ทำ” เพราะเรามักเชื่อกันว่า ยิ่งเรียนสูง โอกาสหางานก็น่าจะยิ่งเยอะแต่พี่ทุยไปเปิดสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติแล้วเจอเรื่องที่สวนทางอยู่เหมือนกัน เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนจบระดับอุดมศึกษา กลับมีอัตรา “ว่างงาน” สูงกว่าระดับการศึกษาอื่นอย่างต่อเนื่องล่าสุดไตรมาส 2 ปี 2569 คนจบอุดมศึกษามีอัตราว่างงาน 1.6% สูงกว่า ม.ปลาย 1.0% ม.ต้น 0.9% และประถม 0.5% คำถามคือ...ทำไมคนที่เรียนสูงที่สุด กลับเป็นกลุ่มที่หางานยากที่สุดมาตลอด 10 ปี ?1. ตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการคนเรียนจบมหาลัยเยอะขนาดนั้น อันนี้พี่ทุยว่าเป็นต้นตอสำคัญที่สุดเลยครับ เพราะลองคิดง่าย ๆ ว่า ต่อให้เราผลิตคนจบปริญญาตรีออกมา 1 ล้านคน แต่ถ้าเศรษฐกิจมีงานที่ต้องใช้คนจบปริญญาตรีเพียง 500,000 ตำแหน่ง สุดท้ายมันก็ต้องมีใครสักคนที่หางานตรงวุฒิไม่ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยศึกษาเรื่องนี้ และพบภาพที่น่าสนใจมากว่า แรงงานใหม่ประมาณ 60% จบปริญญาตรีขึ้นไป แต่ฝั่งนายจ้างกลับต้องการแรงงานระดับปริญญาตรีขึ้นไปเพียงประมาณ 15% ตรงกันข้าม ความต้องการแรงงานระดับ ปวช. ลงมา กลับมีสัดส่วนถึงประมาณ 51%พูดแบบบ้าน ๆ ก็คือ...เรากำลังผลิตคนออกมาแบบหนึ่ง แต่เศรษฐกิจไทยกำลังต้องการคนอีกแบบหนึ่ง และนี่คือสิ่งที่เรียกว่า Qualification Mismatch หรือปัญหา “วุฒิของคนไม่ตรงกับวุฒิที่งานต้องการ” ยิ่งคนไทยเรียนสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่จำนวนงานที่ต้องใช้ทักษะระดับสูงไม่ได้โตเร็วตาม ปัญหานี้ก็ยิ่งชัดขึ้น2. ที่หนักกว่านั้นคือ “มีงาน” แต่คนที่มีอยู่กลับทำไม่ได้อีกปัญหาหนึ่งคือ Skill Mismatch สมมติวันนี้มีคนหางานอยู่ 100 คน และบริษัทต่าง ๆ ก็ประกาศรับพนักงานรวมกันพอดี 100 ตำแหน่ง ฟังดูเหมือนปัญหาจบแล้วใช่ไหมครับแต่ถ้า 100 ตำแหน่งนั้นกำลังต้องการวิศวกร โปรแกรมเมอร์ ช่างเทคนิค หรือคนที่มีทักษะเฉพาะทาง ขณะที่คนหางาน 100 คนเรียนมาคนละสายกันหมด สุดท้ายเราก็จะเจอสถานการณ์ประหลาด ๆ ที่ว่า...“คนบอกว่าหางานไม่ได้ แต่บริษัทก็บอกว่าหาคนไม่ได้” เพราะฉะนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ประเทศไทย “ไม่มีงาน” แต่คือ… งานที่มี กับคนที่เราผลิตออกมา มันจับคู่กันไม่พอดี3. หางานตรงวุฒิไม่ได้ สุดท้ายก็ต้อง “ลดสเปกงาน”ทีนี้ ถ้าเราจบปริญญาตรีมา แล้วหางานที่ตรงกับวุฒิไม่ได้ เราจะทำยังไง ? ทางเลือกหนึ่งก็คือรอหางานต่อไป แต่อีกทางที่เกิดขึ้นจริงก็คือ… ยอมรับงานที่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิสูงขนาดนั้น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Overeducationเช่น ตำแหน่งหนึ่งตามลักษณะงานอาจต้องการเพียง ม.ปลาย หรือ ปวช. แต่สุดท้ายกลับมีคนจบปริญญาตรีเข้าไปทำ ตรงนี้น่าสนใจมากนะครับ เพราะทันทีที่คนคนนั้นได้งาน เขาจะ ไม่ถูกนับเป็น “คนว่างงาน” อีกแล้วในทางสถิติถือว่ามีงานทำเรียบร้อย แต่ในทางเศรษฐกิจ ปัญหาไม่ได้หายไปไหนเลย มันเพียงเปลี่ยนจาก...“เรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำ” เป็น… “เรียนจบมาแล้วต้องทำงานต่ำกว่าวุฒิ”สุดท้ายนี้ ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าคนไทย “เรียนสูงเกินไป” แต่เป็นเศรษฐกิจไทยที่สร้างงานสำหรับคนทักษะสูงได้ไม่ทัน เพราะถ้าคนเรียนสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตลาดยังต้องการแรงงานในรูปแบบเดิม ปัญหา Skill Mismatch และการทำงานต่ำกว่าวุฒิก็จะยังอยู่ดังนั้นคำถามอาจไม่ใช่ “เรียนปริญญาตรีไปทำไม ?” แต่คือ “เราจะสร้างงานที่โตทันกับวุฒิและทักษะของคนไทยได้ยังไง ?” ไม่อย่างนั้นสุดท้ายเราอาจมี “คนที่เรียนสูงขึ้น แต่งานที่รองรับกลับไม่ได้สูงขึ้นตาม” ครับ#MoneyBufallo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #การศึกษา #ปริญญาตรี #ตกงาน #ว่างงาน #เศรษฐกิจ #อัตราการว่างงาน #การเงิน
5 days ago | [YT] | 345
View 63 replies
เหลี่ยมกองทุนไทย JEPQ ! ได้ปันผลทุกเดือน ทั้งปี แถมไม่เสียภาษี | Money Buffaloอย่าเข้าใจผิดนะครับว่า ซื้อกองทุนไทยสาย JEPQ แล้วเราจะได้รับ “ปันผล” ทุกเดือนเหมือนไปซื้อกองหลักโดยตรงคืองี้ครับ...JEPQ ต้นฉบับที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มีการจ่ายเงินออกมาให้ผู้ถือหน่วยเป็นประจำ ถ้าเราไปซื้อกองหลักตรง ๆ เขาจ่ายเท่าไหร่ เราก็ได้รับตามจำนวนหน่วยที่ถือแต่พอมีกองทุนไทยมาคั่นกลาง ถ้าเอาเงินที่ได้รับมาจ่ายต่อให้เราเป็น “ปันผล” นักลงทุนบุคคลธรรมดาก็จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% กองทุนไทยบางตัวเลยมีวิธีที่ฉลาดกว่านั้นครับ คือ ไม่จ่ายเป็นปันผล แต่ใช้ Auto Redemption แทนพูดง่าย ๆ คือ กองทุนเอาเงินมาสะท้อนอยู่ในมูลค่ากองก่อน แล้วค่อย ขายคืนหน่วยลงทุนของเราบางส่วนเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด ผลคือ เรายังมีกระแสเงินสดออกมาได้คล้ายการจ่ายปันผลของกองหลัก แต่ไม่ถูกหักภาษี 10% แบบเงินปันผลฟังดูดีใช่ไหมครับ 55555 แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือ ทุกครั้งที่เกิด Auto Redemption จำนวนหน่วยลงทุนที่เราถือจะลดลง แล้วมันทำงานยังไง พี่ทุยขอยกตัวอย่างง่ายที่สุดก่อน โดยสมมติว่า ราคาสินทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่ไม่ขึ้นและไม่ลงเลยนะครับ1. เริ่มต้นลงทุน 1,000 บาทสมมติวันที่เราซื้อกองทุน NAV หรือราคาต่อหน่วย อยู่ที่ 100 บาท ดังนั้น เงิน 1,000 บาทของเราจะซื้อได้ 1,000 ÷ 100 = 10 หน่วย ตอนนี้เราจึงมี 10 หน่วย × 100 บาท = เงินลงทุน 1,000 บาท2. สมมติราคาสินทรัพย์ไม่ขึ้นไม่ลง แต่กองทุนได้รับเงินปันผลมา 100 บาทเพื่อให้เห็นกลไกชัด ๆ สมมติว่าราคาสินทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่ระหว่างนั้นกองทุนไทยได้รับเงินปันผลจากกองหลักเข้ามาอีก 100 บาท เงินก้อนนี้ยังไม่ได้ถูกส่งเข้าบัญชีเรา แต่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินในกองทุนก่อน ดังนั้น มูลค่าเงินลงทุนของเราจากเดิม 1,000 บาท จึงกลายเป็น 1,000 + 100 = 1,100 บาท และเพราะเรายังถือ 10 หน่วยเท่าเดิม มูลค่าต่อหน่วยในตัวอย่างนี้จึงกลายเป็น 1,100 ÷ 10 = 110 บาทต่อหน่วย3. แต่กองทุนไม่เอา 100 บาทนั้นมาจ่ายเป็น “ปันผล”ตรงนี้แหละครับคือเหลี่ยมสำคัญ แทนที่จะประกาศจ่ายเงิน 100 บาทออกมาในรูป “เงินปันผล” กองทุนใช้วิธี Auto Redemption หรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนของเราอัตโนมัติ พูดง่าย ๆ คือ กองทุนจะขายหน่วยของเราออกมาบางส่วน เพื่อเปลี่ยนมูลค่าที่อยู่ในกองกลับมาเป็นเงินสด4. อยากเอาเงินออกมา 100 บาท ต้องขายกี่หน่วย ?ตอนนี้แต่ละหน่วยมีมูลค่า 110 บาท ถ้ากองทุนต้องการเอาเงินออกมาให้เรา 100 บาท ก็ต้องรับซื้อคืนหน่วยประมาณ 100 ÷ 110 = 0.91 หน่วย ดังนั้น จากเดิมเรามี 10 หน่วย หลัง Auto Redemption จะเหลือประมาณ 10 - 0.91 = 9.09 หน่วย5. สุดท้าย พอร์ตเรามีมูลค่าเท่าเดิม เพียงแต่มันย้ายที่หลัง Auto Redemption สิ่งที่เกิดขึ้นคือ… - เราได้เงินสดออกมาประมาณ 100 บาท - เหลือหน่วยลงทุนประมาณ 9.09 หน่วย- มูลค่าเงินที่ยังอยู่ในกองประมาณ 1,000 บาท เพราะ 9.09 หน่วย × 110 บาท ≈ 1,000 บาทดังนั้น ก่อน Auto Redemption เรามีทรัพย์สินในกองประมาณ 1,100 บาท หลัง Auto Redemption เราก็ยังมีทรัพย์สินรวมประมาณ 1,100 บาทเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนเป็น เงินในกอง 1,000 บาท + เงินสดในมือ 100 บาทนี่คือจุดที่สำคัญมากครับ Auto Redemption ไม่ได้เสกเงินเพิ่มขึ้นมาอีก 100 บาท แต่มันคือการเปลี่ยนมูลค่าบางส่วนที่อยู่ในกองทุน ให้กลายเป็นเงินสดออกมาอยู่ในมือเรา โดยแลกกับจำนวนหน่วยลงทุนที่ลดลง 📌 แล้วถ้าราคาต่อหน่วย “ขึ้น” ล่ะ จะส่งผลยังไงกับมูลค่าของพอร์ตเรา ทีนี้จากตัวอย่างเดิม สมมติแทนที่ราคาจะอยู่นิ่ง ๆ รอบนี้ ราคาขึ้น 10% เงินลงทุน 1,000 บาทของเราจะโตเป็น 1,100 บาท และเมื่อกองหลักมีเงินจ่ายเข้ามาอีก 100 บาท มูลค่ารวมในกองก็จะกลายเป็น 1,200 บาท เมื่อเรายังมี 10 หน่วย มูลค่าต่อหน่วยจึงเพิ่มเป็น 120 บาทถ้าต้องการ Auto Redemption ออกมา 100 บาทเหมือนเดิม รอบนี้กองทุนจะขายเพียง 100 ÷ 120 = 0.83 หน่วย เทียบกับกรณีหุ้นไม่ขึ้นไม่ลงที่ต้องขายประมาณ 0.91 หน่วย แปลว่า ยิ่งมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น เราก็ยิ่งใช้หน่วยลงทุนน้อยลง เพื่อเอาเงินสด 100 บาทออกมาเท่าเดิม📌 แล้วถ้าราคาต่อหน่วย “ลง” ล่ะ จะส่งผลยังไงกับมูลค่าของพอร์ตเรา ทีนี้กลับกันครับ ถ้ารอบนี้ ราคาลง 10% เงินลงทุน 1,000 บาทของเราจะลดลงเป็น 900 บาท และเมื่อกองหลักมีเงินจ่ายเข้ามาอีก 100 บาท มูลค่ารวมในกองก็จะกลายเป็น 1,000 บาท เมื่อเรายังมี 10 หน่วย มูลค่าต่อหน่วยจึงลดเป็น 100 บาทถ้าต้องการ Auto Redemption ออกมา 100 บาทเหมือนเดิม รอบนี้กองทุนจะขายเยอะขึ้น 100 ÷ 100 = 1 หน่วย เทียบกับกรณีหุ้นไม่ขึ้นไม่ลงที่ต้องขายประมาณ 0.91 หน่วย แปลว่า ยิ่งมูลค่าเงินลงทุนลดลง เราก็ยิ่งต้องใช้หน่วยลงทุนมากขึ้น เพื่อเอาเงินสด 100 บาทออกมาเท่าเดิมสุดท้ายนี้ พี่ทุยอยากบอกว่า ไม่ว่าจะลงทุนใน JEPQ โดยตรง หรือลงผ่านกองทุนไทย ยังไงเราก็ยังมีความเสี่ยงจากมูลค่าเงินลงทุนที่ลดลงเหมือนเดิมครับ หรือลงผ่านกองทุนไทย เรายังมีความเสี่ยงจากมูลค่าเงินลงทุนที่ลดลงเหมือนเดิมครับ การได้เงินสดทุกเดือนไม่ได้แปลว่าเรากำไรทุกเดือนเพียงแต่สิ่งที่กองทุนไทยบางกองทำต่างออกไป คือแทนที่จะจ่ายเงินออกมาในรูป “ปันผล” ก็ใช้ Auto Redemption รับซื้อคืนหน่วยลงทุนบางส่วนแทน ทำให้เงินที่เราได้รับมีสถานะเป็นเงินจากการขายคืนหน่วย ไม่ใช่เงินปันผลที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%เพราะฉะนั้น เวลาเห็นกองทุนเขียนว่า “รับเงินสดทุกเดือน” อย่าเพิ่งดูแค่ว่าได้เงินเดือนละเท่าไหร่ครับ ต้องดูด้วยว่า หลังได้เงินออกมาแล้ว เราเหลือเงินในพอร์ตเท่าไหร่ และเหลือหน่วยลงทุนอยู่กี่หน่วย เพราะ “ได้เงินทุกเดือน” กับ “ได้กำไรทุกเดือน” มันคนละเรื่องกันครับหมายเหตุ: Yield ในอดีตไม่การันตีอนาคต โพสต์นี้เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนครับ#JEPQ #WealthX #Dime #กองทุนรวม #AutoRedemption
6 days ago | [YT] | 376
View 14 replies
คนไทยเสียชีวิตจากอะไรบ้าง ? | Money Buffaloวันนี้พี่ทุยเอาสถิติ 'สาเหตุ' ที่คนไทยเสียชีวิตมาให้ดูกัน โดยถ้าไปดูข้อมูลเต็ม ๆ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ของเรานี่ไม่ค่อยน่าห่วงมากฮะ ถือว่าค่อนข้างสอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ เขาก็คือคนไทยเป็นมะเร็งไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะชาติอื่นมะเร็งก็ขึ้นแท่นอันดับ 1-2 เหมือนกัน 5555 แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น ๆ อย่างเบาหวานและโรคไต ซึ่งพี่ทุยสรุปมาให้ 2 ประเด็นที่น่าสนใจ📌 มะเร็ง ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของไทยทั่วโลกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ที่ 32% เท่ากัน แต่สำหรับประเทศไทย มะเร็งขึ้นมาเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ที่ 24% แซงหน้าโรคหัวใจไปแล้วข้อมูลจากสถาบันมะเร็งในปีล่าสุดระบุว่า คนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งตกวันละ 386 ราย หรือคิดเป็นปีละ 1.4 แสนคน โดย 3 ลำดับแรกที่พบมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ส่วน 3 มะเร็งที่สร้างความสูญเสียมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงถึงอย่างนั้น ตัวเลขมะเร็งของไทยก็ยังไม่ได้โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นจนน่าแปลกใจ ในขณะที่เบาหวานกับโรคไตนั้นมาแรงกว่าที่คิด📌 เบาหวานและโรคไต สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบ 2 เท่าไทยมีสัดส่วนการเสียชีวิตจากสาเหตุนี้ถึง 9.6% สูงกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 7.1% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 5.9% หรือพูดง่าย ๆ ก็คือสัดส่วนการเสียชีวิตจากเบาหวานและโรคไตของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 1.6 เท่าโดยกรมควบคุมโรคเผยว่า พบจำนวนผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 4.4 ล้านคน เป็น 4.8 ล้านคน และ 5.1 ล้านคนในปี 2567 เช่นเดียวกับโรคไตที่เพิ่มขึ้นกว่าแสนคนในระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปีตัวเลขพวกนี้ไม่ได้มีไว้ทำให้กลัว แต่มีไว้เตือนให้เราหันมาดูแลสุขภาพและวางแผนการเงินให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #มะเร็ง #สุขภาพคนไทย #โรคไม่ติดต่อ #วางแผนการเงิน #ประกันสุขภาพที่มา: Our World in Data, based on IHME Global Burden of Disease (2025), ข้อมูลปี 2023
6 days ago | [YT] | 279
View 18 replies
เก็บเงิน-ลงทุนทุกเดือนเท่านี้ ผ่านไป 10 ปี จะมีเงินเท่าไหร่ ? | Money Buffaloเงินเดือนออกทีไร หลายคนชอบคิดว่า “ไว้เงินเดือนเยอะกว่านี้ก่อน เดี๋ยวค่อยเริ่มลงทุน” แต่พี่ทุยอยากบอกว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ต้องรอให้มีเงินหลักหมื่นหลักแสนก็ได้ครับเพราะแค่เริ่มเดือนละ 500 หรือ 1,000 บาท ถ้าทำต่อเนื่องนานพอ เงินก้อนเล็ก ๆ ก็โตขึ้นมาได้เหมือนกันฮะพี่ทุยเลยลองคำนวณให้ดูว่า ถ้าเราเก็บเงินทุกเดือนติดต่อกัน 10 ปี ผลลัพธ์จะต่างกันขนาดไหน ระหว่างฝากธนาคาร กับเอาเงินบางส่วนไปลงทุน1. ฝากธนาคาร ผลตอบแทนสมมติ 0.25% ต่อปีถ้าเก็บเดือนละ 5,000 บาท 10 ปี เราใส่เงินไปทั้งหมด 600,000 บาท และจะมีเงินประมาณ 607,499 บาทข้อดีคือความผันผวนต่ำ เงินต้นไม่ได้ขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนสินทรัพย์เสี่ยง แต่สิ่งที่ต้องแลกก็คือ ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ เงินจึงโตจาก “เงินที่เราเก็บ” เป็นหลักครับ2. ลงทุนความเสี่ยงต่ำ สมมติผลตอบแทน 3% ต่อปีเงินเดือนละ 5,000 บาทเท่าเดิม ผ่านไป 10 ปี จากเงินต้น 600,000 บาท จะกลายเป็นประมาณ 698,707 บาท ตรงนี้เริ่มเห็นพลังของ “ผลตอบแทนทบต้น” ชัดขึ้นแล้วฮะ เพราะนอกจากเงินใหม่ที่เราเติมเข้าไปทุกเดือน เงินที่ลงทุนไว้ก่อนหน้าก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนต่อไปเรื่อย ๆ3. ลงทุนความเสี่ยงปานกลาง สมมติผลตอบแทน 5% ต่อปีเดือนละ 5,000 บาทเหมือนเดิม ผ่านไป 10 ปี จะมีเงินประมาณ 776,411 บาท หรือถ้าลงทุนเดือนละ 10,000 บาท เงินต้นที่เราใส่จริงตลอด 10 ปีคือ 1.2 ล้านบาท แต่ถ้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี เงินอาจโตเป็นประมาณ 1.55 ล้านบาท ต่างจากการฝากที่สมมติผลตอบแทน 0.25% ซึ่งจะอยู่ประมาณ 1.21 ล้านบาทเลยครับแต่พี่ทุยขีดเส้นใต้ตัวโต ๆ ไว้ก่อนว่า ผลตอบแทน 3% และ 5% ในภาพเป็น “สมมติฐาน” ไม่ใช่ผลตอบแทนที่การันตีว่าจะได้ทุกปีนะฮะยิ่งเราอยากได้ผลตอบแทนสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องยอมรับความผันผวนและโอกาสขาดทุนมากขึ้น หุ้น กองทุน หรือ ETF สามารถติดลบได้ และบางช่วงอาจติดลบหลายปีด้วยดังนั้น เงินฉุกเฉินหรือเงินที่ต้องใช้เร็ว ๆ นี้ ไม่ควรโยนเข้าการลงทุนทั้งหมดเพียงเพราะอยากให้โตเร็วครับ สิ่งที่พี่ทุยอยากให้เห็นจากภาพนี้จึงไม่ใช่ว่า “ต้องลงทุนอะไรถึงจะรวยที่สุด” แต่คือ “เริ่มเร็ว + ทำสม่ำเสมอ + ให้เวลามันทำงาน” สำคัญมากแค่ไหนเดือนละ 500 บาทอาจดูเหมือนเงินนิดเดียวในวันนี้ แต่ถ้าเราทำมันได้ทุกเดือนเป็นเวลา 10 ปี อย่างน้อยเราก็กำลังสร้างนิสัยที่ทำให้ตัวเองมีเงินก้อนในอนาคตแล้วฮะเพราะสุดท้าย คนที่เริ่มด้วยเดือนละ 500 วันนี้ อาจไปได้ไกลกว่าคนที่บอกว่า “เดี๋ยวมีเงินก่อนค่อยลงทุน” มา 10 ปีก็ได้นะครับ 555#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ลงทุน #ออมเงิน #DCA #วางแผนการเงิน #การเงินส่วนบุคคล #มือใหม่ลงทุน
1 week ago | [YT] | 265
View 4 replies
เงินเก็บที่มีตอนนี้ ใช้ชีวิตเกษียณได้เดือนละเท่าไหร่ ? | Money Buffaloเวลาวางแผนเกษียณ เรามักจะเริ่มจากการคำนวณย้อนหลัง ว่าอยากใช้เดือนละเท่าไหร่ แล้วค่อยหาว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ แต่วันนี้พี่ทุยอยากลองกลับด้านกันดูบ้าง แทนที่จะถามว่า "ต้องมีเงินเท่าไหร่" ลองถามว่า "เงินที่มีอยู่ตอนนี้ มันจะเลี้ยงเราได้เดือนละเท่าไหร่ ?"📌 กฎ 4% คืออะไรกฎนี้มาจากงานศึกษาที่รู้จักกันในชื่อ Trinity Study ซึ่งศึกษาการถอนเงินจากพอร์ตลงทุนในอดีต และพบว่า การเริ่มถอนเงินประมาณ 4% ของเงินก้อนในปีแรก แล้วปรับตามเงินเฟ้อในปีต่อ ๆ ไป มีโอกาสค่อนข้างสูงที่เงินจะเพียงพอสำหรับช่วงเกษียณ 30 ปีปกติเราใช้กฎนี้แบบนี้ ถ้าอยากมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท ก็คำนวณว่า 30,000 x 12 x 25 = ต้องมีเงินเกษียณ 9,000,000 บาท ถูกมั้ยฮะ📌 เงินที่มีอยู่ตอนนี้ แบ่งใช้ 30 ปี จะใช้ได้เดือนละเท่าไหร่ ? แต่ถ้าลองกลับด้านสูตรนี้ดูล่ะ ?มีเงินเก็บ 1,000,000 บาท → 4% ต่อปี = 40,000 บาท หรือประมาณ 3,333 บาทต่อเดือนมีเงินเก็บ 2,000,000 บาท → ประมาณ 6,667 บาทต่อเดือนมีเงินเก็บ 5,000,000 บาท → ประมาณ 16,667 บาทต่อเดือนมีเงินเก็บ 10,000,000 บาท → ประมาณ 33,333 บาทต่อเดือนแล้วถ้าอยากมีเงินใช้ระดับนี้ ต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ ?อยากใช้เดือนละ 20,000 บาท → ต้องมีเงินเก็บ 6,000,000 บาทอยากใช้เดือนละ 30,000 บาท → ต้องมีเงินเก็บ 9,000,000 บาทอยากใช้เดือนละ 50,000 บาท → ต้องมีเงินเก็บ 15,000,000 บาทลองเช็กดูนะฮะว่าตอนนี้เรามีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่ แล้วมันจะเลี้ยงเราได้เดือนละแค่ไหนกัน ?*หมายเหตุ: กฎ 4% เป็นเพียงแนวทางจากข้อมูลในอดีต ไม่ใช่การรับประกันว่าเงินจะไม่หมด ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับผลตอบแทน เงินเฟ้อ ระยะเวลาเกษียณ และสัดส่วนการลงทุนของแต่ละคน#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #วางแผนเกษียณ #กฎ4เปอร์เซ็นต์ #เกษียณ #ออมเงิน #ลงทุน
1 week ago | [YT] | 540
View 11 replies
JEPQ กองทุนอะไรเนี่ย ! ทำไมจ่ายปันผลได้ทุกเดือน แถมจ่ายปันผลเฉลี่ย 10% ต่อปี | Money Buffaloถ้ามีคนบอกว่า...“มาลงทุนกับผมไหม 100,000 บาท เดี๋ยวผมจะทยอยจ่ายเงินให้ทุกเดือน และถ้ารวมทั้งปีอาจได้เงินสดประมาณ 10,000 บาท” ฟังเผิน ๆ พี่ทุยว่าหลายคนน่าจะคิดในใจว่า มิจจี้ปะเนี่ย 55555เพราะการลงทุนบ้าอะไรจะสามารถจ่ายเงินให้เราได้ทุกเดือน แถมคิดออกมาแล้ว ผลตอบแทน ยังอยู่ระดับประมาณ 10% ต่อปีได้อีกแต่ของแบบนี้มีอยู่จริงครับ และหนึ่งใน ETF ที่ดังมาก ๆ ในสายนี้ก็คือ JEPQ หรือ JPMorgan Nasdaq Equity Premium Income ETF กองทุนที่เกิดมาเพื่อทำ 2 อย่างพร้อมกันลงทุนในหุ้น Growth สหรัฐฯ + พยายามสร้างกระแสเงินสดจ่ายให้เราทุกเดือนแต่ก่อนจะไปถึงว่ามันเสกเงินมาจ่ายเราทุกเดือนได้ยังไง พี่ทุยต้องพาไปรู้จักไอ้กองทุนนี้ก่อนครับ📌 JEPQ เอาเงินเราไปลงทุนอะไร ?ถ้าพูดให้ง่ายที่สุด JEPQ ก็คือกองทุนที่ลงทุนใน หุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ โดยพอร์ตมีลักษณะอิงกับหุ้นใน Nasdaq-100 หรือหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เพราะฉะนั้น เปิดพอร์ตออกมาเราก็จะเจอหุ้นชื่อคุ้น ๆ ทั้ง NVIDIA, Apple, Microsoft, Amazon, Meta และหุ้น Growth ขนาดใหญ่อื่น ๆซึ่งกองทุนนี้ไม่ได้เอาเงินเราไปลงทุนในสินทรัพย์พิสดารอะไรเลยครับ เงินส่วนใหญ่ก็อยู่ใน “หุ้น” นี่แหละ ดังนั้น JEPQ จึงยังมีโอกาสได้เงินจากการที่หุ้นในพอร์ตปรับตัวขึ้นเหมือน ETF หุ้นทั่วไปแต่ถ้ามีแค่นี้... มันก็ไม่ต่างอะไรกับ ETF Nasdaq ทั่วไปสิครับจุดที่ทำให้ JEPQ แปลกกว่าชาวบ้านจริง ๆ อยู่ที่เครื่องมืออีกตัวหนึ่ง นั่นคือ Options พูดง่าย ๆ คือ JEPQ ไม่ได้อยากนั่งถือหุ้นแล้วรอให้หุ้นขึ้นอย่างเดียว แต่มันคิดประมาณว่า...“ระหว่างที่เราถือหุ้นรออยู่เนี่ย มีวิธีหาเงินเพิ่มจากตลาดอีกไหม ?” คำตอบคือ มีครับ และวิธีที่มันใช้ก็คือ ยอมสละกำไรขาขึ้นบางส่วนในอนาคต เพื่อแลกกับการรับเงินสดเข้ามาในวันนี้เงินก้อนนั้นเรียกว่า Option Premium และ Premium นี่แหละครับ คือหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ JEPQ สามารถสร้างกระแสเงินสดมาจ่ายให้เราได้ทุกเดือนฟังแล้วอาจจะเริ่ม... “อิหยังวะ 55555” ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพี่ทุยจะย่อยให้เหลือภาษามนุษย์ที่สุด📌 เครื่องมือ Options ที่ JEPQ ใช้เพื่อสร้างกระแสเงินสดก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Options พูดแบบง่ายที่สุด มันคือ “สัญญาซื้อขายสิทธิ์” ครับคนหนึ่งยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อ “สิทธิ์” ว่าในอนาคตจะสามารถซื้อหรือขายสินทรัพย์ในราคาที่ตกลงกันไว้ ส่วนคนที่ขายสิทธิ์ก็จะได้เงินค่าตอบแทน ซึ่งเรียกว่า Option Premium ฟังแค่นี้อาจจะยังงง พี่ทุยยกตัวอย่างให้เห็นภาพเลยครับสมมติพี่ทุยมีหุ้น NVIDIA อยู่ที่ราคา 100 บาท และคิดว่าระยะยาวหุ้นน่าจะขึ้น เลยยังอยากถืออยู่ แต่พี่ทุยมองว่า “เดือนนี้มันคงไม่ได้พุ่งแรงขนาดนั้นหรอกมั้ง” แทนที่จะนั่งถือหุ้นเฉย ๆ พี่ทุยเลยเอา “สิทธิ์ซื้อหุ้น NVIDIA จากเรา” ไปขายหาเงินเพิ่มพี่ทุยไปหานาย A แล้วเสนอว่า “เอางี้ไหม จ่ายให้พี่ทุย 3 บาท แล้วภายในสิ้นเดือนนี้ นายมีสิทธิ์ซื้อ NVIDIA จากพี่ทุยได้ที่ราคา 110 บาท”นาย A จึงจ่ายเงิน 3 บาทเพื่อซื้อสิทธิ์นี้ ส่วนพี่ทุยก็รับเงิน 3 บาทเข้ากระเป๋าตั้งแต่วันแรก เงิน 3 บาทนี่แหละครับ คือ Option Premium ที่สำคัญที่ทำให้กองทุนนี้มีเงินมาจ่ายปันผลเราทุกเดือนครับซึ่งตอนนี้พี่ทุยยังไม่ได้ขาย NVIDIA นะครับ หุ้นยังอยู่กับเราเหมือนเดิม สิ่งที่เราขายไปมีแค่ “สิทธิ์ในการซื้อหุ้นจากเราที่ราคา 110 บาท” แล้วพอถึงสิ้นเดือน เรื่องจะเริ่มสนุกแล้วครับ- ถ้า NVIDIA ขึ้นจาก 100 → 105 บาทนาย A ก็ไม่ใช้สิทธิ์ครับ เพราะจะซื้อจากพี่ทุย 110 บาททำไม ในเมื่อตลาดซื้อได้แค่ 105 บาท สิทธิ์ก็หมดอายุไป ส่วนพี่ทุยยังถือ NVIDIA เหมือนเดิม ได้กำไรจากราคาหุ้นที่ขึ้นมา 5 บาท และยังได้ Premium อีก 3 บาทที่เก็บมาตั้งแต่แรกฟังถึงตรงนี้ กลยุทธ์นี้ดูดีมากใช่ไหมครับ หุ้นก็ยังอยู่ แถมได้เงินเพิ่มอีก แต่ ๆ อย่าเพิ่งเคลิ้มครับ 55555 เพราะหุ้นมันไม่ได้หยุดขึ้นแค่ 110 บาทหรอกครับ- ถ้า NVIDIA ขึ้นจาก 100 → 150 บาท คราวนี้ก็เป็นตาของนาย A แล้วครับที่ยิ้ม เพราะหุ้นที่คนอื่นต้องซื้อในตลาด 150 บาท เขากลับมีสิทธิ์ซื้อจากพี่ทุยได้ในราคาแค่ 110 บาท พี่ทุยก็ต้องขายให้ตามสัญญา นาย A กำไรจากราคาที่ขึ้นไป 110-150 เต็ม ๆ จากการยอมเสียค่าพรีเมี่ยมนิดหน่อย ส่วนพี่ทุยก็ไม่ได้ขาดทุนเพราะซื้อหุ้นมา 100 บาท ขายได้ 110 บาท แถมได้ Premium อีก 3 บาทเท่ากับเราได้ผลตอบแทนรวม 13 บาท แต่ปัญหาคือ...กำไรตั้งแต่ 110 → 150 บาท เราอดครับ เพราะเราเอาสิทธิ์ตรงนั้นไปขายให้นาย A ตั้งแต่แรกแล้วดังนั้น ต่อให้ NVIDIA พุ่งไป 150 บาท 200 บาท หรือ 300 บาท ผลตอบแทนสูงสุดของดีลนี้ก็ถูกล็อกไว้ที่ 13 บาทต่อหุ้น หรือคิดจากเงินที่ได้รับรวมก็คือ 113 บาท นี่แหละครับคือสิ่งที่เราเอาไปแลกกับ Premium 3 บาทเราไม่ได้สร้างเงินฟรีขึ้นมาจากอากาศ แต่เราเอา “โอกาสทำกำไร หากหุ้นพุ่งแรงในอนาคต” ไปแลกกับ “เงินสดที่ได้รับเข้ามาตั้งแต่วันนี้” และเมื่อเราถือหุ้นอยู่ แล้วนำสิทธิ์ซื้อหุ้น หรือ Call Option ไปขาย กลยุทธ์นี้จึงมีชื่อว่า Covered Call ครับแต่ต้องวงไว้นิดหนึ่งว่า ตัวอย่าง NVIDIA นี้พี่ทุยย่อมาให้เข้าใจ Concept ง่าย ๆ นะครับ โครงสร้างจริงของ JEPQ ซับซ้อนกว่านั้น เพราะกองทุนใช้ Options ที่อิงกับ Nasdaq-100 ผ่านโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับ Equity-Linked Notes หรือ ELNsแต่หัวใจที่เราต้องเข้าใจเหมือนกันคือ JEPQ เอาโอกาสรับกำไรขาขึ้นบางส่วนของตลาดไปแลกกับ Option Premium เพื่อสร้างรายได้ พอทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ กองทุนก็จะมีรายได้เข้ามาจาก 2 เครื่องยนต์หลัก- เครื่องยนต์แรก คือ หุ้นหุ้นในพอร์ตขึ้น → มูลค่าพอร์ตมีโอกาสโตบริษัทจ่ายปันผล → กองทุนได้รับปันผล- เครื่องยนต์ที่สอง คือ Optionsกองทุนรับ Option Premium เข้ามา → กลายเป็นอีกแหล่งรายได้ แล้วรายได้เหล่านี้ก็ถูกนำมาใช้สร้าง กระแสเงินสดที่ JEPQ จ่ายให้ผู้ถือหน่วยเป็นรายเดือน นี่แหละครับ คือเบื้องหลังของปันผลระดับประมาณ 10% ที่เราเห็น ไม่ได้เกิดจาก JPMorgan ใจดี แจกเงินฟรีให้ผู้ถือหน่วย แต่เกิดจากการเอา “โอกาสทำกำไรในอนาคตบางส่วน” มาเปลี่ยนเป็น “เงินสดในวันนี้”เพราะฉะนั้น เงินที่เห็นจ่ายออกมาทุกเดือน ไม่ได้มาจากเวทมนตร์ครับ มันมีสิ่งที่ต้องแลกเสมอ และนี่แหละ คือเครื่องมือบ้า ๆ ที่อยู่เบื้องหลัง JEPQ ครับหมายเหตุ: Yield ในอดีตไม่การันตีอนาคต โพสต์นี้เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #JEPQ #ETF #หุ้นปันผล #ปันผล #Passiveincome #กองทุน #Dime #WealthX
1 week ago (edited) | [YT] | 428
View 29 replies
ไทยติด Top 3 ประเทศที่เศรษฐกิจนอกระบบเยอะที่สุดใน ASEAN | Money Buffaloรู้ไหมครับว่า เงินที่หมุนอยู่ในเศรษฐกิจไทย ไม่ได้ผ่านสายตารัฐทั้งหมดนะฮะ เพราะข้อมูลจาก World Economics ประเมินว่า ปี 2025 ไทยมี “เศรษฐกิจนอกระบบ” คิดเป็นประมาณ 38.6% ของ GDP สูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน เป็นรองแค่เมียนมา 50.1% และกัมพูชา 45.5%📌 เศรษฐกิจนอกระบบคืออะไร ?พูดง่าย ๆ คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง มีการซื้อขาย มีรายได้ มีการจ้างงาน แต่ไม่ได้ถูกบันทึกหรือรายงานเข้าสู่ระบบอย่างครบถ้วน เช่น ร้านค้าริมทาง หาบเร่แผงลอย ฟรีแลนซ์ รับจ้างทั่วไป ธุรกิจเงินสด หรือกิจการเล็ก ๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนและไม่ได้รายงานรายได้ทั้งหมดแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็น “ธุรกิจผิดกฎหมาย” ทั้งหมดนะครับ ร้านข้าวแกงหน้าปากซอยก็สามารถอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบได้ เพียงแค่กิจกรรมเหล่านี้อยู่นอกระบบการจดทะเบียน ภาษี หรือสถิติทางการบางส่วน📌 ทำไม 3 ประเทศนี้ถึงสูง ?1. เมียนมา 50.1% ระบบเศรษฐกิจทางการอ่อนแอจากความขัดแย้งหลายปีของความไม่สงบทางการเมืองและสงครามกลางเมือง ทำให้ประชาชนและธุรกิจจำนวนมากต้องพึ่งพาเงินสด การค้าชายแดน ตลาดนอกระบบ และการประกอบอาชีพที่ไม่ได้ผ่านระบบทางการ ยิ่งรัฐเข้าถึงพื้นที่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ไม่ทั่วถึง เศรษฐกิจนอกระบบก็ยิ่งใหญ่ครับ2. กัมพูชา 45.5% ธุรกิจเล็กและแรงงานนอกระบบมีเยอะเศรษฐกิจกัมพูชามีธุรกิจรายย่อย การค้าขนาดเล็ก และแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบจำนวนมาก หลายกิจการดำเนินธุรกิจโดยใช้เงินสดและไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งไม่ถูกนับอยู่ในระบบเต็ม ๆ3. ไทย 38.6% ประเทศเรามีมนุษย์ฟรีแลนซ์และร้านเล็กเต็มเมืองอันนี้น่าจะเห็นภาพง่ายที่สุดครับ ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถ รับจ้างรายวัน เกษตรกร ไปจนถึงอาชีพอิสระอีกสารพัด ซึ่งแรงงานจำนวนมากไม่ได้อยู่ในระบบการจ้างงานแบบพนักงานประจำ ขณะเดียวกันไทยก็มีธุรกิจรายย่อยจำนวนมหาศาลที่บางส่วนยังอยู่นอกระบบทะเบียนและภาษีเรื่องนี้เลยมีทั้งสองด้านครับ ด้านหนึ่ง เศรษฐกิจนอกระบบเป็นแหล่งทำมาหากินสำคัญของคนจำนวนมาก และช่วยให้คนสามารถสร้างรายได้โดยไม่ต้องมีบริษัทใหญ่ ๆ มาจ้างแต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าเศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่นอกระบบมากเกินไป รัฐก็จะมองเห็นรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงได้น้อยลง เก็บภาษีได้ยากขึ้น ขณะที่คนทำงานนอกระบบเองก็มักเข้าถึงสวัสดิการ สินเชื่อ หรือความคุ้มครองแรงงานได้ยากกว่าคนในระบบด้วยดังนั้น ตัวเลข 38.6% ของไทยไม่ได้แปลว่า “คนไทยหนีภาษีกัน 38.6%” นะฮะ เพราะเศรษฐกิจนอกระบบกว้างกว่านั้นมาก แต่มันกำลังบอกเราว่า เศรษฐกิจไทยอีกก้อนใหญ่มาก ๆ ยังหาเงิน ทำงาน และค้าขายกันอยู่ในพื้นที่ที่ “ระบบทางการมองเห็นไม่หมด” นั่นเองครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #เศรษฐกิจนอกระบบ #เศรษฐกิจไทย #แรงงานนอกระบบ #ASEAN #ไทย #กัมพูชา #เมียนมา
1 week ago | [YT] | 313
View 65 replies
Load more
Money Buffalo
เงินเดือนน้อย ก็เกษียณพร้อม “เงินล้าน” ได้ ถ้าบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ | Money Buffalo
ใครเงินเดือนหลักหมื่นแล้วเห็นคำว่า “เกษียณมีเงินล้าน” อย่าเพิ่งคิดว่าพี่ทุยขายฝันนะครับ เพราะถ้าบริษัทเรามี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD มันมีตัวช่วยที่คนทำงานหลายคนมองข้ามอยู่ นั่นคือ เงินสมทบจากนายจ้าง
พูดง่าย ๆ PVD คือกองทุนที่เราและบริษัทช่วยกันเก็บเงินไว้ให้เราครับ ทุกเดือนเงินเดือนเราจะถูกหักเป็น “เงินสะสม” เข้ากองทุน ขณะเดียวกันนายจ้างก็ใส่ “เงินสมทบ” เพิ่มให้อีกก้อน แล้วเงินทั้งหมดจะถูกนำไปลงทุนตามแผนที่เราเลือก
อย่างในภาพ พี่ทุยลองสมมติให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่า เราเริ่มทำงานด้วยเงินเดือน 9,000-30,000 บาท เงินเดือนขึ้นปีละ 3% เราสะสมเข้า PVD 15% และนายจ้างสมทบให้อีก 5% ของเงินเดือน
ถ้าเริ่มต้นเงินเดือนเพียง 9,000 บาท แล้วลงทุนต่อเนื่องจนถึงปีที่ 30 หากกองทุนทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 3% ต่อปี เงินอาจโตเป็นประมาณ 1.52 ล้านบาท แต่ถ้าเฉลี่ยได้ 5% จะเป็น 2.04 ล้านบาท และถ้าเฉลี่ยได้ 7% จะขยับไปประมาณ 2.79 ล้านบาท
ยิ่งฐานเงินเดือนสูงขึ้น ตัวเลขก็ยิ่งเห็นพลังของเวลาชัดครับ เช่น เงินเดือนเริ่มต้น 20,000 บาท ภายใต้สมมติฐานเดียวกัน เมื่อผ่านไป 30 ปี อาจมีประมาณ 3.39-6.22 ล้านบาท ตามผลตอบแทนที่ได้รับ
ที่น่าสนใจคือ เงินก้อนนี้ไม่ได้เกิดจาก “ผลตอบแทนสูง” อย่างเดียว แต่มาจาก 3 แรงช่วยกัน คือ เงินที่เราเก็บ + เงินที่บริษัทช่วยสมทบ + ผลตอบแทนทบต้นตลอดหลายสิบปี พอปล่อยให้สามอย่างนี้ทำงานพร้อมกัน เงินหลักพันในแต่ละเดือนจึงมีโอกาสกลายเป็นเงินหลักล้านได้ครับ
แต่ต้องบอกก่อนว่า ไม่ใช่ทุกบริษัทจะมี PVD และแต่ละกองทุนกำหนดอัตราเงินสะสม เงินสมทบ เงื่อนไขการได้รับเงินสมทบ และแผนการลงทุนไม่เหมือนกัน ตัวเลขในภาพจึงเป็นการจำลองเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับเงินตามนี้เป๊ะ ๆ และผลตอบแทน 3%, 5%, 7% ก็เป็นเพียงสมมติฐาน ไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตนะครับ
เพราะงั้นใครทำงานบริษัทที่มี PVD ลองเปิดดูสวัสดิการตัวเองสักหน่อยฮะ บางทีเราอาจกำลังมี “เงินฟรีจากบริษัท” ช่วยสร้างเงินเกษียณอยู่ทุกเดือน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยรู้เลยว่ามันมีค่าขนาดไหน
เงินเดือนอาจเริ่มไม่เยอะ แต่ถ้าเริ่มเร็ว มีนายจ้างช่วยเติม และให้เวลาทบต้นทำงานนานพอ หลักล้านตอนเกษียณก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ #PVD #วางแผนเกษียณ #มนุษย์เงินเดือน #วางแผนการเงิน
19 hours ago | [YT] | 102
View 3 replies
Money Buffalo
Nike พลาดตรงไหน ? จากเบอร์ 1 ที่ไม่มีใครโค่นได้ สู่วันที่ดัชนี S&P 100 เขี่ยทิ้ง | Money Buffalo
ถ้าพูดชื่อ “Nike” พี่ทุยว่าแทบไม่ต้องอธิบายเลยครับว่าแบรนด์นี้ใหญ่ขนาดไหน...
ปี 2008 Nike มีรายได้ประมาณ 18,600 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะโตจนทำสถิติสูงสุดประมาณ 51,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 หรือเกือบ 3 เท่าในเวลา 16 ปี จนกลายเป็นแบรนด์กีฬาระดับโลก และอยู่ในดัชนี S&P 100 ซึ่งรวมบริษัทขนาดใหญ่ระดับหัวแถวของสหรัฐฯ มานานเกือบ 18 ปี
แต่ล่าสุด Nike กำลังจะถูกถอดออกจาก S&P 100 เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเบอร์ 1 ที่เมื่อก่อนเราคิดว่าแทบไม่มีใครโค่นได้ ?
📌 Nike ไม่ได้เจ๊ง แต่ตลาดไม่ได้คาดหวังเหมือนเดิมแล้ว
จริง ๆ ถ้าดูแค่รายได้ Nike ยังไม่ได้พังขนาดนั้นนะครับ จากจุดสูงสุดประมาณ 51,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ปี 2026 ยังทำได้ประมาณ 46,400 ล้านดอลลาร์ หรือลดลงแค่ประมาณ 10%
แต่พอมาดู “กำไร” ภาพเปลี่ยนเลยครับ กำไรสุทธิ Nike เคยทำจุดสูงสุดประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 แต่ปี 2026 เหลือประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ หรือพูดง่าย ๆ คือ กำไรหายไปเกือบครึ่งในเวลาแค่ 4 ปี
แปลว่า Nike ไม่ได้แค่ขายของได้น้อยลง แต่เงินที่เหลือเป็นกำไรของบริษัทก็น้อยลงกว่าเดิมเยอะด้วย และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตลาดเริ่มกังวลว่า Nike อาจไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ราคาหุ้นเลยสะท้อนความกังวลออกมาหนักมาก จากจุดสูงสุดประมาณ 179 ดอลลาร์ในปี 2021 เคยร่วงลงมาเหลือแถว 38 ดอลลาร์ หายไปเกือบ 80% ขณะที่มูลค่าบริษัทจากที่เคยเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์ เหลือประมาณ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์
และพอมูลค่าบริษัท Nike หดลงมากเมื่อเทียบกับบริษัทระดับหัวแถวอื่น ๆ สุดท้าย Nike ก็หลุดออกจาก S&P 100 ในการปรับดัชนีรอบล่าสุดครับ เพราะงั้น Nike ไม่ได้ถูกถอดเพราะกำลังจะเจ๊งนะครับ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ...ทำไมบริษัทที่เคยทั้งขายดี และทำกำไรได้มากขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้กำไรถึงหายไปเกือบครึ่ง ?
📌 3 ปัญหาที่ทำให้ Nike โตยากขึ้น และกำไรไม่เหมือนเดิม
1. คิดว่าตัวเองใหญ่จนไม่ต้องง้อร้านค้า แต่กลายเป็นเปิดพื้นที่ให้คู่แข่ง
ย้อนกลับไปปี 2020 Nike หันมาเน้นขายตรงถึงลูกค้ามากขึ้น แนวคิดง่ายมากครับ ในเมื่อแบรนด์ดังอยู่แล้ว ทำไมต้องฝากร้านอื่นขายแล้วแบ่งกำไรให้เขา ? ขายเองผ่านเว็บไซต์ แอป และร้าน Nike ไปเลยสิ Nike จึงลดการพึ่งพาร้านค้าปลีกบางส่วน
แต่สิ่งที่ Nike อาจมองข้ามคือ ร้านเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ขายของครับ แต่มันเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าเข้ามาเห็น ลอง และเปรียบเทียบหลายแบรนด์พร้อมกัน พอ Nike ถอยออกไป ก็เลยเปิดพื้นที่ให้ Hoka หรือ On เข้ามา จากแบรนด์ที่คนอาจไม่รู้จัก ก็เริ่มถูกเห็น ถูกลอง และถูกซื้อมากขึ้น
กลายเป็นว่ากลยุทธ์ที่ Nike หวังว่าจะช่วยให้ขายของได้กำไรมากขึ้น ในอีกด้านกลับเปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้ามาแย่งลูกค้าของตัวเองไปด้วย
2. มัวแต่ขายรุ่นฮิตเดิม ๆ จนต้องลดราคา ขณะที่คู่แข่งกำลังสร้างของใหม่
Nike มีรองเท้าระดับตำนานเต็มมือครับ ทั้ง Air Force 1, Dunk และ Air Jordan พอขายดี บริษัทก็ผลิตออกมาขายต่อ ทำสีใหม่ ออกรุ่นใหม่ และใช้สินค้าเหล่านี้เป็นตัวทำเงินหลัก
แต่พอพึ่งของฮิตเดิมมากเกินไป สินค้าบางรุ่นก็เริ่มมีเต็มตลาด จากที่คนเคยต้องรีบซื้อ กลายเป็นหาซื้อได้ง่ายขึ้นและต้องลดราคามากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็กดดันกำไรของ Nike ไปด้วย
จังหวะเดียวกันตลาดรองเท้าวิ่งกำลังมา Hoka กับ On กลับสร้างของใหม่และภาพจำของตัวเองขึ้นมาได้ จนคนที่เคยซื้อ Nike เริ่มมีเหตุผลให้ลองแบรนด์อื่นมากขึ้น พูดง่าย ๆ คือ Nike ไม่ได้แค่ต้องขายของเดิมถูกลงครับ แต่ยังต้องใช้แรงมากขึ้นเพื่อแย่งลูกค้ากลับมาจากคู่แข่งด้วย
3. จีนขายยากขึ้น แถมเจ้าถิ่นก็เก่งขึ้น
จีนเคยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่คนหวังว่าจะช่วยพา Nike โตต่อครับ แต่วันนี้สถานการณ์กลับยากขึ้นทั้งสองด้าน เศรษฐกิจจีนชะลอลง ขณะที่แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Anta และ Li-Ning ก็แข็งแรงขึ้น
ปีงบประมาณ 2026 รายได้ Nike ใน ในจีน ลดลง 11% ส่วนยอดขายออนไลน์ลดลงถึง 29% ทำให้ตลาดที่เคยเป็นความหวังในการสร้างการเติบโต วันนี้กลับกลายเป็นอีกจุดที่กดดันทั้งยอดขายและกำไรของ Nike
พอเอาทั้ง 3 เรื่องมาต่อกัน ภาพก็เริ่มชัดครับ Nike เสียพื้นที่ให้คู่แข่ง สินค้ารุ่นเดิมต้องลดราคามากขึ้น ขณะที่ตลาดสำคัญอย่างจีนก็ขายยากขึ้น
มันเลยไม่แปลกที่จากปี 2022 ที่ Nike เคยทำกำไรสูงสุดประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านมาแค่ 4 ปี กำไรจะเหลือประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ หรือ หายไปเกือบครึ่ง
ถึงตรงนี้พี่ทุยขอย้ำว่า Nike ยังไม่ได้เจ๊งนะครับ บริษัทยังขายของได้ปีละกว่า 46,000 ล้านดอลลาร์ เพียงแต่วันนี้คำถามของตลาดเปลี่ยนจาก “Nike จะโตได้อีกแค่ไหน ?” มาเป็น “Nike จะกลับมาทำกำไรได้เหมือนเดิมเมื่อไหร่ ?”
และนี่แหละครับที่ทำให้เรื่องของ Nike น่าสนใจ เพราะบริษัทไม่ได้แพ้ให้คู่แข่งคนไหนในวันเดียว แต่มันค่อย ๆ เสียพื้นที่ทีละนิด จนสุดท้ายกำไรที่เคยโตตามยอดขายเริ่มหาย ความคาดหวังของตลาดก็หายตาม ราคาหุ้นและมูลค่าบริษัทจึงร่วงหนัก จน Nike หลุดจาก S&P 100
จากเมื่อก่อนที่คู่แข่งต้องคิดว่า “จะวิ่งตาม Nike ให้ทันยังไง ?” วันนี้ Nike กลับต้องเป็นฝ่ายหันมามองคนข้างหลังเสียเอง เพราะต่อให้วันนี้เราจะเป็นเบอร์ 1 และนำอยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะหยุดวิ่งได้ครับ เพราะวันที่เราวิ่งช้าลง คนข้างหลังก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องชะลอรอเรา
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #Nike #กีฬา #SP500 #สหรัฐ #อเมริกา #จีน #หุ้น
4 days ago | [YT] | 168
View 9 replies
Money Buffalo
ฝากธนาคารได้เดือนละเท่านี้ 30 ปี จะได้อยู่บ้านพักคนชราแบบไหน ? | Money Buffalo
ถ้าเราไม่มีลูก แล้วบั้นปลายชีวิตอยากไปอยู่บ้านพักผู้สูงอายุสักแห่ง เงินที่มีตอนนี้จะพาเราไปอยู่ที่ไหนได้บ้าง
พี่ทุยลองคำนวณให้เล่น ๆ ว่า ถ้าเริ่มเก็บเงินตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน เก็บเท่ากันทุกเดือนยาว 30 ปี และไม่ลงทุนเลย แค่ฝากธนาคาร ดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี สุดท้ายแล้วเงินก้อนนี้จะพาเราไปอยู่บ้านพักผู้สูงอายุเกรดประมาณไหน
โดยตัวเลขที่เห็นในภาพ คือค่าใช้จ่ายสำหรับอยู่บ้านพักคนชราแบบต่อเนื่องนาน 20 ปี ซึ่งคำนวณจากราคาเริ่มต้นของแต่ละแห่งนะ ซึ่งเราสามารถลองดูในภาพได้เลยว่า ถ้าเราเก็บเดือนละ 1,000 / 5,000 / 10,000 / 20,000 / 30,000 บาท ต่อเนื่อง 30 ปี เงินจะโตเป็นเท่าไร และเลือกบ้านพักแบบไหนได้บ้าง
ทั้งหมดเป็นราคาเริ่มต้น/ตัวเลขประมาณการ และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบางรายการ รวมถึงราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต และที่สำคัญคือยังไม่ได้รวมเงินเฟ้อด้วย ! ดังนั้น ใครที่คิดจะใช้ชีวิตคนเดียวเนี่ย ใช้เงินไม่น้อยนะ
เพราะฉะนั้น การวางแผนเกษียณอาจไม่ได้มีแค่คำถามว่ามีเงินพอไหม แต่อาจต้องถามตัวเองด้วยว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีลูกหลานคอยดูแล เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน และต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #วางแผนเกษียณ #เกษียณ #บ้านพักคนชรา #ผู้สูงอายุ #ออมเงิน
4 days ago | [YT] | 114
View 12 replies
Money Buffalo
“ยิ่งเรียนสูง ยิ่งหางานยาก ?” คนจบมหาลัยว่างงานสูงสุดตลอด 10 ปี | Money Buffalo
ถ้าย้อนกลับไปสมัยเด็ก ๆ หลายคนน่าจะเคยได้ยินว่า “ตั้งใจเรียนนะ เรียนให้สูง ๆ โตมาจะได้มีงานดี ๆ ทำ” เพราะเรามักเชื่อกันว่า ยิ่งเรียนสูง โอกาสหางานก็น่าจะยิ่งเยอะ
แต่พี่ทุยไปเปิดสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติแล้วเจอเรื่องที่สวนทางอยู่เหมือนกัน เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนจบระดับอุดมศึกษา กลับมีอัตรา “ว่างงาน” สูงกว่าระดับการศึกษาอื่นอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดไตรมาส 2 ปี 2569 คนจบอุดมศึกษามีอัตราว่างงาน 1.6% สูงกว่า ม.ปลาย 1.0% ม.ต้น 0.9% และประถม 0.5% คำถามคือ...
ทำไมคนที่เรียนสูงที่สุด กลับเป็นกลุ่มที่หางานยากที่สุดมาตลอด 10 ปี ?
1. ตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการคนเรียนจบมหาลัยเยอะขนาดนั้น
อันนี้พี่ทุยว่าเป็นต้นตอสำคัญที่สุดเลยครับ เพราะลองคิดง่าย ๆ ว่า ต่อให้เราผลิตคนจบปริญญาตรีออกมา 1 ล้านคน แต่ถ้าเศรษฐกิจมีงานที่ต้องใช้คนจบปริญญาตรีเพียง 500,000 ตำแหน่ง สุดท้ายมันก็ต้องมีใครสักคนที่หางานตรงวุฒิไม่ได้
ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยศึกษาเรื่องนี้ และพบภาพที่น่าสนใจมากว่า แรงงานใหม่ประมาณ 60% จบปริญญาตรีขึ้นไป แต่ฝั่งนายจ้างกลับต้องการแรงงานระดับปริญญาตรีขึ้นไปเพียงประมาณ 15% ตรงกันข้าม ความต้องการแรงงานระดับ ปวช. ลงมา กลับมีสัดส่วนถึงประมาณ 51%
พูดแบบบ้าน ๆ ก็คือ...เรากำลังผลิตคนออกมาแบบหนึ่ง แต่เศรษฐกิจไทยกำลังต้องการคนอีกแบบหนึ่ง และนี่คือสิ่งที่เรียกว่า Qualification Mismatch หรือปัญหา “วุฒิของคนไม่ตรงกับวุฒิที่งานต้องการ” ยิ่งคนไทยเรียนสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่จำนวนงานที่ต้องใช้ทักษะระดับสูงไม่ได้โตเร็วตาม ปัญหานี้ก็ยิ่งชัดขึ้น
2. ที่หนักกว่านั้นคือ “มีงาน” แต่คนที่มีอยู่กลับทำไม่ได้
อีกปัญหาหนึ่งคือ Skill Mismatch สมมติวันนี้มีคนหางานอยู่ 100 คน และบริษัทต่าง ๆ ก็ประกาศรับพนักงานรวมกันพอดี 100 ตำแหน่ง ฟังดูเหมือนปัญหาจบแล้วใช่ไหมครับ
แต่ถ้า 100 ตำแหน่งนั้นกำลังต้องการวิศวกร โปรแกรมเมอร์ ช่างเทคนิค หรือคนที่มีทักษะเฉพาะทาง ขณะที่คนหางาน 100 คนเรียนมาคนละสายกันหมด สุดท้ายเราก็จะเจอสถานการณ์ประหลาด ๆ ที่ว่า...“คนบอกว่าหางานไม่ได้ แต่บริษัทก็บอกว่าหาคนไม่ได้” เพราะฉะนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ประเทศไทย “ไม่มีงาน” แต่คือ… งานที่มี กับคนที่เราผลิตออกมา มันจับคู่กันไม่พอดี
3. หางานตรงวุฒิไม่ได้ สุดท้ายก็ต้อง “ลดสเปกงาน”
ทีนี้ ถ้าเราจบปริญญาตรีมา แล้วหางานที่ตรงกับวุฒิไม่ได้ เราจะทำยังไง ? ทางเลือกหนึ่งก็คือรอหางานต่อไป แต่อีกทางที่เกิดขึ้นจริงก็คือ… ยอมรับงานที่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิสูงขนาดนั้น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Overeducation
เช่น ตำแหน่งหนึ่งตามลักษณะงานอาจต้องการเพียง ม.ปลาย หรือ ปวช. แต่สุดท้ายกลับมีคนจบปริญญาตรีเข้าไปทำ
ตรงนี้น่าสนใจมากนะครับ เพราะทันทีที่คนคนนั้นได้งาน เขาจะ ไม่ถูกนับเป็น “คนว่างงาน” อีกแล้วในทางสถิติถือว่ามีงานทำเรียบร้อย แต่ในทางเศรษฐกิจ ปัญหาไม่ได้หายไปไหนเลย มันเพียงเปลี่ยนจาก...“เรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำ” เป็น… “เรียนจบมาแล้วต้องทำงานต่ำกว่าวุฒิ”
สุดท้ายนี้ ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าคนไทย “เรียนสูงเกินไป” แต่เป็นเศรษฐกิจไทยที่สร้างงานสำหรับคนทักษะสูงได้ไม่ทัน เพราะถ้าคนเรียนสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตลาดยังต้องการแรงงานในรูปแบบเดิม ปัญหา Skill Mismatch และการทำงานต่ำกว่าวุฒิก็จะยังอยู่
ดังนั้นคำถามอาจไม่ใช่ “เรียนปริญญาตรีไปทำไม ?” แต่คือ “เราจะสร้างงานที่โตทันกับวุฒิและทักษะของคนไทยได้ยังไง ?” ไม่อย่างนั้นสุดท้ายเราอาจมี “คนที่เรียนสูงขึ้น แต่งานที่รองรับกลับไม่ได้สูงขึ้นตาม” ครับ
#MoneyBufallo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #การศึกษา #ปริญญาตรี #ตกงาน #ว่างงาน #เศรษฐกิจ #อัตราการว่างงาน #การเงิน
5 days ago | [YT] | 345
View 63 replies
Money Buffalo
เหลี่ยมกองทุนไทย JEPQ ! ได้ปันผลทุกเดือน ทั้งปี แถมไม่เสียภาษี | Money Buffalo
อย่าเข้าใจผิดนะครับว่า ซื้อกองทุนไทยสาย JEPQ แล้วเราจะได้รับ “ปันผล” ทุกเดือนเหมือนไปซื้อกองหลักโดยตรง
คืองี้ครับ...JEPQ ต้นฉบับที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มีการจ่ายเงินออกมาให้ผู้ถือหน่วยเป็นประจำ ถ้าเราไปซื้อกองหลักตรง ๆ เขาจ่ายเท่าไหร่ เราก็ได้รับตามจำนวนหน่วยที่ถือ
แต่พอมีกองทุนไทยมาคั่นกลาง ถ้าเอาเงินที่ได้รับมาจ่ายต่อให้เราเป็น “ปันผล” นักลงทุนบุคคลธรรมดาก็จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% กองทุนไทยบางตัวเลยมีวิธีที่ฉลาดกว่านั้นครับ คือ ไม่จ่ายเป็นปันผล แต่ใช้ Auto Redemption แทน
พูดง่าย ๆ คือ กองทุนเอาเงินมาสะท้อนอยู่ในมูลค่ากองก่อน แล้วค่อย ขายคืนหน่วยลงทุนของเราบางส่วนเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด ผลคือ เรายังมีกระแสเงินสดออกมาได้คล้ายการจ่ายปันผลของกองหลัก แต่ไม่ถูกหักภาษี 10% แบบเงินปันผล
ฟังดูดีใช่ไหมครับ 55555 แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือ ทุกครั้งที่เกิด Auto Redemption จำนวนหน่วยลงทุนที่เราถือจะลดลง แล้วมันทำงานยังไง พี่ทุยขอยกตัวอย่างง่ายที่สุดก่อน โดยสมมติว่า ราคาสินทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่ไม่ขึ้นและไม่ลงเลยนะครับ
1. เริ่มต้นลงทุน 1,000 บาท
สมมติวันที่เราซื้อกองทุน NAV หรือราคาต่อหน่วย อยู่ที่ 100 บาท ดังนั้น เงิน 1,000 บาทของเราจะซื้อได้ 1,000 ÷ 100 = 10 หน่วย ตอนนี้เราจึงมี 10 หน่วย × 100 บาท = เงินลงทุน 1,000 บาท
2. สมมติราคาสินทรัพย์ไม่ขึ้นไม่ลง แต่กองทุนได้รับเงินปันผลมา 100 บาท
เพื่อให้เห็นกลไกชัด ๆ สมมติว่าราคาสินทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่ระหว่างนั้นกองทุนไทยได้รับเงินปันผลจากกองหลักเข้ามาอีก 100 บาท เงินก้อนนี้ยังไม่ได้ถูกส่งเข้าบัญชีเรา แต่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินในกองทุนก่อน
ดังนั้น มูลค่าเงินลงทุนของเราจากเดิม 1,000 บาท จึงกลายเป็น 1,000 + 100 = 1,100 บาท และเพราะเรายังถือ 10 หน่วยเท่าเดิม มูลค่าต่อหน่วยในตัวอย่างนี้จึงกลายเป็น 1,100 ÷ 10 = 110 บาทต่อหน่วย
3. แต่กองทุนไม่เอา 100 บาทนั้นมาจ่ายเป็น “ปันผล”
ตรงนี้แหละครับคือเหลี่ยมสำคัญ แทนที่จะประกาศจ่ายเงิน 100 บาทออกมาในรูป “เงินปันผล” กองทุนใช้วิธี Auto Redemption หรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนของเราอัตโนมัติ พูดง่าย ๆ คือ กองทุนจะขายหน่วยของเราออกมาบางส่วน เพื่อเปลี่ยนมูลค่าที่อยู่ในกองกลับมาเป็นเงินสด
4. อยากเอาเงินออกมา 100 บาท ต้องขายกี่หน่วย ?
ตอนนี้แต่ละหน่วยมีมูลค่า 110 บาท ถ้ากองทุนต้องการเอาเงินออกมาให้เรา 100 บาท ก็ต้องรับซื้อคืนหน่วยประมาณ 100 ÷ 110 = 0.91 หน่วย ดังนั้น จากเดิมเรามี 10 หน่วย หลัง Auto Redemption จะเหลือประมาณ 10 - 0.91 = 9.09 หน่วย
5. สุดท้าย พอร์ตเรามีมูลค่าเท่าเดิม เพียงแต่มันย้ายที่
หลัง Auto Redemption สิ่งที่เกิดขึ้นคือ…
- เราได้เงินสดออกมาประมาณ 100 บาท
- เหลือหน่วยลงทุนประมาณ 9.09 หน่วย
- มูลค่าเงินที่ยังอยู่ในกองประมาณ 1,000 บาท เพราะ 9.09 หน่วย × 110 บาท ≈ 1,000 บาท
ดังนั้น ก่อน Auto Redemption เรามีทรัพย์สินในกองประมาณ 1,100 บาท หลัง Auto Redemption เราก็ยังมีทรัพย์สินรวมประมาณ 1,100 บาทเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนเป็น เงินในกอง 1,000 บาท + เงินสดในมือ 100 บาท
นี่คือจุดที่สำคัญมากครับ Auto Redemption ไม่ได้เสกเงินเพิ่มขึ้นมาอีก 100 บาท แต่มันคือการเปลี่ยนมูลค่าบางส่วนที่อยู่ในกองทุน ให้กลายเป็นเงินสดออกมาอยู่ในมือเรา โดยแลกกับจำนวนหน่วยลงทุนที่ลดลง
📌 แล้วถ้าราคาต่อหน่วย “ขึ้น” ล่ะ จะส่งผลยังไงกับมูลค่าของพอร์ตเรา
ทีนี้จากตัวอย่างเดิม สมมติแทนที่ราคาจะอยู่นิ่ง ๆ รอบนี้ ราคาขึ้น 10% เงินลงทุน 1,000 บาทของเราจะโตเป็น 1,100 บาท และเมื่อกองหลักมีเงินจ่ายเข้ามาอีก 100 บาท มูลค่ารวมในกองก็จะกลายเป็น 1,200 บาท เมื่อเรายังมี 10 หน่วย มูลค่าต่อหน่วยจึงเพิ่มเป็น 120 บาท
ถ้าต้องการ Auto Redemption ออกมา 100 บาทเหมือนเดิม รอบนี้กองทุนจะขายเพียง 100 ÷ 120 = 0.83 หน่วย เทียบกับกรณีหุ้นไม่ขึ้นไม่ลงที่ต้องขายประมาณ 0.91 หน่วย แปลว่า ยิ่งมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น เราก็ยิ่งใช้หน่วยลงทุนน้อยลง เพื่อเอาเงินสด 100 บาทออกมาเท่าเดิม
📌 แล้วถ้าราคาต่อหน่วย “ลง” ล่ะ จะส่งผลยังไงกับมูลค่าของพอร์ตเรา
ทีนี้กลับกันครับ ถ้ารอบนี้ ราคาลง 10% เงินลงทุน 1,000 บาทของเราจะลดลงเป็น 900 บาท และเมื่อกองหลักมีเงินจ่ายเข้ามาอีก 100 บาท มูลค่ารวมในกองก็จะกลายเป็น 1,000 บาท เมื่อเรายังมี 10 หน่วย มูลค่าต่อหน่วยจึงลดเป็น 100 บาท
ถ้าต้องการ Auto Redemption ออกมา 100 บาทเหมือนเดิม รอบนี้กองทุนจะขายเยอะขึ้น 100 ÷ 100 = 1 หน่วย เทียบกับกรณีหุ้นไม่ขึ้นไม่ลงที่ต้องขายประมาณ 0.91 หน่วย แปลว่า ยิ่งมูลค่าเงินลงทุนลดลง เราก็ยิ่งต้องใช้หน่วยลงทุนมากขึ้น เพื่อเอาเงินสด 100 บาทออกมาเท่าเดิม
สุดท้ายนี้ พี่ทุยอยากบอกว่า ไม่ว่าจะลงทุนใน JEPQ โดยตรง หรือลงผ่านกองทุนไทย ยังไงเราก็ยังมีความเสี่ยงจากมูลค่าเงินลงทุนที่ลดลงเหมือนเดิมครับ หรือลงผ่านกองทุนไทย เรายังมีความเสี่ยงจากมูลค่าเงินลงทุนที่ลดลงเหมือนเดิมครับ การได้เงินสดทุกเดือนไม่ได้แปลว่าเรากำไรทุกเดือน
เพียงแต่สิ่งที่กองทุนไทยบางกองทำต่างออกไป คือแทนที่จะจ่ายเงินออกมาในรูป “ปันผล” ก็ใช้ Auto Redemption รับซื้อคืนหน่วยลงทุนบางส่วนแทน ทำให้เงินที่เราได้รับมีสถานะเป็นเงินจากการขายคืนหน่วย ไม่ใช่เงินปันผลที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
เพราะฉะนั้น เวลาเห็นกองทุนเขียนว่า “รับเงินสดทุกเดือน” อย่าเพิ่งดูแค่ว่าได้เงินเดือนละเท่าไหร่ครับ ต้องดูด้วยว่า หลังได้เงินออกมาแล้ว เราเหลือเงินในพอร์ตเท่าไหร่ และเหลือหน่วยลงทุนอยู่กี่หน่วย เพราะ “ได้เงินทุกเดือน” กับ “ได้กำไรทุกเดือน” มันคนละเรื่องกันครับ
หมายเหตุ: Yield ในอดีตไม่การันตีอนาคต โพสต์นี้เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนครับ
#JEPQ #WealthX #Dime #กองทุนรวม #AutoRedemption
6 days ago | [YT] | 376
View 14 replies
Money Buffalo
คนไทยเสียชีวิตจากอะไรบ้าง ? | Money Buffalo
วันนี้พี่ทุยเอาสถิติ 'สาเหตุ' ที่คนไทยเสียชีวิตมาให้ดูกัน โดยถ้าไปดูข้อมูลเต็ม ๆ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ของเรานี่ไม่ค่อยน่าห่วงมากฮะ ถือว่าค่อนข้างสอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ เขา
ก็คือคนไทยเป็นมะเร็งไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะชาติอื่นมะเร็งก็ขึ้นแท่นอันดับ 1-2 เหมือนกัน 5555 แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น ๆ อย่างเบาหวานและโรคไต ซึ่งพี่ทุยสรุปมาให้ 2 ประเด็นที่น่าสนใจ
📌 มะเร็ง ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของไทย
ทั่วโลกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ที่ 32% เท่ากัน แต่สำหรับประเทศไทย มะเร็งขึ้นมาเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ที่ 24% แซงหน้าโรคหัวใจไปแล้ว
ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งในปีล่าสุดระบุว่า คนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งตกวันละ 386 ราย หรือคิดเป็นปีละ 1.4 แสนคน โดย 3 ลำดับแรกที่พบมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ส่วน 3 มะเร็งที่สร้างความสูญเสียมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง
ถึงอย่างนั้น ตัวเลขมะเร็งของไทยก็ยังไม่ได้โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นจนน่าแปลกใจ ในขณะที่เบาหวานกับโรคไตนั้นมาแรงกว่าที่คิด
📌 เบาหวานและโรคไต สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบ 2 เท่า
ไทยมีสัดส่วนการเสียชีวิตจากสาเหตุนี้ถึง 9.6% สูงกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 7.1% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 5.9% หรือพูดง่าย ๆ ก็คือสัดส่วนการเสียชีวิตจากเบาหวานและโรคไตของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 1.6 เท่า
โดยกรมควบคุมโรคเผยว่า พบจำนวนผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 4.4 ล้านคน เป็น 4.8 ล้านคน และ 5.1 ล้านคนในปี 2567 เช่นเดียวกับโรคไตที่เพิ่มขึ้นกว่าแสนคนในระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปี
ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้มีไว้ทำให้กลัว แต่มีไว้เตือนให้เราหันมาดูแลสุขภาพและวางแผนการเงินให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #มะเร็ง #สุขภาพคนไทย #โรคไม่ติดต่อ #วางแผนการเงิน #ประกันสุขภาพ
ที่มา: Our World in Data, based on IHME Global Burden of Disease (2025), ข้อมูลปี 2023
6 days ago | [YT] | 279
View 18 replies
Money Buffalo
เก็บเงิน-ลงทุนทุกเดือนเท่านี้ ผ่านไป 10 ปี จะมีเงินเท่าไหร่ ? | Money Buffalo
เงินเดือนออกทีไร หลายคนชอบคิดว่า “ไว้เงินเดือนเยอะกว่านี้ก่อน เดี๋ยวค่อยเริ่มลงทุน” แต่พี่ทุยอยากบอกว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ต้องรอให้มีเงินหลักหมื่นหลักแสนก็ได้ครับ
เพราะแค่เริ่มเดือนละ 500 หรือ 1,000 บาท ถ้าทำต่อเนื่องนานพอ เงินก้อนเล็ก ๆ ก็โตขึ้นมาได้เหมือนกันฮะ
พี่ทุยเลยลองคำนวณให้ดูว่า ถ้าเราเก็บเงินทุกเดือนติดต่อกัน 10 ปี ผลลัพธ์จะต่างกันขนาดไหน ระหว่างฝากธนาคาร กับเอาเงินบางส่วนไปลงทุน
1. ฝากธนาคาร ผลตอบแทนสมมติ 0.25% ต่อปี
ถ้าเก็บเดือนละ 5,000 บาท 10 ปี เราใส่เงินไปทั้งหมด 600,000 บาท และจะมีเงินประมาณ 607,499 บาท
ข้อดีคือความผันผวนต่ำ เงินต้นไม่ได้ขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนสินทรัพย์เสี่ยง แต่สิ่งที่ต้องแลกก็คือ ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ เงินจึงโตจาก “เงินที่เราเก็บ” เป็นหลักครับ
2. ลงทุนความเสี่ยงต่ำ สมมติผลตอบแทน 3% ต่อปี
เงินเดือนละ 5,000 บาทเท่าเดิม ผ่านไป 10 ปี จากเงินต้น 600,000 บาท จะกลายเป็นประมาณ 698,707 บาท ตรงนี้เริ่มเห็นพลังของ “ผลตอบแทนทบต้น” ชัดขึ้นแล้วฮะ เพราะนอกจากเงินใหม่ที่เราเติมเข้าไปทุกเดือน เงินที่ลงทุนไว้ก่อนหน้าก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนต่อไปเรื่อย ๆ
3. ลงทุนความเสี่ยงปานกลาง สมมติผลตอบแทน 5% ต่อปี
เดือนละ 5,000 บาทเหมือนเดิม ผ่านไป 10 ปี จะมีเงินประมาณ 776,411 บาท หรือถ้าลงทุนเดือนละ 10,000 บาท เงินต้นที่เราใส่จริงตลอด 10 ปีคือ 1.2 ล้านบาท แต่ถ้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี เงินอาจโตเป็นประมาณ 1.55 ล้านบาท ต่างจากการฝากที่สมมติผลตอบแทน 0.25% ซึ่งจะอยู่ประมาณ 1.21 ล้านบาทเลยครับ
แต่พี่ทุยขีดเส้นใต้ตัวโต ๆ ไว้ก่อนว่า ผลตอบแทน 3% และ 5% ในภาพเป็น “สมมติฐาน” ไม่ใช่ผลตอบแทนที่การันตีว่าจะได้ทุกปีนะฮะ
ยิ่งเราอยากได้ผลตอบแทนสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องยอมรับความผันผวนและโอกาสขาดทุนมากขึ้น หุ้น กองทุน หรือ ETF สามารถติดลบได้ และบางช่วงอาจติดลบหลายปีด้วย
ดังนั้น เงินฉุกเฉินหรือเงินที่ต้องใช้เร็ว ๆ นี้ ไม่ควรโยนเข้าการลงทุนทั้งหมดเพียงเพราะอยากให้โตเร็วครับ สิ่งที่พี่ทุยอยากให้เห็นจากภาพนี้จึงไม่ใช่ว่า “ต้องลงทุนอะไรถึงจะรวยที่สุด” แต่คือ “เริ่มเร็ว + ทำสม่ำเสมอ + ให้เวลามันทำงาน” สำคัญมากแค่ไหน
เดือนละ 500 บาทอาจดูเหมือนเงินนิดเดียวในวันนี้ แต่ถ้าเราทำมันได้ทุกเดือนเป็นเวลา 10 ปี อย่างน้อยเราก็กำลังสร้างนิสัยที่ทำให้ตัวเองมีเงินก้อนในอนาคตแล้วฮะ
เพราะสุดท้าย คนที่เริ่มด้วยเดือนละ 500 วันนี้ อาจไปได้ไกลกว่าคนที่บอกว่า “เดี๋ยวมีเงินก่อนค่อยลงทุน” มา 10 ปีก็ได้นะครับ 555
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ลงทุน #ออมเงิน #DCA #วางแผนการเงิน #การเงินส่วนบุคคล #มือใหม่ลงทุน
1 week ago | [YT] | 265
View 4 replies
Money Buffalo
เงินเก็บที่มีตอนนี้ ใช้ชีวิตเกษียณได้เดือนละเท่าไหร่ ? | Money Buffalo
เวลาวางแผนเกษียณ เรามักจะเริ่มจากการคำนวณย้อนหลัง ว่าอยากใช้เดือนละเท่าไหร่ แล้วค่อยหาว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ แต่วันนี้พี่ทุยอยากลองกลับด้านกันดูบ้าง แทนที่จะถามว่า "ต้องมีเงินเท่าไหร่" ลองถามว่า "เงินที่มีอยู่ตอนนี้ มันจะเลี้ยงเราได้เดือนละเท่าไหร่ ?"
📌 กฎ 4% คืออะไร
กฎนี้มาจากงานศึกษาที่รู้จักกันในชื่อ Trinity Study ซึ่งศึกษาการถอนเงินจากพอร์ตลงทุนในอดีต และพบว่า การเริ่มถอนเงินประมาณ 4% ของเงินก้อนในปีแรก แล้วปรับตามเงินเฟ้อในปีต่อ ๆ ไป มีโอกาสค่อนข้างสูงที่เงินจะเพียงพอสำหรับช่วงเกษียณ 30 ปี
ปกติเราใช้กฎนี้แบบนี้ ถ้าอยากมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท ก็คำนวณว่า 30,000 x 12 x 25 = ต้องมีเงินเกษียณ 9,000,000 บาท ถูกมั้ยฮะ
📌 เงินที่มีอยู่ตอนนี้ แบ่งใช้ 30 ปี จะใช้ได้เดือนละเท่าไหร่ ? แต่ถ้าลองกลับด้านสูตรนี้ดูล่ะ ?
มีเงินเก็บ 1,000,000 บาท → 4% ต่อปี = 40,000 บาท หรือประมาณ 3,333 บาทต่อเดือน
มีเงินเก็บ 2,000,000 บาท → ประมาณ 6,667 บาทต่อเดือน
มีเงินเก็บ 5,000,000 บาท → ประมาณ 16,667 บาทต่อเดือน
มีเงินเก็บ 10,000,000 บาท → ประมาณ 33,333 บาทต่อเดือน
แล้วถ้าอยากมีเงินใช้ระดับนี้ ต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ ?
อยากใช้เดือนละ 20,000 บาท → ต้องมีเงินเก็บ 6,000,000 บาท
อยากใช้เดือนละ 30,000 บาท → ต้องมีเงินเก็บ 9,000,000 บาท
อยากใช้เดือนละ 50,000 บาท → ต้องมีเงินเก็บ 15,000,000 บาท
ลองเช็กดูนะฮะว่าตอนนี้เรามีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่ แล้วมันจะเลี้ยงเราได้เดือนละแค่ไหนกัน ?
*หมายเหตุ: กฎ 4% เป็นเพียงแนวทางจากข้อมูลในอดีต ไม่ใช่การรับประกันว่าเงินจะไม่หมด ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับผลตอบแทน เงินเฟ้อ ระยะเวลาเกษียณ และสัดส่วนการลงทุนของแต่ละคน
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #วางแผนเกษียณ #กฎ4เปอร์เซ็นต์ #เกษียณ #ออมเงิน #ลงทุน
1 week ago | [YT] | 540
View 11 replies
Money Buffalo
JEPQ กองทุนอะไรเนี่ย ! ทำไมจ่ายปันผลได้ทุกเดือน แถมจ่ายปันผลเฉลี่ย 10% ต่อปี | Money Buffalo
ถ้ามีคนบอกว่า...
“มาลงทุนกับผมไหม 100,000 บาท เดี๋ยวผมจะทยอยจ่ายเงินให้ทุกเดือน และถ้ารวมทั้งปีอาจได้เงินสดประมาณ 10,000 บาท” ฟังเผิน ๆ พี่ทุยว่าหลายคนน่าจะคิดในใจว่า มิจจี้ปะเนี่ย 55555
เพราะการลงทุนบ้าอะไรจะสามารถจ่ายเงินให้เราได้ทุกเดือน แถมคิดออกมาแล้ว ผลตอบแทน ยังอยู่ระดับประมาณ 10% ต่อปีได้อีก
แต่ของแบบนี้มีอยู่จริงครับ และหนึ่งใน ETF ที่ดังมาก ๆ ในสายนี้ก็คือ JEPQ หรือ JPMorgan Nasdaq Equity Premium Income ETF กองทุนที่เกิดมาเพื่อทำ 2 อย่างพร้อมกัน
ลงทุนในหุ้น Growth สหรัฐฯ + พยายามสร้างกระแสเงินสดจ่ายให้เราทุกเดือน
แต่ก่อนจะไปถึงว่ามันเสกเงินมาจ่ายเราทุกเดือนได้ยังไง พี่ทุยต้องพาไปรู้จักไอ้กองทุนนี้ก่อนครับ
📌 JEPQ เอาเงินเราไปลงทุนอะไร ?
ถ้าพูดให้ง่ายที่สุด JEPQ ก็คือกองทุนที่ลงทุนใน หุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ โดยพอร์ตมีลักษณะอิงกับหุ้นใน Nasdaq-100 หรือหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เพราะฉะนั้น เปิดพอร์ตออกมาเราก็จะเจอหุ้นชื่อคุ้น ๆ ทั้ง NVIDIA, Apple, Microsoft, Amazon, Meta และหุ้น Growth ขนาดใหญ่อื่น ๆ
ซึ่งกองทุนนี้ไม่ได้เอาเงินเราไปลงทุนในสินทรัพย์พิสดารอะไรเลยครับ เงินส่วนใหญ่ก็อยู่ใน “หุ้น” นี่แหละ ดังนั้น JEPQ จึงยังมีโอกาสได้เงินจากการที่หุ้นในพอร์ตปรับตัวขึ้นเหมือน ETF หุ้นทั่วไป
แต่ถ้ามีแค่นี้... มันก็ไม่ต่างอะไรกับ ETF Nasdaq ทั่วไปสิครับ
จุดที่ทำให้ JEPQ แปลกกว่าชาวบ้านจริง ๆ อยู่ที่เครื่องมืออีกตัวหนึ่ง นั่นคือ Options พูดง่าย ๆ คือ JEPQ ไม่ได้อยากนั่งถือหุ้นแล้วรอให้หุ้นขึ้นอย่างเดียว
แต่มันคิดประมาณว่า...“ระหว่างที่เราถือหุ้นรออยู่เนี่ย มีวิธีหาเงินเพิ่มจากตลาดอีกไหม ?” คำตอบคือ มีครับ และวิธีที่มันใช้ก็คือ ยอมสละกำไรขาขึ้นบางส่วนในอนาคต เพื่อแลกกับการรับเงินสดเข้ามาในวันนี้
เงินก้อนนั้นเรียกว่า Option Premium และ Premium นี่แหละครับ คือหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ JEPQ สามารถสร้างกระแสเงินสดมาจ่ายให้เราได้ทุกเดือน
ฟังแล้วอาจจะเริ่ม... “อิหยังวะ 55555” ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพี่ทุยจะย่อยให้เหลือภาษามนุษย์ที่สุด
📌 เครื่องมือ Options ที่ JEPQ ใช้เพื่อสร้างกระแสเงินสด
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Options พูดแบบง่ายที่สุด มันคือ “สัญญาซื้อขายสิทธิ์” ครับ
คนหนึ่งยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อ “สิทธิ์” ว่าในอนาคตจะสามารถซื้อหรือขายสินทรัพย์ในราคาที่ตกลงกันไว้ ส่วนคนที่ขายสิทธิ์ก็จะได้เงินค่าตอบแทน ซึ่งเรียกว่า Option Premium ฟังแค่นี้อาจจะยังงง พี่ทุยยกตัวอย่างให้เห็นภาพเลยครับ
สมมติพี่ทุยมีหุ้น NVIDIA อยู่ที่ราคา 100 บาท และคิดว่าระยะยาวหุ้นน่าจะขึ้น เลยยังอยากถืออยู่ แต่พี่ทุยมองว่า “เดือนนี้มันคงไม่ได้พุ่งแรงขนาดนั้นหรอกมั้ง” แทนที่จะนั่งถือหุ้นเฉย ๆ พี่ทุยเลยเอา “สิทธิ์ซื้อหุ้น NVIDIA จากเรา” ไปขายหาเงินเพิ่ม
พี่ทุยไปหานาย A แล้วเสนอว่า “เอางี้ไหม จ่ายให้พี่ทุย 3 บาท แล้วภายในสิ้นเดือนนี้ นายมีสิทธิ์ซื้อ NVIDIA จากพี่ทุยได้ที่ราคา 110 บาท”
นาย A จึงจ่ายเงิน 3 บาทเพื่อซื้อสิทธิ์นี้ ส่วนพี่ทุยก็รับเงิน 3 บาทเข้ากระเป๋าตั้งแต่วันแรก เงิน 3 บาทนี่แหละครับ คือ Option Premium ที่สำคัญที่ทำให้กองทุนนี้มีเงินมาจ่ายปันผลเราทุกเดือนครับ
ซึ่งตอนนี้พี่ทุยยังไม่ได้ขาย NVIDIA นะครับ หุ้นยังอยู่กับเราเหมือนเดิม สิ่งที่เราขายไปมีแค่ “สิทธิ์ในการซื้อหุ้นจากเราที่ราคา 110 บาท” แล้วพอถึงสิ้นเดือน เรื่องจะเริ่มสนุกแล้วครับ
- ถ้า NVIDIA ขึ้นจาก 100 → 105 บาท
นาย A ก็ไม่ใช้สิทธิ์ครับ เพราะจะซื้อจากพี่ทุย 110 บาททำไม ในเมื่อตลาดซื้อได้แค่ 105 บาท สิทธิ์ก็หมดอายุไป ส่วนพี่ทุยยังถือ NVIDIA เหมือนเดิม ได้กำไรจากราคาหุ้นที่ขึ้นมา 5 บาท และยังได้ Premium อีก 3 บาทที่เก็บมาตั้งแต่แรก
ฟังถึงตรงนี้ กลยุทธ์นี้ดูดีมากใช่ไหมครับ หุ้นก็ยังอยู่ แถมได้เงินเพิ่มอีก แต่ ๆ อย่าเพิ่งเคลิ้มครับ 55555 เพราะหุ้นมันไม่ได้หยุดขึ้นแค่ 110 บาทหรอกครับ
- ถ้า NVIDIA ขึ้นจาก 100 → 150 บาท
คราวนี้ก็เป็นตาของนาย A แล้วครับที่ยิ้ม เพราะหุ้นที่คนอื่นต้องซื้อในตลาด 150 บาท เขากลับมีสิทธิ์ซื้อจากพี่ทุยได้ในราคาแค่ 110 บาท พี่ทุยก็ต้องขายให้ตามสัญญา นาย A กำไรจากราคาที่ขึ้นไป 110-150 เต็ม ๆ จากการยอมเสียค่าพรีเมี่ยมนิดหน่อย
ส่วนพี่ทุยก็ไม่ได้ขาดทุนเพราะซื้อหุ้นมา 100 บาท ขายได้ 110 บาท แถมได้ Premium อีก 3 บาท
เท่ากับเราได้ผลตอบแทนรวม 13 บาท แต่ปัญหาคือ...กำไรตั้งแต่ 110 → 150 บาท เราอดครับ เพราะเราเอาสิทธิ์ตรงนั้นไปขายให้นาย A ตั้งแต่แรกแล้ว
ดังนั้น ต่อให้ NVIDIA พุ่งไป 150 บาท 200 บาท หรือ 300 บาท ผลตอบแทนสูงสุดของดีลนี้ก็ถูกล็อกไว้ที่ 13 บาทต่อหุ้น หรือคิดจากเงินที่ได้รับรวมก็คือ 113 บาท นี่แหละครับคือสิ่งที่เราเอาไปแลกกับ Premium 3 บาท
เราไม่ได้สร้างเงินฟรีขึ้นมาจากอากาศ แต่เราเอา “โอกาสทำกำไร หากหุ้นพุ่งแรงในอนาคต” ไปแลกกับ “เงินสดที่ได้รับเข้ามาตั้งแต่วันนี้” และเมื่อเราถือหุ้นอยู่ แล้วนำสิทธิ์ซื้อหุ้น หรือ Call Option ไปขาย กลยุทธ์นี้จึงมีชื่อว่า Covered Call ครับ
แต่ต้องวงไว้นิดหนึ่งว่า ตัวอย่าง NVIDIA นี้พี่ทุยย่อมาให้เข้าใจ Concept ง่าย ๆ นะครับ โครงสร้างจริงของ JEPQ ซับซ้อนกว่านั้น เพราะกองทุนใช้ Options ที่อิงกับ Nasdaq-100 ผ่านโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับ Equity-Linked Notes หรือ ELNs
แต่หัวใจที่เราต้องเข้าใจเหมือนกันคือ JEPQ เอาโอกาสรับกำไรขาขึ้นบางส่วนของตลาดไปแลกกับ Option Premium เพื่อสร้างรายได้ พอทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ กองทุนก็จะมีรายได้เข้ามาจาก 2 เครื่องยนต์หลัก
- เครื่องยนต์แรก คือ หุ้น
หุ้นในพอร์ตขึ้น → มูลค่าพอร์ตมีโอกาสโต
บริษัทจ่ายปันผล → กองทุนได้รับปันผล
- เครื่องยนต์ที่สอง คือ Options
กองทุนรับ Option Premium เข้ามา → กลายเป็นอีกแหล่งรายได้ แล้วรายได้เหล่านี้ก็ถูกนำมาใช้สร้าง กระแสเงินสดที่ JEPQ จ่ายให้ผู้ถือหน่วยเป็นรายเดือน
นี่แหละครับ คือเบื้องหลังของปันผลระดับประมาณ 10% ที่เราเห็น ไม่ได้เกิดจาก JPMorgan ใจดี แจกเงินฟรีให้ผู้ถือหน่วย แต่เกิดจากการเอา “โอกาสทำกำไรในอนาคตบางส่วน” มาเปลี่ยนเป็น “เงินสดในวันนี้”เพราะฉะนั้น เงินที่เห็นจ่ายออกมาทุกเดือน ไม่ได้มาจากเวทมนตร์ครับ มันมีสิ่งที่ต้องแลกเสมอ และนี่แหละ คือเครื่องมือบ้า ๆ ที่อยู่เบื้องหลัง JEPQ ครับ
หมายเหตุ: Yield ในอดีตไม่การันตีอนาคต โพสต์นี้เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #JEPQ #ETF #หุ้นปันผล #ปันผล #Passiveincome #กองทุน #Dime #WealthX
1 week ago (edited) | [YT] | 428
View 29 replies
Money Buffalo
ไทยติด Top 3 ประเทศที่เศรษฐกิจนอกระบบเยอะที่สุดใน ASEAN | Money Buffalo
รู้ไหมครับว่า เงินที่หมุนอยู่ในเศรษฐกิจไทย ไม่ได้ผ่านสายตารัฐทั้งหมดนะฮะ เพราะข้อมูลจาก World Economics ประเมินว่า ปี 2025 ไทยมี “เศรษฐกิจนอกระบบ” คิดเป็นประมาณ 38.6% ของ GDP สูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน เป็นรองแค่เมียนมา 50.1% และกัมพูชา 45.5%
📌 เศรษฐกิจนอกระบบคืออะไร ?
พูดง่าย ๆ คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง มีการซื้อขาย มีรายได้ มีการจ้างงาน แต่ไม่ได้ถูกบันทึกหรือรายงานเข้าสู่ระบบอย่างครบถ้วน เช่น ร้านค้าริมทาง หาบเร่แผงลอย ฟรีแลนซ์ รับจ้างทั่วไป ธุรกิจเงินสด หรือกิจการเล็ก ๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนและไม่ได้รายงานรายได้ทั้งหมด
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็น “ธุรกิจผิดกฎหมาย” ทั้งหมดนะครับ ร้านข้าวแกงหน้าปากซอยก็สามารถอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบได้ เพียงแค่กิจกรรมเหล่านี้อยู่นอกระบบการจดทะเบียน ภาษี หรือสถิติทางการบางส่วน
📌 ทำไม 3 ประเทศนี้ถึงสูง ?
1. เมียนมา 50.1% ระบบเศรษฐกิจทางการอ่อนแอจากความขัดแย้ง
หลายปีของความไม่สงบทางการเมืองและสงครามกลางเมือง ทำให้ประชาชนและธุรกิจจำนวนมากต้องพึ่งพาเงินสด การค้าชายแดน ตลาดนอกระบบ และการประกอบอาชีพที่ไม่ได้ผ่านระบบทางการ ยิ่งรัฐเข้าถึงพื้นที่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ไม่ทั่วถึง เศรษฐกิจนอกระบบก็ยิ่งใหญ่ครับ
2. กัมพูชา 45.5% ธุรกิจเล็กและแรงงานนอกระบบมีเยอะ
เศรษฐกิจกัมพูชามีธุรกิจรายย่อย การค้าขนาดเล็ก และแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบจำนวนมาก หลายกิจการดำเนินธุรกิจโดยใช้เงินสดและไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งไม่ถูกนับอยู่ในระบบเต็ม ๆ
3. ไทย 38.6% ประเทศเรามีมนุษย์ฟรีแลนซ์และร้านเล็กเต็มเมือง
อันนี้น่าจะเห็นภาพง่ายที่สุดครับ ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถ รับจ้างรายวัน เกษตรกร ไปจนถึงอาชีพอิสระอีกสารพัด ซึ่งแรงงานจำนวนมากไม่ได้อยู่ในระบบการจ้างงานแบบพนักงานประจำ ขณะเดียวกันไทยก็มีธุรกิจรายย่อยจำนวนมหาศาลที่บางส่วนยังอยู่นอกระบบทะเบียนและภาษี
เรื่องนี้เลยมีทั้งสองด้านครับ ด้านหนึ่ง เศรษฐกิจนอกระบบเป็นแหล่งทำมาหากินสำคัญของคนจำนวนมาก และช่วยให้คนสามารถสร้างรายได้โดยไม่ต้องมีบริษัทใหญ่ ๆ มาจ้าง
แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าเศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่นอกระบบมากเกินไป รัฐก็จะมองเห็นรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงได้น้อยลง เก็บภาษีได้ยากขึ้น ขณะที่คนทำงานนอกระบบเองก็มักเข้าถึงสวัสดิการ สินเชื่อ หรือความคุ้มครองแรงงานได้ยากกว่าคนในระบบด้วย
ดังนั้น ตัวเลข 38.6% ของไทยไม่ได้แปลว่า “คนไทยหนีภาษีกัน 38.6%” นะฮะ เพราะเศรษฐกิจนอกระบบกว้างกว่านั้นมาก แต่มันกำลังบอกเราว่า เศรษฐกิจไทยอีกก้อนใหญ่มาก ๆ ยังหาเงิน ทำงาน และค้าขายกันอยู่ในพื้นที่ที่ “ระบบทางการมองเห็นไม่หมด” นั่นเองครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #เศรษฐกิจนอกระบบ #เศรษฐกิจไทย #แรงงานนอกระบบ #ASEAN #ไทย #กัมพูชา #เมียนมา
1 week ago | [YT] | 313
View 65 replies
Load more