สื่อออนไลน์ภาคเหนือ เพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
LANNER News
เปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคเหนือกว่า 9.4 ล้าน พบยอด Gen Y มาแรงกว่า 2.6 ล้าน - 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเข้าคูหาเลือกตั้ง และ วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในและนอกเขตเลือกตั้งLanner สำรวจจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พะเยา, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี โดยอ้างอิงข้อมูลจาก จำนวนประชากรไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแยกรายอายุรายเดือน พฤศจิกายน 2568 สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่สามารถย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน หากต้องการมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนั้นๆ ตามข้อกำหนดของการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 90 วัน ผลการสำรวจข้อมูล พบว่า จากจำนวนประชากรทั้งหมด 11,309,894 คน ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ เดือนพฤศจิกายน ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีจำนวนทั้งสิ้น 9,412,968 คน ซึ่งคิดเป็น 83.23% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยสามารถจำแนกสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามช่วงอายุ หรือ เจเนอเรชัน (Generation) ได้เป็น ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน Z (อายุ 18–28 ปี) จำนวน 1,503,887 คน หรือคิดเป็น 15.98% ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน Y (อายุ 29–45 ปี) จำนวน 2,690,874 คน หรือคิดเป็น 28.59%ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน X (อายุ 46–60 ปี) จำนวน 2,547,740 คน หรือคิดเป็น 27.07%ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Boomers (อายุ 61–79 ปี) จำนวน 2,326,247 คน หรือคิดเป็น 24.71%ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Silent (อายุ 80 ปีขึ้นไป) จำนวน 344,220 คน หรือคิดเป็น 3.66%สัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามช่วงอายุ ชี้ให้เห็นว่า ในการเลือกตั้งครั้งถัดไปที่จะเกิดขึ้น 17 จังหวัดภาคเหนือ จะมีสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่มีอายุอยู่ในช่วง เจเนอเรชัน Y (อายุ 29–45 ปี) มากที่สุด ทั้งนี้ ในสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยังสามารถจำแนกเป็น First Voter หรือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (อายุ 18–19 ปี) จำนวน 263,353 คน ซึ่งคิดเป็น 2.80% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด และ ผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป) จำนวน 2,670,467 คน ซึ่งคิดเป็น 28.37% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดอ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ www.lannernews.com/03012569-01/#ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง #ภาคเหนือ #เลือกตั้ง69 #เลือกคนของใจ๋เลือกอนาคตของเฮา #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
4 hours ago | [YT] | 0
View 0 replies
เปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคเหนือกว่า 9.4 ล้าน พบยอด Gen Y มาแรงกว่า 2.6 ล้าน - 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเข้าคูหาเลือกตั้ง และ วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในและนอกเขตเลือกตั้งLanner สำรวจจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พะเยา, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี โดยอ้างอิงข้อมูลจาก จำนวนประชากรไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแยกรายอายุรายเดือน พฤศจิกายน 2568 สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่สามารถย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน หากต้องการมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนั้นๆ ตามข้อกำหนดของการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 90 วัน ผลการสำรวจข้อมูล พบว่า จากจำนวนประชากรทั้งหมด 11,309,894 คน ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ เดือนพฤศจิกายน ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีจำนวนทั้งสิ้น 9,412,968 คน ซึ่งคิดเป็น 83.23% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยสามารถจำแนกสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามช่วงอายุ หรือ เจเนอเรชัน (Generation) ได้เป็น ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน Z (อายุ 18–28 ปี) จำนวน 1,503,887 คน หรือคิดเป็น 15.98% ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน Y (อายุ 29–45 ปี) จำนวน 2,690,874 คน หรือคิดเป็น 28.59%ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน X (อายุ 46–60 ปี) จำนวน 2,547,740 คน หรือคิดเป็น 27.07%ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Boomers (อายุ 61–79 ปี) จำนวน 2,326,247 คน หรือคิดเป็น 24.71%ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Silent (อายุ 80 ปีขึ้นไป) จำนวน 344,220 คน หรือคิดเป็น 3.66%สัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามช่วงอายุ ชี้ให้เห็นว่า ในการเลือกตั้งครั้งถัดไปที่จะเกิดขึ้น 17 จังหวัดภาคเหนือ จะมีสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่มีอายุอยู่ในช่วง เจเนอเรชัน Y (อายุ 29–45 ปี) มากที่สุด ทั้งนี้ ในสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยังสามารถจำแนกเป็น First Voter หรือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (อายุ 18–19 ปี) จำนวน 263,353 คน ซึ่งคิดเป็น 2.80% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด และ ผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป) จำนวน 2,670,467 คน ซึ่งคิดเป็น 28.37% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดอ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ www.lannernews.com/03012569-01/#ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง #ภาคเหนือ #เลือกตั้ง69 #เลือกคนของใจ๋เลือกอนาคตของเฮา #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
‘บ้านใหญ่’ ไม่ได้หมายถึงครอบครัวที่เล่นการเมืองเพียงครอบครัวเดียว แต่หมายถึงเครือข่ายตระกูลการเมืองที่สืบทอดบทบาทและอิทธิพลต่อเนื่องยาวนาน โดยที่สมาชิกในเครือข่ายมักกระจายตัวอยู่ทั้งในสนามการเมืองท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้รับเหมางบประมาณ และภาคธุรกิจในการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ บทบาทของ ‘การเมืองบ้านใหญ่’ หรือกลุ่มตระกูลการเมืองท้องถิ่น กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสการย้ายพรรคของนักการเมืองท้องถิ่นและตระกูลการเมืองหลายจังหวัดทั่วประเทศจากข้อมูลของ Rocket Media Lab พบว่า ทั่วประเทศไทยมีตระกูลการเมืองที่ถือว่าเป็น ‘บ้านใหญ่’ รวม 215 ตระกูล โดยใน 17 จังหวัดภาคเหนือ พบบ้านใหญ่จำนวนทั้งสิ้น 43 ตระกูล ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วทุกจังหวัดในพื้นที่🔴 43 บ้านใหญ่ภาคเหนือ ใครย้ายพรรค – ใครยังปักหลักอยู่พรรคเดิมจากการกระจายตัวของบ้านใหญ่ทั้ง 43 ตระกูลใน 17 จังหวัดภาคเหนือ พบบ้านใหญ่สังกัดพรรคภูมิใจไทย 16 ตระกูล, เพื่อไทย 15 ตระกูล, กล้าธรรม 8 ตระกูล ประชาชน 3 ตระกูล และรวมไทยสร้างชาติ 1 ตระกูลโดยที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีตระกูลที่ยังปักหลักอยู่พรรคเดิมจำนวน 22 ตระกูล ขณะที่ 18 ตระกูลย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ รวมถึง อีก 3 ตระกูลที่ขยับขยายจากการเป็นบ้านใหญ่ในการเมืองระดับท้องถิ่น เข้าสู่การลงแข่งขันในการเมืองระดับชาติ🔴 ในกลุ่ม 22 บ้านใหญ่ที่ปักหลักอยู่พรรคเดิมพบว่า ตระกูลสำคัญในเชียงราย ได้แก่ เตชะธีราวัฒน์, ติยะไพรัช และจงสุทธานามณี ยังคงสังกัดพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับตระกูลวันไชยธนวงศ์ที่ยังอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ส่วนในเชียงใหม่ ตระกูลอมรวิวัฒน์ยังปักหลักอยู่กับเพื่อไทย ขณะที่ตระกูลโตวิจักษณ์ชัยกุลยังคงสังกัดพรรคประชาชนในอีกด้าน ตระกูลทวีเกื้อกูลกิจ (ตาก), คำประกอบ (นครสวรรค์), ภัทรประสิทธิ์และขจรประศาสน์ (พิจิตร), ช่างพินิจ (พิษณุโลก), ลิมปะพันธุ์ (สุโขทัย) และตระกูลไทยเศรษฐ์ (อุทัยธานี) ยังปักหลักอยู่กับพรรคภูมิใจไทยขณะที่ ตระกูลศรีแก้ว (น่าน), เหลืองวิจิตร (พิจิตร), เหลืองทองนารา (พิษณุโลก), อนรรฆพันธ์ (เพชรบูรณ์), วงศ์วรรณ (แพร่), โล่ห์สุนทร (ลำปาง), มณีรัตน์ (ลำพูน), เทพสุทิน (สุโขทัย) และตระกูลศุภรักษ์จินดา (อุตรดิตถ์) ก็ยังคงสังกัดอยู่พรรคเพื่อไทย🔴 ด้าน 18 ตระกูลที่ย้ายพรรคพบว่า มีบ้านใหญ่ 7 ตระกูล ได้แก่ เชื้อเมืองพาน (เชียงราย), ไกรฤกษ์ (พิษณุโลก), พร้อมพัฒน์และทองใจสด (เพชรบูรณ์), ปราศจากศัตรูเเละศุภศิริ (เเพร่) และจันทรสุรินทร์ (ลำปาง) ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยขณะที่บ้านใหญ่อีก 7 ตระกูล ได้แก่ ลิกค์และอาภรณ์รัตน์ (กำแพงเพชร), สุนทรเลขา (นครสวรรค์), พรหมเผ่าเเละตันบรรจง (พะเยา), พั้วช่วย (เพชรบูรณ์) และจีนาคำ (แม่ฮ่องสอน) ย้ายเข้าสังกัดพรรคกล้าธรรมนอกจากนี้ ยังพบบ้านใหญ่ 2 ตระกูลที่ย้ายเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย ได้แก่ รัตนากร (กำแพงเพชร) และภู่พิสิฐ (ลำพูน), 1 ตระกูลย้ายเข้าพรรคประชาชน ได้แก่ บูรณุปกรณ์ (เชียงใหม่) เเละอีก 1 ตระกูลย้ายเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แก่ แก้วทอง (พิจิตร)🔴 3 บ้านใหญ่ ที่ขยับขยายจากการเมืองท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติพบว่า มีตระกูลนิโรจน์ (นครสวรรค์), พนมขวัญ (แพร่) และรัตนคำฟู (ลำปาง) ที่ก้าวขึ้นมาสู่การแข่งขันระดับชาติ โดยสังกัดพรรคภูมิใจไทย ประชาชน และกล้าธรรม ตามลำดับ 🔴 บ้านใหญ่ยังทรงพลัง หรือกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน?ท่าทีของบ้านใหญ่ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ชี้ให้เห็นว่า ‘การเมืองบ้านใหญ่’ ยังคงเป็นส่วนสำคัญของการเลือกตั้งปี 2569 เนื่องจากหลายตระกูลยังคงทำหน้าที่เป็นฐานเสียงสำคัญให้กับหลายพรรคการเมือง แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เริ่มเห็นแนวโน้มการ “กระจายตัว” ของเครือข่ายบ้านใหญ่ที่เริ่มขยับขยายไปสังกัดพรรคอื่นๆ มากขึ้นฉะนั้น แม้การเมืองไทยจะได้รับผลกระทบและเปลี่ยนแปลงตามกระแสใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างอำนาจแบบบ้านใหญ่จึงยังเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดภูมิทัศน์ทางการเมืองในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ และยังคงมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันทางการเมืองภายใต้การเลือกตั้งปี 2569 ดังที่บ้านใหญ่จากหลายจังหวัดได้ปรับตัวให้สอดรับกับสมดุลอำนาจใหม่ทั้งในระดับชาติและภูมิภาคอ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ www.lannernews.com/27122568-01/#บ้านใหญ่ภาคเหนือ #เลือกตั้ง69 #เลือกคนของใจ๋อนาคตของเฮา #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
แม้จะปรากฏกลิ่นอายของพรรคการเมืองอยู่เนืองๆ ตลอดการเลือกตั้งท้องถิ่นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ผู้สมัครที่สามารถกวาดชัยชนะไปได้มากที่สุดกลับเป็นผู้สมัครจาก “กลุ่มอิสระ” ที่ประกาศตนไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กลุ่มอิสระเหล่านี้เกือบทั้งหมดหาเสียงในนาม กลุ่มคนรักท้องถิ่น มักใช้ชื่อกลุ่มในสอดคล้องกับพื้นที่และสื่อถึงความเป็นท้องถิ่นนิยม อาทิ ทีมพัฒนาบ้านเมือง กลุ่มฮักพะเยา หรือแม่สอดก้าวหน้า เป็นต้น และตลอดการลงพื้นที่หาเสียงในท้องถิ่นพวกเขามักประกาศยืนยันเสมอว่า “ไม่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง” หากเชื่อตามคำบอกว่า ไม่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง เราก็อาจเชื่อได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องตีความมิใช่ว่าจริงหรือไม่ที่พรรคการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สิ่งที่เราต้องตีความอาจเป็นการทำความเข้าใจคำว่า “พรรคการเมือง” สำหรับผู้สมัครเหล่านี้เสียมากกว่า ความหมายของพรรคการเมือง สำหรับผู้สมัครเหล่านี้อาจหมายถึงการลงสมัครในนามพรรคนั้นๆ หรือการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองด้วยกันอาจไม่ถูกนับว่าเป็นความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง เราสามารถพบเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครนายกเล็กหลายคนกับ สส. ในจังหวัด อาทิ กุล เครือวีระ (ว่าที่นายกเล็กแม่สอด) ที่ปรากฏภาพความใกล้ชิดกับ สส.ปั้น – ภาคภูมิ บูลย์ประมุข จากพรรคพลังประชารัฐ หรือ วันชัย จงสุทธนามณี (ว่าที่นายกเล็กเชียงราย) ที่มีภรรยาคือ รัตนา จงสุทธานามณี ที่เพิ่งหันซบอกเพื่อไทยไปได้ไม่นาน แต่ทั้งคู่ยังคงลงหาเสียงในนามอิสระ และประกาศตัวไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง การปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเช่นนี้ หากมองจากมุมมองพรรคเป็นใหญ่ เราอาจมองได้ว่าการปฏิเสธความเกี่ยวข้องแบบนี้ก็มิต่างอะไรกับการโกหก แต่หากมองจากมุมความสัมพันธ์ในท้องถิ่นเราอาจต้องมองความเชื่อมโยงเหล่านี้อีกระดับ กล่าวคือ พรรคการเมืองสำหรับนักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้มีความจำเป็นเฉพาะในการเลือกตั้งระดับชาติเท่านั้น แต่ในการเลือกตั้งท้องถิ่นปัจจัยที่พวกเขาพึ่งพามิใช่พรรคการเมือง แต่เป็นความนิยมส่วนตัว หัวคะแนน ระบบอุปถัมภ์ หรือกระทั่งผลงาน/ชื่อเสียงในอดีต ฉะนั้น พรรคการเมืองจึงเสมือนเป็นแค่ “รถ” เท่านั้น เป็นรถที่มิได้ครอบครองถาวร หากแต่สามารถเปลี่ยนรถได้หากพวกเขาประเมินแล้วว่าสมรรถนะรถคันนี้ไม่เพียงพอที่จะพาพวกเขาไปถึงเส้นชัย เราจึงได้เห็นภาพ “นายใหญ่” (ทักษิณ ชินวัตร) และบรรดาแกนนำพรรคการเมืองอื่นๆ อาทิ ชาดา ไทยเศรษฐ หรือ ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่พบปะผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง ด้านหนึ่งก็เป็นไปเพื่อการประชาสัมพันธ์ แต่อีกด้านพวกเขาเหล่านี้ยังเป็น “เซลล์ขายรถ” ที่แห่ขายรถสีแดงบ้าง/สีน้ำเงินบ้าง ตามแต่ว่าพวกเขาจะสังกัดบริษัทรถแห่งใด การมอง “พรรค” เป็น “รถ” นี้ สอดคล้องกับพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนที่แตกต่างกันในการเลือกตั้งแต่ละระดับ ในการเลือกตั้งระดับชาติ (การเลือกตั้ง สส.) บทบาทของพรรคการเมืองมีส่วนในการตัดสินใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา แต่ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ตัวตนของผู้สมัครมีบทบาทอย่างมากในการตัดสินในมอบคะแนนเสียง จึงส่งผลให้นักการเมืองท้องถิ่นเดิมที่เคยสร้างผลงานหรืออยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ตนสังกัดอยู่จะมีแนวโน้มได้เปรียบกว่ามาก พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มีแนวการทำงานขายรถของพวกเขาในรูปแบบที่สอดคล้องกับพฤติกรรมเลือกตั้งแบบนี้ แตกต่างกับพรรคเพื่อไทยที่ครั้งนี้ให้นายใหญ่นำทัพในสนามท้องถิ่น แต่นายใหญ่กลับแสดงท่าทีอยากกินรวบ คือ ขายรถสีแดงคันเดียวให้กับลูกค้าทุกระดับ โดยอาศัยบารมีส่วนตัวของเซลล์ใหญ่ อย่างไรก็ตาม การขายแบบนายใหญ่กลับยิ่งตอกย้ำภาพเทาๆ ของการเมืองท้องถิ่นให้เด่นชัดยิ่งขึ้น กล่าวอย่างง่ายคือ ทำให้ทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องการเมืองและผลประโยชน์ของนักการเมืองระดับชาติไปเสียทั้งหมด ยิ่งประกอบกับภาพข่าวตีกันรายวันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นกลายเป็นเรื่องที่มีแต่ผลประโยชน์ของนักการเมืองไปในท้ายที่สุด หรือเราอาจเรียกได้ว่าเป็นการเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องการทะเลาะกันของเซลล์ขายรถ อ่าน Local Watch: “เปลี่ยนคนแต่ไม่เปลี่ยนใจ” บทเรียนเลือกตั้งสนามเทศบาล 17 จังหวัดภาคเหนือ ท้องถิ่นไทยไปไหนต่อ? ที่ www.lannernews.com/24052568-03/ เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย ภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง #เลือกตั้งเทศบาล #เลือกตั้งท้องถิ่น #เลือกตั้งเทศบาล68 #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
7 months ago | [YT] | 1
ในการเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่ ผลการเลือกตั้งเป็นเอกฉันท์ว่าแชมป์เก่าอย่าง นายกหน่อย - อัศนี บูรณุปกรณ์ สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้อย่างไม่ยากเย็น คะแนนทิ้งห่างผู้สมัครอันดับ 2 จากพรรคประชาชน มากกว่า 4 พันคะแนน และสานต่อเก้าอี้นายกเล็กเมืองเชียงใหม่ ทั้งในฐานะแชมป์เก่าและบ้านใหญ่แห่งเมืองช้างเผือก ตระกูลบูรณุปกรณ์ ถือเป็นตระกูลการเมืองที่อยู่คู่การเมืองท้องถิ่นเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน โดยบ้านใหญ่หลังนี้เริ่มมีบทบาททางการเมืองทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2540 จากนั้นจึงค่อยๆ ขยายเครือข่ายการเมืองไปในหลายระดับและหลายองค์การ โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองที่ตระกูลบูรณุปกรณ์สามารถครองความยิ่งใหญ่ได้จากการประกอบธุรกิจบริการและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตำแหน่งนายกเล็กฯ เมืองเชียงใหม่เสมือนเป็นตำแหน่งที่สืบทอนผ่านทางสายเลือดบูรณุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม แต่เพียงแค่สายเลือดและนามสกุลไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้ตระกูลบูรณุปกรณ์ครองความยิ่งใหญ่ได้ หากยังมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่รองรับอีกมาก เงื่อนไขสำคัญคือ “คนเสื้อแดง” และ “พรรคสีแดง” ตระกูลบูรณุปกรณ์ มีพัฒนาการทางการเมืองควบคู่ไปกับการเติบโตของพรรคไทยรักไทยและการเมืองภาคประชนที่นำไปสู่การสถาปนากลุ่มคนเสื้อแดง แม้ปัจจุบันพรรคสีแดงจะเสื่อมมนต์ขลังไปมากแล้ว จะอย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังคงมีพลังในการเมืองเชียงใหม่คือ เครือข่ายคนเสื้อแดงในเชียงใหม่ การประกาศตัวลงสมัครในนามเพื่อไทย นอกจากเสมือนเป็นเสียงจากสวรรค์ที่แต่งตั้งให้นายกหน่อยเป็นตัวแทนพรรคแล้ว อีกทางหนึ่งก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์บอกคนเสื้อแดงเชียงใหม่ว่านี่คือตัวแทนของเครือข่ายไปพร้อมกัน นอกจากนั้น ชื่อเสียงของตระกูลบูรณุปกรณ์ในเชียงใหม่เรียกได้ว่าไม่ได้ช้ำเลือดช้ำหนองแต่อย่างใด พวกเขายังคงมีภาพลักษณ์ที่ดีทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นในเชิงบวก ยิ่งในระดับเทศบาลนครที่คนตระกูลบูรณุปกรณ์ได้ฝากผลงานไว้มากมาย จึงมิใช่เรื่องยากที่นายกหน่อยจะสามารถรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้ อ่าน Local Watch: “เปลี่ยนคนแต่ไม่เปลี่ยนใจ” บทเรียนเลือกตั้งสนามเทศบาล 17 จังหวัดภาคเหนือ ท้องถิ่นไทยไปไหนต่อ? ที่ www.lannernews.com/24052568-03/ เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย ภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง #เลือกตั้งเทศบาล #เลือกตั้งท้องถิ่น #เลือกตั้งเทศบาล68 #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
จากการเคลื่อนไหวของ สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เพื่อผลักดัน 6 ข้อเรียกร้องหลักที่ครอบคลุมประเด็นด้านที่ดิน ป่าไม้ คดีความ และสิทธิในสัญชาติของประชาชนในพื้นที่ชนบทและแนวป่า ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ และทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึง 1 เมษายน 2568 นำไปสู่ บันทึกข้อตกลงแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างรัฐบาล โดย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับ สชป. และ สกน. ลงวันที่ 29 มีนาคม 2568 โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการตามบันทึกดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการฯ ตามข้อที่ 3 ของบันทึกข้อตกลง โดยถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นการขับเคลื่อน ‘โฉนดชุมชน’ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2553 ให้เป็นหนึ่งในแนวทางจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่สอดคล้องกับหลักสิทธิชุมชน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ การเร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานฯ ครั้งแรกในปี 2568 เพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริมและยกระดับโฉนดชุมชน รวมถึงเสนอให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พิจารณารับรองให้โฉนดชุมชนเป็นหนึ่งในรูปแบบการจัดที่ดินตามมาตรา 10 (4) แห่ง พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 อีกหนึ่งประเด็นสำคัญตามบันทึกข้อตกลง คือการทบทวนกฎหมายป่าอนุรักษ์ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงกฎหมายป่าอนุรักษ์” เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายภายใน 90 วัน ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งแรกในปี 2568 ว่าจะสามารถวางกรอบการทำงานที่ครอบคลุมการปรับปรุงกฎหมายทั้งฉบับได้หรือไม่ ไม่เพียงเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการอนุรักษ์ แต่รวมถึงมาตรการการจัดการที่ดินตามนโยบายรัฐ และกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของราษฎร โดยอาศัยอำนาจข้อที่ 7 ของคำสั่งที่เปิดทางให้ประธานสามารถมอบหมายภารกิจเพิ่มเติม อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ www.lannernews.com/26052568-01/ #ชาติพันธุ์ #ที่ดิน #ป่าไม้ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
7 months ago | [YT] | 3
25 พฤษภาคม 2568 Chiang Mai Pride ได้จัดกิจกรรม “Chiang Mai Pride 2025” เทศกาลเฉลิมฉลองพลังของความรัก ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีขบวน Pride Parade ยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง เริ่มต้นที่พุทธสถาน เวลา 18.00 น. ผ่านไนท์บาร์ซ่าเชียงใหม่ ถนนลอยเคราะห์ และสิ้นสุดการเดิน ณ ลานอเนกประสงค์ ข่วงประตูท่าแพ ภายในงานยังมีการประกวด Chiang Mai Pride Ambassador เวทีเฟ้นหาตัวแทนที่กล้าพูด กล้าแสดงออก และพร้อมขับเคลื่อนประเด็น LGBTQ+ ให้เป็นที่รับรู้ในสังคม การกล่าวสุนทรพจน์จากตัวแทนภาคประชาสังคม และการจัดแสดง Performance Art ในธีม “Chiang Mai Queer Feminist” ที่ไม่ยอมจำนนต่อกรอบและความเชื่อใดๆ ศิริศักดิ์ ไชยเทศ แกนนำคณะทำงาน Chiang Mai Pride กล่าวว่า เชียงใหม่ไพรด์คือการตอกย้ำความสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะพื้นที่แห่งความภาคภูมิใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นทางการ และในวันนี้เราขอใช้พื้นที่ตรงนี้ เพื่อยืนยัน เจตจำนงร่วมของเรา 7 ประการว่า เสียงของเราไม่เคยเงียบ เสียงที่เรียกร้องถึงสิทธิ ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ คนข้ามเพศ กลุ่มชายขอบ กลุ่มคนเปราะบาง และกลุ่มอัตลักษณ์ซ้อนทับที่ยังคงถูกกดทับ ถูกมองข้าม และถูกเลือกปฏิบัติ วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ต่างได้ร่วมมือกันผลักดันและสร้างสรรค์สิ่งที่ควรเกิดขึ้นด้วยหัวใจที่เห็นใจ เข้าใจ และพร้อมจะร่วมมือกัน ผมอยากให้ทุกคน ภาคภูมิใจในตัวเอง ภาคภูมิใจในความแตกต่าง และภาคภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเอง และที่สำคัญ ขอให้เราร่วมมือกัน เดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในบ้านของเรา ในเมืองของเรา เชียงใหม่ในฐานะเมืองท่องเที่ยว เราควรเปิดบ้านของเรา อ้าแขนของเรา ต้อนรับเพื่อนบ้าน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้ได้สัมผัสว่า เชียงใหม่คือเมืองแห่งความอบอุ่น เมืองที่พร้อมจะโอบรัก โอบรับทุกคนไว้ในอ้อมใจของเรา และเราจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยความเท่าเทียม พลอยพรรณ พลอยทับทิม สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า งานในวันนี้คือการแสดงพลังของสิทธิ ความเท่าเทียม และความเสมอภาคระหว่างเพศ ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ภายใต้พระราชบัญญัติความเสมอภาคระหว่างเพศ รวมถึงการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการทำงาน สนับสนุน และประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ในโอกาสนี้ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานในวันนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างสรรค์สังคมที่มีความเข้าใจและเคารพความหลากหลาย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างแท้จริง อ่านต่อบนเว็บไซต์ www.lannernews.com/25052568-01/ #ChiangMaiPride2025 #เชียงใหม่ #Feminist #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครทั้งหมด 6 แห่ง ผลปรากฏว่า แชมป์เก่าสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้ 3 ที่นั่ง ได้แก่ วันชัย จงสุทธานามณี (เทศบาลนครเชียงราย) อัศนี บูรณุปกรณ์ (เทศบาลนครเชียงใหม่) และจิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ (เทศบาลนครนครสวรรค์) ขณะที่แชมป์เก่าที่ผ่ายแพ้ในการเลือกตั้งรอบนี้มีทั้งสิ้น 2 คน ประกอบด้วย เปรมฤดี ชามพูนท (แชมป์นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก) และ ประเสริฐ ปวงละคร (แชมป์นายกเทศมนตรีนครแม่สอด) ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยว่า โดยภาพรวมของนายกเทศมนตรีนั้นยังเป็น “คนเดิม” จะยังครองเก้าอี้ในหลายพื้นที่ แต่ก็มีบางกรณีที่ผลออกมา “พลิกล็อก” หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ในจังหวัดลำปางที่ได้นายกเทศมนตรีนครลำปาง “หน้าใหม่จริงๆ ” ซึ่งผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครลำปางในครั้งนี้ ผู้ที่คว้าชัยคือ ปุณณสิน มณีนันทน์ ซึ่งแม้จะเคยลงสมัครมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังนับเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาบ้านใหญ่อย่างชัดเจน จุดสำคัญอยู่ที่ นายกนิมิตร จิวะสันติการ อดีตนายกเทศมนตรี ซึ่งเลือกไม่ลงสมัครในครั้งนี้ แต่ส่งทีมงานของตนลงแทน กลับไม่สามารถแข่งขันได้เท่าเจ้าตัว สุดท้ายจึงพ่ายแพ้ให้กับปุณณสินผู้ที่สะสมคะแนนและลงพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเบียดขึ้นสู่ตำแหน่งได้สำเร็จ ส่งผลให้ในการเลือกตั้งเทศบาลนครภาคเหนือรอบนี้มีแชมป์เก่าที่สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้ กับแชมป์เก่าที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งรอบนี้ (รวมถึงผู้สมัครสายตรงจากแชมป์เก่า) มีจำนวนเท่ากันที่ 3 คน กล่าวคือ ในการเลือกตั้งเทศบาลระดับเทศบาลนครในภาคเหนือมีสัดส่วนแชมป์เก่าชนะการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง (เทศบาลนครเชียงราย เชียงใหม่ และนครสวรรค์) ขณะเดียวกันตำแหน่งนายกเล็กอีกครึ่งเปลี่ยนหน้าไป (เทศบาลนครแม่สอด ลำปาง และพิษณุโลก) สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนนายกเทศมนตรีนครหน้าใหม่ในสัดส่วนครึ่งหนึ่ง คือ การแข่งขันกันเองระหว่างบ้านใหญ่ภายในจังหวัด จนทำให้ระเบียบการเมืองท้องถิ่นเดิมกำลังสิ้นสุดสภาพบังคับไป โดยเฉพาะในเขตปกครองขนาดย่อมลงมาอย่างเทศบาลที่ระเบียบการเมืองท้องถิ่นเสมือนอยู่ในภาวะสุญญากาศ บ้านใหญ่เดิมที่เคยเป็นพันธมิตรกันหรือยอมอยู่ภายใต้แสงของบ้านใหญ่ที่ใหญ่กว่าเริ่มถ่อยห่างจากกันและลงแข่งขันในสนามเทศบาลนคร เทศบาลนครแม่สอด เป็นภาพสะท้อนภาวะสุญญากาศของระเบียบการเมืองท้องถิ่นและการแข่งขันกันเองระหว่างบ้านใหญ่ต่างๆ เนื่องจากในการเลือกตั้งรอบนี้ มีผู้สมัครลงชิงชัยตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครแม่สอดถึง 4 คน โดยทั้ง 4 เคยผนึกกำลังกัน และแต่ละคนต่างเคยดำรงตำแหน่งบริหารในเทศบาลนครแม่สอดในฐานะทีมเดียวกันมาแล้วด้วยซ้ำ แต่แล้วหลังความพ่ายแพ้ของ นายกฝอ - เทอดเกียรติ ชินสรนันท์ ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกเล็กแม่สอดมาตั้งแต่ปี 2538 จวบจนปี 2564 การเมืองในเทศบาลนครแม่สอดก็เสมือนขาดอำนาจ นำไปสู่การแข่งขันกันระหว่างบ้านใหญ่ต่างๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเครือข่ายร่วมกับนายกฝอทั้งสิ้น ในการเลือกตั้งครั้งปี 2564 ประเสริฐ ปวงละคร อดีตรองนายกเล็กในทีมนายกฝอ สามารถคว้าชัยเหนือนายเก่าอย่างนายกฝอไปได้ กระทั่งการเลือกตั้งนายกเล็กแม่สอดที่ผ่านไปล่าสุด ผู้ชนะกลับเป็น รองเบิ้ม - กุล เครือวีระ อดีตรองนายกในทีมนายกฝอเช่นเดียวกัน การสลับกันชนะไปมาระหว่างรองนายกในทีมนายกฝอ จึงเสมือนเป็นภาพสะท้อนถึงสภาวะสุญญากาศของระเบียบการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลนครแม่สอดเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ เทศบาลนครลำปาง ที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้แชมป์เก่าอย่าง นิมิตร จิวะสันติการ ผู้ที่เคยมีสภาวะนำในทางการเมืองถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบนี้ และส่งทายาททางการเมืองของตนเอง (กิตติ จิวะสันติการ) ลงแข่งขัน กลับส่งผลให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางระเบียบการเมือง ท้ายที่สุด “ช่องว่าง” ในสภาวะสุญญากาศดังกล่าวนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของทายาทแชมป์เก่า และตำแหน่งนายกเล็กเทศบาลนครลำปางตกไปเป็นของ “ปุณณสิน มณีนันทน์” หน้าใหม่ในการเมืองเทศบาลฯ ลำปาง อย่างไรก็ตาม การเมืองท้องถิ่นระดับเทศบาลนครลำปาง มิได้มีอำนาจนำที่ชัดเจนและแข็งแรงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตำแหน่งนายกเทศมนตรีมีการสลับไปมา ยังไม่มีใครดำรงตำแหน่งยาวนานจนกลายเป็นบ้านใหญ่ที่ผูกขาดตำแหน่งนายกเล็กเหมือนที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นของภาคเหนือ จึงไม่น่าแปลกหากการเมืองท้องถิ่นของลำปางจะมีพื้นที่และช่องว่างให้หน้าใหม่สามารถขึ้นสู่อำนาจได้ โดยเฉพาะ ปุณณสิน ที่มีทุนทางเศรษฐกิจและสังคมระดับสูง นอกจากนั้น เขายังลงหาเสียงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่การเลือกตั้งรอบปี 2564 ซึ่งได้คะแนนเป็นอันดับสอง จนถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่สามารถชิงตำแหน่งเก้าอี้นายกฯ มาได้ เทศบาลนครพิษณุโลก เป็นเทศบาลนครอีกหนึ่งแห่งในภาคเหนือที่มีการเปลี่ยนหน้านายกเล็กจาก เปรมฤดี ชามพูนท แชมป์เก่ามากประสบการณ์ที่รอบนี้พ่ายแพ้ให้กับ ศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ อดีตรองนายก อบจ.พิษณุโลก ในทีม มนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ที่ครั้งนี้เบนเข็มมาตีพื้นที่เทศบาลเต็มกำลัง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เปรมฤดี และ มนต์ชัย เพิ่งจะจับมือกันดัน จเด็ศ จันทรา ให้ชนะการเลือกตั้งซ่อม สส.พิษณุโลก เขต 1 เมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมานี่เอง ถึงจะเคยจับมือกันดันจเด็ศ แต่มนต์ชัยและเปรมฤดีทั้งคู่ต่างอยู่คนละขั้วในการเมืองท้องถิ่นพิษณุโลกมาอย่างยาวนาน เปรมฤดี เป็นแกนนำกลุ่มการเมืองในเขตอำเภอเมือง ขณะที่ มนต์ชัย เป็นแกนนำกลุ่มการเมืองรอบนอก แม้ทั้งคู่ยังเป็นแกนนำเสื้อแดงในพิษณุโลกเหมือนกันและเคยจับร่วมกันในบางครั้ง แต่ยังไม่เคยลงรอยกันอย่างจริงใจ มนชัยมักท้าทายเปรมฤดีในการเลือกตั้งเทศบาลนครพิษณุโลกเสมอมา จึงทำให้การเมืองระดับเทศบาลยังไม่มีระเบียบที่ชัดเจนแต่อย่างใด เนื่องจากมีการท้าทายกันไปมาตลอดเวลา ประกอบกับความท้าทายใหม่ในการเมืองท้องถิ่นพิษณุโลกอย่างพรรคส้ม ที่สามารถคว้าชัยในการเลือกตั้ง สส.เขต 1 ซึ่งเป็นเขตเทศบาลนครฯ ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ส่งผลให้เปรมฤดีต้องรับมือกับความท้าทายทั้งสองทาง คือ ความท้าทายจากพรรคส้มและมนชัยไปพร้อมกัน จนท้ายที่สุด เครือข่ายของมนต์ชัยสามารถคว้าชัยเหนือเปรมฤดีในการเลือกตั้งรอบที่มาจนได้ ขณะที่ เทศบาลนครเชียงราย และ เทศบาลนครนครสวรรค์ แม้แชมป์เก่าจะต้องเผชิญความท้าทายใหม่อย่างพรรคส้มเช่นเดียวกัน ในการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2566 เขตเทศบาลทั้งสองแห่งก็ถูกพรรคส้มแย่งยึดตำแหน่ง สส. ไปได้ แต่ วันชัย จงสุทธานามณี (นายกเทศมนตรีนครเชียงราย) และ จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ (นายกเทศบาลนครนครสวรรค์) ยังคงสามารถรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้อย่างไม่อยากเย็นนัก เงื่อนไขประการสำคัญน่าจะอยู่ที่เครือข่ายทางการเมืองของแชมป์เก่าทั้งสองยังคงเหนียวแน่นจากการดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ระเบียบการเมืองท้องถิ่นในเขตเทศบาลนครสวรรค์และเชียงรายยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ไม่มีบ้านใหญ่ประกาศตัวเป็นคู่แข่งขันอย่างจริงจัง จึงไม่มีช่องว่างจากภาวะสุญญกาศเช่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่เทศบาลนคร 3 แห่งที่กล่าวถึงก่อนหน้า ขณะที่คู่ท้าชิงจากพรรคส้มในพื้นที่เทศบาลนครทั้ง 2 แห่ง กลับไม่มีเครือข่ายทางการเมืองในมือมากพอจะต่อสู้อย่างสมน้ำสมเนื้อกับแชมป์เก่าแต่อย่างใด มิหนำซ้ำ ผู้สมัครพรรคส้มยังถือเป็นหน้าใหม่ทั้งคู่ แม้ เฮียซัว - วรวุฒิ ตันวิสุทธิ์ ผู้สมัครชิงชัยนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์จะเป็นคนหน้าเก่าในเทศบาลฯ แต่หากวัดเฉพาะสนามเลือกตั้ง เขาก็ยังเป็นหน้าใหม่ ขณะเดียวกัน ศราวุธ สุตะวงค์ ผู้สมัครชิงชัยพรรคส้มในเทศบาลนครเชียงรายก็เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน อบจ.เชียงราย ไม่ได้มีเครือข่ายหรือกระทั่งผลงานการบริหารอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด ทั้งคู่จึงเสียเปรียบแชมป์เก่าเป็นอย่างมาก การเลือกตั้ง เทศบาลนครเชียงใหม่ น่าจะเป็นการเลือกตั้งที่ซับซ้อนที่สุด เนื่องจากมีเงื่อนไขซ้อนทับหลายเงื่อนไข โดยเฉพาะความซับซ้อนระหว่างพรรคการเมืองและบ้านใหญ่ในเมืองเชียงใหม่เอง โดยในการเลือกตั้งเทศบาลภาคเหนือครั้งนี้ มีเพียงเทศบาลนครเชียงใหม่เท่านั้นที่เป็นเสมือนการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองและบ้านใหญ่ไปในเวลาเดียวกัน อ่าน Local Watch: “เปลี่ยนคนแต่ไม่เปลี่ยนใจ” บทเรียนเลือกตั้งสนามเทศบาล 17 จังหวัดภาคเหนือ ท้องถิ่นไทยไปไหนต่อ? ที่ www.lannernews.com/24052568-03/ เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย ภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง #เลือกตั้งเทศบาล #เลือกตั้งท้องถิ่น #เลือกตั้งเทศบาล68 #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
ในการเลือกตั้งนายกเทศบาล 17 จังหวัดภาคเหนือ ในเขตอำเภอเมืองของทุกจังหวัด ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า แชมป์เก่ายังคงสามารถรักษาเก้าอี้ได้ทั้งสิ้น 10 ที่นั่ง ขณะที่เทศบาลเมืองที่มีการเปลี่ยนหน้านายกเทศมนตรีประจำอำเภอเมืองมีทั้งสิ้น 7 เทศบาล แม้ผลการเลือกตั้งจะแสดงว่ามีนายกเทศมนตรีเมืองหน้าใหม่ถึง 7 คน แต่จากการสำรวจประวัติของว่าที่นายกเล็กหน้าใหม่ทั้งเจ็ดพบว่า มีว่าที่นายก 3 คนที่มีความเกี่ยวข้องหรือเป็นเครือข่ายทางเมืองกับนายกฯ คนเก่า ได้แก่ นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา แม่ฮ่องสอน และกำแพงเพชร ขณะที่นายกเล็กคนใหม่มีเพียง 4 คน ได้แก่ ปุณณสิน มณีนันทน์ (ว่าที่นายกเทศมนตรีนครลำปาง) สุริยา อินต๊ะนอน (ว่าที่นายกเทศมนตรีเมืองแพร่) ศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ (นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก) และ เฉลิมศักดิ์ กองกันภัย (ว่าที่นายกเทศมนตรีเมืองพิจิตร) ดังนั้น นายกเทศมนตรีเมือง 17 จังหวัดภาคเหนือ มีการเปลี่ยนนายกหน้าใหม่และกลุ่มใหม่จริงๆ เพียง 4 คนเท่านั้น สอดคล้องกับภาพรวมการเลือกตั้งเทศบาลทั้งหมดใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่พบว่า แชมป์เก่าส่วนใหญ่ยังคงสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้ อ่าน Local Watch: “เปลี่ยนคนแต่ไม่เปลี่ยนใจ” บทเรียนเลือกตั้งสนามเทศบาล 17 จังหวัดภาคเหนือ ท้องถิ่นไทยไปไหนต่อ? ที่ www.lannernews.com/24052568-03/ เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย ภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง #เลือกตั้งเทศบาล #เลือกตั้งท้องถิ่น #เลือกตั้งเทศบาล68 #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
“รถตู้รับส่งนักเรียนจ.ลำปาง ประสบอุบัติเหตุ ด.ญ.ชั้นป.1 เสียชีวิต บาดเจ็บอีกกว่า 10 ราย คนขับอ้างถนนลื่น จยย.ขับมาเบียดทำให้เสียหลัก” พาดหัวข่าวข้างต้น เป็นประเด็นที่อาจเคยผ่านหูผ่านตาหลายคนมาบ้าง เมื่อ 24 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องราวน่าสลดใจที่ชวนให้เกิดการตั้งคำถามถึง “ความปลอดภัยบนท้องถนนของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย” ได้เป็นอย่างดี และในวันนี้ (24 พฤษภาคม 2568) เหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้ล่วงเลยมาจนครบ 1 ปีแล้ว เราจึงอยากชวนให้ลองกลับมามองประเด็นนี้กันอีกครั้ง เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงของความปลอดภัยบนท้องถนนของเด็กไทย ว่าได้ถูกแก้ไข หรือยกระดับให้ปลอดภัยมากขึ้นจากเดิมแล้วบ้างหรือยัง . “เหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ 6 โมง แต่กว่าจะรู้ว่าเด็กเป็นใคร เป็นลูกศิษย์โรงเรียนไหน ก็เกือบ 9 โมงแล้ว เสียเวลาไปหลายชั่วโมงมากๆ เพราะว่าเราไม่มีฐานข้อมูลกลาง” - วิมล ตุ้ยแก้ว . ปอ-วิมล ตุ้ยแก้ว หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดลำปาง สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เล่าว่า ในวันที่เกิดเหตุสามารถสะท้อนปัญหาของรถโรงเรียนได้หลายจุด ทั้งในเรื่องของ “ฐานข้อมูลที่ไม่เพียงพอ” ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น กลับไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าผู้เสียหายเป็นใคร เป็นเด็กนักเรียนสังกัดโรงเรียนไหน นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาจาก “การดัดแปลงสภาพรถ” ของผู้ประกอบการที่ไม่ทำตามระเบียบของกรมขนส่ง และการ “ไม่ตรวจเช็กสภาพรถตามกำหนด (ปีละ 2 ครั้ง) ” ทำให้รถโรงเรียนบางคันไม่มีความปลอดภัยในระดับมาตรฐาน . “บางคันที่เขายังต้องรับเด็กเยอะกว่าที่กำหนดไว้ เพราะต้องการให้คุ้มทุน คือค่ารถที่เก็บจากผู้ปกครองก็ไม่สามารถเรียกเก็บแพงได้มาก ถ้าเก็บแพงก็ไม่มีใครใช้บริการ” - อำพร ตันชุ่ม . สำหรับ น้อย-อำพร ตันชุ่ม คนขับรถตู้รับ-ส่งนักเรียนใน จ.ลำปาง เธอมองว่าการขับรถรับส่งนักเรียนไม่ใช่แค่อาชีพ แต่คือความรับผิดชอบที่มากกว่าแค่พาเด็กไปถึงโรงเรียนอย่างตรงเวลา เพราะเธอไม่เพียงแต่เป็นคนขับ แต่ยังทำหน้าที่ดูแลเด็กๆ เหมือนลูกหลานตลอดเส้นทาง อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังของความใส่ใจนั้นกลับเต็มไปด้วยข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่ดูเหมือนจะเป็นภาระของคนขับเพียงฝ่ายเดียว อ่านต่อบนเว็บไซต์ www.lannernews.com/24052568-02/ #รถรับส่งนักเรียน #ความปลอดภัยบนท้องถนน #อุบัติเหตุ #ลำปาง #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
Load more
LANNER News
เปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคเหนือกว่า 9.4 ล้าน พบยอด Gen Y มาแรงกว่า 2.6 ล้าน - 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน
ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเข้าคูหาเลือกตั้ง และ วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในและนอกเขตเลือกตั้ง
Lanner สำรวจจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พะเยา, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี โดยอ้างอิงข้อมูลจาก จำนวนประชากรไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแยกรายอายุรายเดือน พฤศจิกายน 2568 สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่สามารถย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน หากต้องการมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนั้นๆ ตามข้อกำหนดของการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 90 วัน
ผลการสำรวจข้อมูล พบว่า จากจำนวนประชากรทั้งหมด 11,309,894 คน ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ เดือนพฤศจิกายน ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีจำนวนทั้งสิ้น 9,412,968 คน ซึ่งคิดเป็น 83.23% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยสามารถจำแนกสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามช่วงอายุ หรือ เจเนอเรชัน (Generation) ได้เป็น
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน Z (อายุ 18–28 ปี) จำนวน 1,503,887 คน หรือคิดเป็น 15.98%
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน Y (อายุ 29–45 ปี) จำนวน 2,690,874 คน หรือคิดเป็น 28.59%
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน X (อายุ 46–60 ปี) จำนวน 2,547,740 คน หรือคิดเป็น 27.07%
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Boomers (อายุ 61–79 ปี) จำนวน 2,326,247 คน หรือคิดเป็น 24.71%
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Silent (อายุ 80 ปีขึ้นไป) จำนวน 344,220 คน หรือคิดเป็น 3.66%
สัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามช่วงอายุ ชี้ให้เห็นว่า ในการเลือกตั้งครั้งถัดไปที่จะเกิดขึ้น 17 จังหวัดภาคเหนือ จะมีสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่มีอายุอยู่ในช่วง เจเนอเรชัน Y (อายุ 29–45 ปี) มากที่สุด
ทั้งนี้ ในสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยังสามารถจำแนกเป็น
First Voter หรือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (อายุ 18–19 ปี) จำนวน 263,353 คน ซึ่งคิดเป็น 2.80% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
และ ผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป) จำนวน 2,670,467 คน ซึ่งคิดเป็น 28.37% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ www.lannernews.com/03012569-01/
#ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง #ภาคเหนือ #เลือกตั้ง69 #เลือกคนของใจ๋เลือกอนาคตของเฮา #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
4 hours ago | [YT] | 0
View 0 replies
LANNER News
เปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคเหนือกว่า 9.4 ล้าน พบยอด Gen Y มาแรงกว่า 2.6 ล้าน - 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน
ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเข้าคูหาเลือกตั้ง และ วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในและนอกเขตเลือกตั้ง
Lanner สำรวจจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พะเยา, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี โดยอ้างอิงข้อมูลจาก จำนวนประชากรไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแยกรายอายุรายเดือน พฤศจิกายน 2568 สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่สามารถย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน หากต้องการมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนั้นๆ ตามข้อกำหนดของการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 90 วัน
ผลการสำรวจข้อมูล พบว่า จากจำนวนประชากรทั้งหมด 11,309,894 คน ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ เดือนพฤศจิกายน ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีจำนวนทั้งสิ้น 9,412,968 คน ซึ่งคิดเป็น 83.23% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยสามารถจำแนกสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามช่วงอายุ หรือ เจเนอเรชัน (Generation) ได้เป็น
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน Z (อายุ 18–28 ปี) จำนวน 1,503,887 คน หรือคิดเป็น 15.98%
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน Y (อายุ 29–45 ปี) จำนวน 2,690,874 คน หรือคิดเป็น 28.59%
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชัน X (อายุ 46–60 ปี) จำนวน 2,547,740 คน หรือคิดเป็น 27.07%
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Boomers (อายุ 61–79 ปี) จำนวน 2,326,247 คน หรือคิดเป็น 24.71%
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Silent (อายุ 80 ปีขึ้นไป) จำนวน 344,220 คน หรือคิดเป็น 3.66%
สัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามช่วงอายุ ชี้ให้เห็นว่า ในการเลือกตั้งครั้งถัดไปที่จะเกิดขึ้น 17 จังหวัดภาคเหนือ จะมีสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่มีอายุอยู่ในช่วง เจเนอเรชัน Y (อายุ 29–45 ปี) มากที่สุด
ทั้งนี้ ในสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยังสามารถจำแนกเป็น
First Voter หรือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (อายุ 18–19 ปี) จำนวน 263,353 คน ซึ่งคิดเป็น 2.80% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
และ ผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป) จำนวน 2,670,467 คน ซึ่งคิดเป็น 28.37% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ www.lannernews.com/03012569-01/
#ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง #ภาคเหนือ #เลือกตั้ง69 #เลือกคนของใจ๋เลือกอนาคตของเฮา #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
4 hours ago | [YT] | 0
View 0 replies
LANNER News
‘บ้านใหญ่’ ไม่ได้หมายถึงครอบครัวที่เล่นการเมืองเพียงครอบครัวเดียว แต่หมายถึงเครือข่ายตระกูลการเมืองที่สืบทอดบทบาทและอิทธิพลต่อเนื่องยาวนาน โดยที่สมาชิกในเครือข่ายมักกระจายตัวอยู่ทั้งในสนามการเมืองท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้รับเหมางบประมาณ และภาคธุรกิจ
ในการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ บทบาทของ ‘การเมืองบ้านใหญ่’ หรือกลุ่มตระกูลการเมืองท้องถิ่น กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสการย้ายพรรคของนักการเมืองท้องถิ่นและตระกูลการเมืองหลายจังหวัดทั่วประเทศ
จากข้อมูลของ Rocket Media Lab พบว่า ทั่วประเทศไทยมีตระกูลการเมืองที่ถือว่าเป็น ‘บ้านใหญ่’ รวม 215 ตระกูล โดยใน 17 จังหวัดภาคเหนือ พบบ้านใหญ่จำนวนทั้งสิ้น 43 ตระกูล ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วทุกจังหวัดในพื้นที่
🔴 43 บ้านใหญ่ภาคเหนือ ใครย้ายพรรค – ใครยังปักหลักอยู่พรรคเดิม
จากการกระจายตัวของบ้านใหญ่ทั้ง 43 ตระกูลใน 17 จังหวัดภาคเหนือ พบบ้านใหญ่สังกัดพรรคภูมิใจไทย 16 ตระกูล, เพื่อไทย 15 ตระกูล, กล้าธรรม 8 ตระกูล ประชาชน 3 ตระกูล และรวมไทยสร้างชาติ 1 ตระกูล
โดยที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีตระกูลที่ยังปักหลักอยู่พรรคเดิมจำนวน 22 ตระกูล ขณะที่ 18 ตระกูลย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ รวมถึง อีก 3 ตระกูลที่ขยับขยายจากการเป็นบ้านใหญ่ในการเมืองระดับท้องถิ่น เข้าสู่การลงแข่งขันในการเมืองระดับชาติ
🔴 ในกลุ่ม 22 บ้านใหญ่ที่ปักหลักอยู่พรรคเดิม
พบว่า ตระกูลสำคัญในเชียงราย ได้แก่ เตชะธีราวัฒน์, ติยะไพรัช และจงสุทธานามณี ยังคงสังกัดพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับตระกูลวันไชยธนวงศ์ที่ยังอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ส่วนในเชียงใหม่ ตระกูลอมรวิวัฒน์ยังปักหลักอยู่กับเพื่อไทย ขณะที่ตระกูลโตวิจักษณ์ชัยกุลยังคงสังกัดพรรคประชาชน
ในอีกด้าน ตระกูลทวีเกื้อกูลกิจ (ตาก), คำประกอบ (นครสวรรค์), ภัทรประสิทธิ์และขจรประศาสน์ (พิจิตร), ช่างพินิจ (พิษณุโลก), ลิมปะพันธุ์ (สุโขทัย) และตระกูลไทยเศรษฐ์ (อุทัยธานี) ยังปักหลักอยู่กับพรรคภูมิใจไทย
ขณะที่ ตระกูลศรีแก้ว (น่าน), เหลืองวิจิตร (พิจิตร), เหลืองทองนารา (พิษณุโลก), อนรรฆพันธ์ (เพชรบูรณ์), วงศ์วรรณ (แพร่), โล่ห์สุนทร (ลำปาง), มณีรัตน์ (ลำพูน), เทพสุทิน (สุโขทัย) และตระกูลศุภรักษ์จินดา (อุตรดิตถ์) ก็ยังคงสังกัดอยู่พรรคเพื่อไทย
🔴 ด้าน 18 ตระกูลที่ย้ายพรรค
พบว่า มีบ้านใหญ่ 7 ตระกูล ได้แก่ เชื้อเมืองพาน (เชียงราย), ไกรฤกษ์ (พิษณุโลก), พร้อมพัฒน์และทองใจสด (เพชรบูรณ์), ปราศจากศัตรูเเละศุภศิริ (เเพร่) และจันทรสุรินทร์ (ลำปาง) ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย
ขณะที่บ้านใหญ่อีก 7 ตระกูล ได้แก่ ลิกค์และอาภรณ์รัตน์ (กำแพงเพชร), สุนทรเลขา (นครสวรรค์), พรหมเผ่าเเละตันบรรจง (พะเยา), พั้วช่วย (เพชรบูรณ์) และจีนาคำ (แม่ฮ่องสอน) ย้ายเข้าสังกัดพรรคกล้าธรรม
นอกจากนี้ ยังพบบ้านใหญ่ 2 ตระกูลที่ย้ายเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย ได้แก่ รัตนากร (กำแพงเพชร) และภู่พิสิฐ (ลำพูน), 1 ตระกูลย้ายเข้าพรรคประชาชน ได้แก่ บูรณุปกรณ์ (เชียงใหม่) เเละอีก 1 ตระกูลย้ายเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แก่ แก้วทอง (พิจิตร)
🔴 3 บ้านใหญ่ ที่ขยับขยายจากการเมืองท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติ
พบว่า มีตระกูลนิโรจน์ (นครสวรรค์), พนมขวัญ (แพร่) และรัตนคำฟู (ลำปาง) ที่ก้าวขึ้นมาสู่การแข่งขันระดับชาติ โดยสังกัดพรรคภูมิใจไทย ประชาชน และกล้าธรรม ตามลำดับ
🔴 บ้านใหญ่ยังทรงพลัง หรือกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน?
ท่าทีของบ้านใหญ่ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ชี้ให้เห็นว่า ‘การเมืองบ้านใหญ่’ ยังคงเป็นส่วนสำคัญของการเลือกตั้งปี 2569 เนื่องจากหลายตระกูลยังคงทำหน้าที่เป็นฐานเสียงสำคัญให้กับหลายพรรคการเมือง แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เริ่มเห็นแนวโน้มการ “กระจายตัว” ของเครือข่ายบ้านใหญ่ที่เริ่มขยับขยายไปสังกัดพรรคอื่นๆ มากขึ้น
ฉะนั้น แม้การเมืองไทยจะได้รับผลกระทบและเปลี่ยนแปลงตามกระแสใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างอำนาจแบบบ้านใหญ่จึงยังเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดภูมิทัศน์ทางการเมืองในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ และยังคงมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันทางการเมืองภายใต้การเลือกตั้งปี 2569 ดังที่บ้านใหญ่จากหลายจังหวัดได้ปรับตัวให้สอดรับกับสมดุลอำนาจใหม่ทั้งในระดับชาติและภูมิภาค
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ www.lannernews.com/27122568-01/
#บ้านใหญ่ภาคเหนือ #เลือกตั้ง69 #เลือกคนของใจ๋อนาคตของเฮา #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
4 hours ago | [YT] | 0
View 0 replies
LANNER News
แม้จะปรากฏกลิ่นอายของพรรคการเมืองอยู่เนืองๆ ตลอดการเลือกตั้งท้องถิ่นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ผู้สมัครที่สามารถกวาดชัยชนะไปได้มากที่สุดกลับเป็นผู้สมัครจาก “กลุ่มอิสระ” ที่ประกาศตนไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง
กลุ่มอิสระเหล่านี้เกือบทั้งหมดหาเสียงในนาม กลุ่มคนรักท้องถิ่น มักใช้ชื่อกลุ่มในสอดคล้องกับพื้นที่และสื่อถึงความเป็นท้องถิ่นนิยม อาทิ ทีมพัฒนาบ้านเมือง กลุ่มฮักพะเยา หรือแม่สอดก้าวหน้า เป็นต้น และตลอดการลงพื้นที่หาเสียงในท้องถิ่นพวกเขามักประกาศยืนยันเสมอว่า “ไม่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง”
หากเชื่อตามคำบอกว่า ไม่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง เราก็อาจเชื่อได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องตีความมิใช่ว่าจริงหรือไม่ที่พรรคการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สิ่งที่เราต้องตีความอาจเป็นการทำความเข้าใจคำว่า “พรรคการเมือง” สำหรับผู้สมัครเหล่านี้เสียมากกว่า
ความหมายของพรรคการเมือง สำหรับผู้สมัครเหล่านี้อาจหมายถึงการลงสมัครในนามพรรคนั้นๆ หรือการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองด้วยกันอาจไม่ถูกนับว่าเป็นความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง
เราสามารถพบเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครนายกเล็กหลายคนกับ สส. ในจังหวัด อาทิ กุล เครือวีระ (ว่าที่นายกเล็กแม่สอด) ที่ปรากฏภาพความใกล้ชิดกับ สส.ปั้น – ภาคภูมิ บูลย์ประมุข จากพรรคพลังประชารัฐ หรือ วันชัย จงสุทธนามณี (ว่าที่นายกเล็กเชียงราย) ที่มีภรรยาคือ รัตนา จงสุทธานามณี ที่เพิ่งหันซบอกเพื่อไทยไปได้ไม่นาน แต่ทั้งคู่ยังคงลงหาเสียงในนามอิสระ และประกาศตัวไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง
การปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเช่นนี้ หากมองจากมุมมองพรรคเป็นใหญ่ เราอาจมองได้ว่าการปฏิเสธความเกี่ยวข้องแบบนี้ก็มิต่างอะไรกับการโกหก แต่หากมองจากมุมความสัมพันธ์ในท้องถิ่นเราอาจต้องมองความเชื่อมโยงเหล่านี้อีกระดับ
กล่าวคือ พรรคการเมืองสำหรับนักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้มีความจำเป็นเฉพาะในการเลือกตั้งระดับชาติเท่านั้น แต่ในการเลือกตั้งท้องถิ่นปัจจัยที่พวกเขาพึ่งพามิใช่พรรคการเมือง แต่เป็นความนิยมส่วนตัว หัวคะแนน ระบบอุปถัมภ์ หรือกระทั่งผลงาน/ชื่อเสียงในอดีต
ฉะนั้น พรรคการเมืองจึงเสมือนเป็นแค่ “รถ” เท่านั้น เป็นรถที่มิได้ครอบครองถาวร หากแต่สามารถเปลี่ยนรถได้หากพวกเขาประเมินแล้วว่าสมรรถนะรถคันนี้ไม่เพียงพอที่จะพาพวกเขาไปถึงเส้นชัย
เราจึงได้เห็นภาพ “นายใหญ่” (ทักษิณ ชินวัตร) และบรรดาแกนนำพรรคการเมืองอื่นๆ อาทิ ชาดา ไทยเศรษฐ หรือ ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่พบปะผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง ด้านหนึ่งก็เป็นไปเพื่อการประชาสัมพันธ์ แต่อีกด้านพวกเขาเหล่านี้ยังเป็น “เซลล์ขายรถ” ที่แห่ขายรถสีแดงบ้าง/สีน้ำเงินบ้าง ตามแต่ว่าพวกเขาจะสังกัดบริษัทรถแห่งใด
การมอง “พรรค” เป็น “รถ” นี้ สอดคล้องกับพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนที่แตกต่างกันในการเลือกตั้งแต่ละระดับ ในการเลือกตั้งระดับชาติ (การเลือกตั้ง สส.) บทบาทของพรรคการเมืองมีส่วนในการตัดสินใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา แต่ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ตัวตนของผู้สมัครมีบทบาทอย่างมากในการตัดสินในมอบคะแนนเสียง จึงส่งผลให้นักการเมืองท้องถิ่นเดิมที่เคยสร้างผลงานหรืออยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ตนสังกัดอยู่จะมีแนวโน้มได้เปรียบกว่ามาก
พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มีแนวการทำงานขายรถของพวกเขาในรูปแบบที่สอดคล้องกับพฤติกรรมเลือกตั้งแบบนี้ แตกต่างกับพรรคเพื่อไทยที่ครั้งนี้ให้นายใหญ่นำทัพในสนามท้องถิ่น แต่นายใหญ่กลับแสดงท่าทีอยากกินรวบ คือ ขายรถสีแดงคันเดียวให้กับลูกค้าทุกระดับ โดยอาศัยบารมีส่วนตัวของเซลล์ใหญ่
อย่างไรก็ตาม การขายแบบนายใหญ่กลับยิ่งตอกย้ำภาพเทาๆ ของการเมืองท้องถิ่นให้เด่นชัดยิ่งขึ้น กล่าวอย่างง่ายคือ ทำให้ทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องการเมืองและผลประโยชน์ของนักการเมืองระดับชาติไปเสียทั้งหมด ยิ่งประกอบกับภาพข่าวตีกันรายวันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นกลายเป็นเรื่องที่มีแต่ผลประโยชน์ของนักการเมืองไปในท้ายที่สุด หรือเราอาจเรียกได้ว่าเป็นการเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องการทะเลาะกันของเซลล์ขายรถ
อ่าน Local Watch: “เปลี่ยนคนแต่ไม่เปลี่ยนใจ” บทเรียนเลือกตั้งสนามเทศบาล 17 จังหวัดภาคเหนือ ท้องถิ่นไทยไปไหนต่อ? ที่ www.lannernews.com/24052568-03/
เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย
ภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง
#เลือกตั้งเทศบาล #เลือกตั้งท้องถิ่น #เลือกตั้งเทศบาล68 #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
7 months ago | [YT] | 1
View 0 replies
LANNER News
ในการเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่ ผลการเลือกตั้งเป็นเอกฉันท์ว่าแชมป์เก่าอย่าง นายกหน่อย - อัศนี บูรณุปกรณ์ สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้อย่างไม่ยากเย็น คะแนนทิ้งห่างผู้สมัครอันดับ 2 จากพรรคประชาชน มากกว่า 4 พันคะแนน และสานต่อเก้าอี้นายกเล็กเมืองเชียงใหม่ ทั้งในฐานะแชมป์เก่าและบ้านใหญ่แห่งเมืองช้างเผือก
ตระกูลบูรณุปกรณ์ ถือเป็นตระกูลการเมืองที่อยู่คู่การเมืองท้องถิ่นเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน โดยบ้านใหญ่หลังนี้เริ่มมีบทบาททางการเมืองทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2540 จากนั้นจึงค่อยๆ ขยายเครือข่ายการเมืองไปในหลายระดับและหลายองค์การ โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองที่ตระกูลบูรณุปกรณ์สามารถครองความยิ่งใหญ่ได้จากการประกอบธุรกิจบริการและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ตำแหน่งนายกเล็กฯ เมืองเชียงใหม่เสมือนเป็นตำแหน่งที่สืบทอนผ่านทางสายเลือดบูรณุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม แต่เพียงแค่สายเลือดและนามสกุลไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้ตระกูลบูรณุปกรณ์ครองความยิ่งใหญ่ได้ หากยังมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่รองรับอีกมาก เงื่อนไขสำคัญคือ “คนเสื้อแดง” และ “พรรคสีแดง”
ตระกูลบูรณุปกรณ์ มีพัฒนาการทางการเมืองควบคู่ไปกับการเติบโตของพรรคไทยรักไทยและการเมืองภาคประชนที่นำไปสู่การสถาปนากลุ่มคนเสื้อแดง แม้ปัจจุบันพรรคสีแดงจะเสื่อมมนต์ขลังไปมากแล้ว จะอย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังคงมีพลังในการเมืองเชียงใหม่คือ เครือข่ายคนเสื้อแดงในเชียงใหม่
การประกาศตัวลงสมัครในนามเพื่อไทย นอกจากเสมือนเป็นเสียงจากสวรรค์ที่แต่งตั้งให้นายกหน่อยเป็นตัวแทนพรรคแล้ว อีกทางหนึ่งก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์บอกคนเสื้อแดงเชียงใหม่ว่านี่คือตัวแทนของเครือข่ายไปพร้อมกัน
นอกจากนั้น ชื่อเสียงของตระกูลบูรณุปกรณ์ในเชียงใหม่เรียกได้ว่าไม่ได้ช้ำเลือดช้ำหนองแต่อย่างใด พวกเขายังคงมีภาพลักษณ์ที่ดีทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นในเชิงบวก ยิ่งในระดับเทศบาลนครที่คนตระกูลบูรณุปกรณ์ได้ฝากผลงานไว้มากมาย จึงมิใช่เรื่องยากที่นายกหน่อยจะสามารถรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้
อ่าน Local Watch: “เปลี่ยนคนแต่ไม่เปลี่ยนใจ” บทเรียนเลือกตั้งสนามเทศบาล 17 จังหวัดภาคเหนือ ท้องถิ่นไทยไปไหนต่อ? ที่ www.lannernews.com/24052568-03/
เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย
ภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง
#เลือกตั้งเทศบาล #เลือกตั้งท้องถิ่น #เลือกตั้งเทศบาล68 #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
7 months ago | [YT] | 1
View 0 replies
LANNER News
จากการเคลื่อนไหวของ สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เพื่อผลักดัน 6 ข้อเรียกร้องหลักที่ครอบคลุมประเด็นด้านที่ดิน ป่าไม้ คดีความ และสิทธิในสัญชาติของประชาชนในพื้นที่ชนบทและแนวป่า ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ และทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึง 1 เมษายน 2568 นำไปสู่ บันทึกข้อตกลงแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างรัฐบาล โดย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับ สชป. และ สกน. ลงวันที่ 29 มีนาคม 2568 โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการตามบันทึกดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการฯ ตามข้อที่ 3 ของบันทึกข้อตกลง โดยถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นการขับเคลื่อน ‘โฉนดชุมชน’ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2553 ให้เป็นหนึ่งในแนวทางจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่สอดคล้องกับหลักสิทธิชุมชน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ การเร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานฯ ครั้งแรกในปี 2568 เพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริมและยกระดับโฉนดชุมชน รวมถึงเสนอให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พิจารณารับรองให้โฉนดชุมชนเป็นหนึ่งในรูปแบบการจัดที่ดินตามมาตรา 10 (4) แห่ง พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญตามบันทึกข้อตกลง คือการทบทวนกฎหมายป่าอนุรักษ์ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงกฎหมายป่าอนุรักษ์” เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายภายใน 90 วัน
ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งแรกในปี 2568 ว่าจะสามารถวางกรอบการทำงานที่ครอบคลุมการปรับปรุงกฎหมายทั้งฉบับได้หรือไม่ ไม่เพียงเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการอนุรักษ์ แต่รวมถึงมาตรการการจัดการที่ดินตามนโยบายรัฐ และกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของราษฎร โดยอาศัยอำนาจข้อที่ 7 ของคำสั่งที่เปิดทางให้ประธานสามารถมอบหมายภารกิจเพิ่มเติม
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ www.lannernews.com/26052568-01/
#ชาติพันธุ์ #ที่ดิน #ป่าไม้ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
7 months ago | [YT] | 3
View 0 replies
LANNER News
25 พฤษภาคม 2568 Chiang Mai Pride ได้จัดกิจกรรม “Chiang Mai Pride 2025” เทศกาลเฉลิมฉลองพลังของความรัก ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีขบวน Pride Parade ยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง เริ่มต้นที่พุทธสถาน เวลา 18.00 น. ผ่านไนท์บาร์ซ่าเชียงใหม่ ถนนลอยเคราะห์ และสิ้นสุดการเดิน ณ ลานอเนกประสงค์ ข่วงประตูท่าแพ ภายในงานยังมีการประกวด Chiang Mai Pride Ambassador เวทีเฟ้นหาตัวแทนที่กล้าพูด กล้าแสดงออก และพร้อมขับเคลื่อนประเด็น LGBTQ+ ให้เป็นที่รับรู้ในสังคม การกล่าวสุนทรพจน์จากตัวแทนภาคประชาสังคม และการจัดแสดง Performance Art ในธีม “Chiang Mai Queer Feminist” ที่ไม่ยอมจำนนต่อกรอบและความเชื่อใดๆ
ศิริศักดิ์ ไชยเทศ แกนนำคณะทำงาน Chiang Mai Pride กล่าวว่า เชียงใหม่ไพรด์คือการตอกย้ำความสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะพื้นที่แห่งความภาคภูมิใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นทางการ และในวันนี้เราขอใช้พื้นที่ตรงนี้ เพื่อยืนยัน เจตจำนงร่วมของเรา 7 ประการว่า เสียงของเราไม่เคยเงียบ เสียงที่เรียกร้องถึงสิทธิ ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ คนข้ามเพศ กลุ่มชายขอบ กลุ่มคนเปราะบาง และกลุ่มอัตลักษณ์ซ้อนทับที่ยังคงถูกกดทับ ถูกมองข้าม และถูกเลือกปฏิบัติ
วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ต่างได้ร่วมมือกันผลักดันและสร้างสรรค์สิ่งที่ควรเกิดขึ้นด้วยหัวใจที่เห็นใจ เข้าใจ และพร้อมจะร่วมมือกัน ผมอยากให้ทุกคน ภาคภูมิใจในตัวเอง ภาคภูมิใจในความแตกต่าง และภาคภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเอง และที่สำคัญ ขอให้เราร่วมมือกัน เดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในบ้านของเรา ในเมืองของเรา เชียงใหม่ในฐานะเมืองท่องเที่ยว เราควรเปิดบ้านของเรา อ้าแขนของเรา ต้อนรับเพื่อนบ้าน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้ได้สัมผัสว่า เชียงใหม่คือเมืองแห่งความอบอุ่น เมืองที่พร้อมจะโอบรัก โอบรับทุกคนไว้ในอ้อมใจของเรา และเราจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยความเท่าเทียม
พลอยพรรณ พลอยทับทิม สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า งานในวันนี้คือการแสดงพลังของสิทธิ ความเท่าเทียม และความเสมอภาคระหว่างเพศ ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ภายใต้พระราชบัญญัติความเสมอภาคระหว่างเพศ รวมถึงการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการทำงาน สนับสนุน และประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ในโอกาสนี้ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานในวันนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างสรรค์สังคมที่มีความเข้าใจและเคารพความหลากหลาย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างแท้จริง
อ่านต่อบนเว็บไซต์ www.lannernews.com/25052568-01/
#ChiangMaiPride2025 #เชียงใหม่ #Feminist #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
7 months ago | [YT] | 1
View 0 replies
LANNER News
การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครทั้งหมด 6 แห่ง ผลปรากฏว่า แชมป์เก่าสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้ 3 ที่นั่ง ได้แก่ วันชัย จงสุทธานามณี (เทศบาลนครเชียงราย) อัศนี บูรณุปกรณ์ (เทศบาลนครเชียงใหม่) และจิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ (เทศบาลนครนครสวรรค์)
ขณะที่แชมป์เก่าที่ผ่ายแพ้ในการเลือกตั้งรอบนี้มีทั้งสิ้น 2 คน ประกอบด้วย เปรมฤดี ชามพูนท (แชมป์นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก) และ ประเสริฐ ปวงละคร (แชมป์นายกเทศมนตรีนครแม่สอด)
ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยว่า โดยภาพรวมของนายกเทศมนตรีนั้นยังเป็น “คนเดิม” จะยังครองเก้าอี้ในหลายพื้นที่ แต่ก็มีบางกรณีที่ผลออกมา “พลิกล็อก” หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ในจังหวัดลำปางที่ได้นายกเทศมนตรีนครลำปาง “หน้าใหม่จริงๆ ” ซึ่งผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครลำปางในครั้งนี้ ผู้ที่คว้าชัยคือ ปุณณสิน มณีนันทน์ ซึ่งแม้จะเคยลงสมัครมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังนับเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาบ้านใหญ่อย่างชัดเจน จุดสำคัญอยู่ที่ นายกนิมิตร จิวะสันติการ อดีตนายกเทศมนตรี ซึ่งเลือกไม่ลงสมัครในครั้งนี้ แต่ส่งทีมงานของตนลงแทน กลับไม่สามารถแข่งขันได้เท่าเจ้าตัว สุดท้ายจึงพ่ายแพ้ให้กับปุณณสินผู้ที่สะสมคะแนนและลงพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเบียดขึ้นสู่ตำแหน่งได้สำเร็จ
ส่งผลให้ในการเลือกตั้งเทศบาลนครภาคเหนือรอบนี้มีแชมป์เก่าที่สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้ กับแชมป์เก่าที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งรอบนี้ (รวมถึงผู้สมัครสายตรงจากแชมป์เก่า) มีจำนวนเท่ากันที่ 3 คน
กล่าวคือ ในการเลือกตั้งเทศบาลระดับเทศบาลนครในภาคเหนือมีสัดส่วนแชมป์เก่าชนะการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง (เทศบาลนครเชียงราย เชียงใหม่ และนครสวรรค์) ขณะเดียวกันตำแหน่งนายกเล็กอีกครึ่งเปลี่ยนหน้าไป (เทศบาลนครแม่สอด ลำปาง และพิษณุโลก)
สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนนายกเทศมนตรีนครหน้าใหม่ในสัดส่วนครึ่งหนึ่ง คือ การแข่งขันกันเองระหว่างบ้านใหญ่ภายในจังหวัด จนทำให้ระเบียบการเมืองท้องถิ่นเดิมกำลังสิ้นสุดสภาพบังคับไป โดยเฉพาะในเขตปกครองขนาดย่อมลงมาอย่างเทศบาลที่ระเบียบการเมืองท้องถิ่นเสมือนอยู่ในภาวะสุญญากาศ บ้านใหญ่เดิมที่เคยเป็นพันธมิตรกันหรือยอมอยู่ภายใต้แสงของบ้านใหญ่ที่ใหญ่กว่าเริ่มถ่อยห่างจากกันและลงแข่งขันในสนามเทศบาลนคร
เทศบาลนครแม่สอด เป็นภาพสะท้อนภาวะสุญญากาศของระเบียบการเมืองท้องถิ่นและการแข่งขันกันเองระหว่างบ้านใหญ่ต่างๆ เนื่องจากในการเลือกตั้งรอบนี้ มีผู้สมัครลงชิงชัยตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครแม่สอดถึง 4 คน โดยทั้ง 4 เคยผนึกกำลังกัน และแต่ละคนต่างเคยดำรงตำแหน่งบริหารในเทศบาลนครแม่สอดในฐานะทีมเดียวกันมาแล้วด้วยซ้ำ
แต่แล้วหลังความพ่ายแพ้ของ นายกฝอ - เทอดเกียรติ ชินสรนันท์ ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกเล็กแม่สอดมาตั้งแต่ปี 2538 จวบจนปี 2564 การเมืองในเทศบาลนครแม่สอดก็เสมือนขาดอำนาจ นำไปสู่การแข่งขันกันระหว่างบ้านใหญ่ต่างๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเครือข่ายร่วมกับนายกฝอทั้งสิ้น ในการเลือกตั้งครั้งปี 2564 ประเสริฐ ปวงละคร อดีตรองนายกเล็กในทีมนายกฝอ สามารถคว้าชัยเหนือนายเก่าอย่างนายกฝอไปได้ กระทั่งการเลือกตั้งนายกเล็กแม่สอดที่ผ่านไปล่าสุด ผู้ชนะกลับเป็น รองเบิ้ม - กุล เครือวีระ อดีตรองนายกในทีมนายกฝอเช่นเดียวกัน
การสลับกันชนะไปมาระหว่างรองนายกในทีมนายกฝอ จึงเสมือนเป็นภาพสะท้อนถึงสภาวะสุญญากาศของระเบียบการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลนครแม่สอดเป็นอย่างดี
เช่นเดียวกับ เทศบาลนครลำปาง ที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้แชมป์เก่าอย่าง นิมิตร จิวะสันติการ ผู้ที่เคยมีสภาวะนำในทางการเมืองถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบนี้ และส่งทายาททางการเมืองของตนเอง (กิตติ จิวะสันติการ) ลงแข่งขัน กลับส่งผลให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางระเบียบการเมือง ท้ายที่สุด “ช่องว่าง” ในสภาวะสุญญากาศดังกล่าวนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของทายาทแชมป์เก่า และตำแหน่งนายกเล็กเทศบาลนครลำปางตกไปเป็นของ “ปุณณสิน มณีนันทน์” หน้าใหม่ในการเมืองเทศบาลฯ ลำปาง
อย่างไรก็ตาม การเมืองท้องถิ่นระดับเทศบาลนครลำปาง มิได้มีอำนาจนำที่ชัดเจนและแข็งแรงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตำแหน่งนายกเทศมนตรีมีการสลับไปมา ยังไม่มีใครดำรงตำแหน่งยาวนานจนกลายเป็นบ้านใหญ่ที่ผูกขาดตำแหน่งนายกเล็กเหมือนที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นของภาคเหนือ จึงไม่น่าแปลกหากการเมืองท้องถิ่นของลำปางจะมีพื้นที่และช่องว่างให้หน้าใหม่สามารถขึ้นสู่อำนาจได้ โดยเฉพาะ ปุณณสิน ที่มีทุนทางเศรษฐกิจและสังคมระดับสูง นอกจากนั้น เขายังลงหาเสียงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่การเลือกตั้งรอบปี 2564 ซึ่งได้คะแนนเป็นอันดับสอง จนถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่สามารถชิงตำแหน่งเก้าอี้นายกฯ มาได้
เทศบาลนครพิษณุโลก เป็นเทศบาลนครอีกหนึ่งแห่งในภาคเหนือที่มีการเปลี่ยนหน้านายกเล็กจาก เปรมฤดี ชามพูนท แชมป์เก่ามากประสบการณ์ที่รอบนี้พ่ายแพ้ให้กับ ศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ อดีตรองนายก อบจ.พิษณุโลก ในทีม มนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ที่ครั้งนี้เบนเข็มมาตีพื้นที่เทศบาลเต็มกำลัง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เปรมฤดี และ มนต์ชัย เพิ่งจะจับมือกันดัน จเด็ศ จันทรา ให้ชนะการเลือกตั้งซ่อม สส.พิษณุโลก เขต 1 เมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมานี่เอง
ถึงจะเคยจับมือกันดันจเด็ศ แต่มนต์ชัยและเปรมฤดีทั้งคู่ต่างอยู่คนละขั้วในการเมืองท้องถิ่นพิษณุโลกมาอย่างยาวนาน เปรมฤดี เป็นแกนนำกลุ่มการเมืองในเขตอำเภอเมือง ขณะที่ มนต์ชัย เป็นแกนนำกลุ่มการเมืองรอบนอก แม้ทั้งคู่ยังเป็นแกนนำเสื้อแดงในพิษณุโลกเหมือนกันและเคยจับร่วมกันในบางครั้ง แต่ยังไม่เคยลงรอยกันอย่างจริงใจ มนชัยมักท้าทายเปรมฤดีในการเลือกตั้งเทศบาลนครพิษณุโลกเสมอมา จึงทำให้การเมืองระดับเทศบาลยังไม่มีระเบียบที่ชัดเจนแต่อย่างใด เนื่องจากมีการท้าทายกันไปมาตลอดเวลา
ประกอบกับความท้าทายใหม่ในการเมืองท้องถิ่นพิษณุโลกอย่างพรรคส้ม ที่สามารถคว้าชัยในการเลือกตั้ง สส.เขต 1 ซึ่งเป็นเขตเทศบาลนครฯ ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ส่งผลให้เปรมฤดีต้องรับมือกับความท้าทายทั้งสองทาง คือ ความท้าทายจากพรรคส้มและมนชัยไปพร้อมกัน จนท้ายที่สุด เครือข่ายของมนต์ชัยสามารถคว้าชัยเหนือเปรมฤดีในการเลือกตั้งรอบที่มาจนได้
ขณะที่ เทศบาลนครเชียงราย และ เทศบาลนครนครสวรรค์ แม้แชมป์เก่าจะต้องเผชิญความท้าทายใหม่อย่างพรรคส้มเช่นเดียวกัน ในการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2566 เขตเทศบาลทั้งสองแห่งก็ถูกพรรคส้มแย่งยึดตำแหน่ง สส. ไปได้ แต่ วันชัย จงสุทธานามณี (นายกเทศมนตรีนครเชียงราย) และ จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ (นายกเทศบาลนครนครสวรรค์) ยังคงสามารถรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้อย่างไม่อยากเย็นนัก
เงื่อนไขประการสำคัญน่าจะอยู่ที่เครือข่ายทางการเมืองของแชมป์เก่าทั้งสองยังคงเหนียวแน่นจากการดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ระเบียบการเมืองท้องถิ่นในเขตเทศบาลนครสวรรค์และเชียงรายยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ไม่มีบ้านใหญ่ประกาศตัวเป็นคู่แข่งขันอย่างจริงจัง จึงไม่มีช่องว่างจากภาวะสุญญกาศเช่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่เทศบาลนคร 3 แห่งที่กล่าวถึงก่อนหน้า
ขณะที่คู่ท้าชิงจากพรรคส้มในพื้นที่เทศบาลนครทั้ง 2 แห่ง กลับไม่มีเครือข่ายทางการเมืองในมือมากพอจะต่อสู้อย่างสมน้ำสมเนื้อกับแชมป์เก่าแต่อย่างใด มิหนำซ้ำ ผู้สมัครพรรคส้มยังถือเป็นหน้าใหม่ทั้งคู่ แม้ เฮียซัว - วรวุฒิ ตันวิสุทธิ์ ผู้สมัครชิงชัยนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์จะเป็นคนหน้าเก่าในเทศบาลฯ แต่หากวัดเฉพาะสนามเลือกตั้ง เขาก็ยังเป็นหน้าใหม่ ขณะเดียวกัน ศราวุธ สุตะวงค์ ผู้สมัครชิงชัยพรรคส้มในเทศบาลนครเชียงรายก็เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน อบจ.เชียงราย ไม่ได้มีเครือข่ายหรือกระทั่งผลงานการบริหารอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด ทั้งคู่จึงเสียเปรียบแชมป์เก่าเป็นอย่างมาก
การเลือกตั้ง เทศบาลนครเชียงใหม่ น่าจะเป็นการเลือกตั้งที่ซับซ้อนที่สุด เนื่องจากมีเงื่อนไขซ้อนทับหลายเงื่อนไข โดยเฉพาะความซับซ้อนระหว่างพรรคการเมืองและบ้านใหญ่ในเมืองเชียงใหม่เอง โดยในการเลือกตั้งเทศบาลภาคเหนือครั้งนี้ มีเพียงเทศบาลนครเชียงใหม่เท่านั้นที่เป็นเสมือนการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองและบ้านใหญ่ไปในเวลาเดียวกัน
อ่าน Local Watch: “เปลี่ยนคนแต่ไม่เปลี่ยนใจ” บทเรียนเลือกตั้งสนามเทศบาล 17 จังหวัดภาคเหนือ ท้องถิ่นไทยไปไหนต่อ? ที่ www.lannernews.com/24052568-03/
เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย
ภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง
#เลือกตั้งเทศบาล #เลือกตั้งท้องถิ่น #เลือกตั้งเทศบาล68 #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
7 months ago | [YT] | 1
View 0 replies
LANNER News
ในการเลือกตั้งนายกเทศบาล 17 จังหวัดภาคเหนือ ในเขตอำเภอเมืองของทุกจังหวัด ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า แชมป์เก่ายังคงสามารถรักษาเก้าอี้ได้ทั้งสิ้น 10 ที่นั่ง ขณะที่เทศบาลเมืองที่มีการเปลี่ยนหน้านายกเทศมนตรีประจำอำเภอเมืองมีทั้งสิ้น 7 เทศบาล
แม้ผลการเลือกตั้งจะแสดงว่ามีนายกเทศมนตรีเมืองหน้าใหม่ถึง 7 คน แต่จากการสำรวจประวัติของว่าที่นายกเล็กหน้าใหม่ทั้งเจ็ดพบว่า มีว่าที่นายก 3 คนที่มีความเกี่ยวข้องหรือเป็นเครือข่ายทางเมืองกับนายกฯ คนเก่า ได้แก่ นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา แม่ฮ่องสอน และกำแพงเพชร
ขณะที่นายกเล็กคนใหม่มีเพียง 4 คน ได้แก่ ปุณณสิน มณีนันทน์ (ว่าที่นายกเทศมนตรีนครลำปาง) สุริยา อินต๊ะนอน (ว่าที่นายกเทศมนตรีเมืองแพร่) ศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ (นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก) และ เฉลิมศักดิ์ กองกันภัย (ว่าที่นายกเทศมนตรีเมืองพิจิตร)
ดังนั้น นายกเทศมนตรีเมือง 17 จังหวัดภาคเหนือ มีการเปลี่ยนนายกหน้าใหม่และกลุ่มใหม่จริงๆ เพียง 4 คนเท่านั้น สอดคล้องกับภาพรวมการเลือกตั้งเทศบาลทั้งหมดใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่พบว่า แชมป์เก่าส่วนใหญ่ยังคงสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้
อ่าน Local Watch: “เปลี่ยนคนแต่ไม่เปลี่ยนใจ” บทเรียนเลือกตั้งสนามเทศบาล 17 จังหวัดภาคเหนือ ท้องถิ่นไทยไปไหนต่อ? ที่ www.lannernews.com/24052568-03/
เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย
ภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง
#เลือกตั้งเทศบาล #เลือกตั้งท้องถิ่น #เลือกตั้งเทศบาล68 #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
7 months ago | [YT] | 1
View 0 replies
LANNER News
“รถตู้รับส่งนักเรียนจ.ลำปาง ประสบอุบัติเหตุ ด.ญ.ชั้นป.1 เสียชีวิต บาดเจ็บอีกกว่า 10 ราย คนขับอ้างถนนลื่น จยย.ขับมาเบียดทำให้เสียหลัก” พาดหัวข่าวข้างต้น เป็นประเด็นที่อาจเคยผ่านหูผ่านตาหลายคนมาบ้าง เมื่อ 24 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องราวน่าสลดใจที่ชวนให้เกิดการตั้งคำถามถึง “ความปลอดภัยบนท้องถนนของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย” ได้เป็นอย่างดี และในวันนี้ (24 พฤษภาคม 2568) เหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้ล่วงเลยมาจนครบ 1 ปีแล้ว เราจึงอยากชวนให้ลองกลับมามองประเด็นนี้กันอีกครั้ง เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงของความปลอดภัยบนท้องถนนของเด็กไทย ว่าได้ถูกแก้ไข หรือยกระดับให้ปลอดภัยมากขึ้นจากเดิมแล้วบ้างหรือยัง
.
“เหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ 6 โมง แต่กว่าจะรู้ว่าเด็กเป็นใคร เป็นลูกศิษย์โรงเรียนไหน ก็เกือบ 9 โมงแล้ว เสียเวลาไปหลายชั่วโมงมากๆ เพราะว่าเราไม่มีฐานข้อมูลกลาง” - วิมล ตุ้ยแก้ว
.
ปอ-วิมล ตุ้ยแก้ว หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดลำปาง สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เล่าว่า ในวันที่เกิดเหตุสามารถสะท้อนปัญหาของรถโรงเรียนได้หลายจุด ทั้งในเรื่องของ “ฐานข้อมูลที่ไม่เพียงพอ” ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น กลับไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าผู้เสียหายเป็นใคร เป็นเด็กนักเรียนสังกัดโรงเรียนไหน นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาจาก “การดัดแปลงสภาพรถ” ของผู้ประกอบการที่ไม่ทำตามระเบียบของกรมขนส่ง และการ “ไม่ตรวจเช็กสภาพรถตามกำหนด (ปีละ 2 ครั้ง) ” ทำให้รถโรงเรียนบางคันไม่มีความปลอดภัยในระดับมาตรฐาน
.
“บางคันที่เขายังต้องรับเด็กเยอะกว่าที่กำหนดไว้ เพราะต้องการให้คุ้มทุน คือค่ารถที่เก็บจากผู้ปกครองก็ไม่สามารถเรียกเก็บแพงได้มาก ถ้าเก็บแพงก็ไม่มีใครใช้บริการ” - อำพร ตันชุ่ม
.
สำหรับ น้อย-อำพร ตันชุ่ม คนขับรถตู้รับ-ส่งนักเรียนใน จ.ลำปาง เธอมองว่าการขับรถรับส่งนักเรียนไม่ใช่แค่อาชีพ แต่คือความรับผิดชอบที่มากกว่าแค่พาเด็กไปถึงโรงเรียนอย่างตรงเวลา เพราะเธอไม่เพียงแต่เป็นคนขับ แต่ยังทำหน้าที่ดูแลเด็กๆ เหมือนลูกหลานตลอดเส้นทาง อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังของความใส่ใจนั้นกลับเต็มไปด้วยข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่ดูเหมือนจะเป็นภาระของคนขับเพียงฝ่ายเดียว
อ่านต่อบนเว็บไซต์ www.lannernews.com/24052568-02/
#รถรับส่งนักเรียน #ความปลอดภัยบนท้องถนน #อุบัติเหตุ #ลำปาง #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
7 months ago | [YT] | 1
View 0 replies
Load more