Trust News - สกู๊ปข่าวทรัสต์นิวส์

สำนักข่าว Trust News การรวมตัวของสื่อมวลชนอาชีพที่คร่ำหวอดในการทำงานมาหลายสิบปี มีความเชี่ยวชาญข่าวการเมือง สังคม ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวไอที รายงานพิเศษ บทความ สัมภาษณ์ ที่มีดีกรีรางวัลจากสถาบันสื่อสารมวลชนระดับประเทศ


Trust News - สกู๊ปข่าวทรัสต์นิวส์

เปิดประวัติ “สำราญ นวลมา” ผงาด ผบ.ตร. คนที่ 16

สิ้นสุดการรอคอยในห้องประชุมคณะกรรมการตำรวจ (ก.ตร.) เมื่อมติเป็นเอกฉันท์ 12 เสียง ตีตราเคาะชื่อ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผงาดขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 นั่งเก้าอี้กุมบังเหียนรั้งตำแหน่งพิทักษ์ 1 อย่างเป็นทางการ

สำหรับ "บิ๊กราญ" ไม่ใช่ชื่อที่โผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า หรือส้มหล่นเพราะโชคช่วย แต่คือชื่อของ "ตำรวจสายบู๊และสายสืบสวนที่เติบโตมาจากดิน ลุยงานภาคสนามชนิดติดดินมาตลอดชีวิตรับราชการ

เส้นทางสีกากี

สำหรับ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เกิดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2516 ปัจจุบันอายุ 53 ปี เกษียณอายุราชการปี 2576
จบระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์ จ.เพชรบุรี เป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 34 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 50

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และศึกษาต่อหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงานที่หลายคนจำกันได้คือ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา นำกำลังตำรวจกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ และนำชุด “อรินทราช 26” เข้าคลี่คลายเหตุการณ์กราดยิงครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ จากทหารคลั่งบุกกราดยิงในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช จับตัวประกัน เสียชีวิต 31 ราย บาดเจ็บ 58 คน

อีกผลงานของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา คือทลายเครือข่ายอาชญากรรมใหญ่ๆ ของประเทศ ทั้งการบุกยึดทรัพย์เครือข่าย “ตั้ม เขาชี” ที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 1,200 ล้านบาท การขยายผลร่วมกับ ป.ป.ส. อายัดทรัพย์สินเครือข่ายนายทุนจีน “มินมินอู” รวมมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท รวมถึงการสกัดกั้นยาบ้ากว่า 4 ล้านเม็ดก่อนส่งลงใต้ให้เครือข่าย “อ้วน เซียงตึง”

#ผบตร16 #ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ #ข่าว #สำนักข่าวทรัสต์นิวส์

2 weeks ago | [YT] | 31

Trust News - สกู๊ปข่าวทรัสต์นิวส์

"อย่าคิดว่าเล่นเป็นลิงแล้วจะเก่งนักหนา ถ้าหน้าแกไม่มีขน แกก็ไม่มีค่าอะไรเลย”

คำดูแคลน จากผู้บริหารคนหนึ่งใน ทีวีบี หลัง “จางเหว่ยเจี้ยน” โด่งดังสุดขีดจากซีรีส์ “ไซอิ๋ว” แล้วมีการขอขึ้นค่าตัว เนื่องจากค่าตัว ตอนนั้น แค่หลักหมื่นเหรียญฮ่องกง เท่านั้น

จากนั้น เป็นต้นมา เขาก็ได้โกนหัวมาตลอด มากกว่า 20 ปี ก่อนจะตอบคำถามสื่อ ในเวลาต่อมา

“อยากแสดงให้เห็นว่าถึงหน้าจะไม่มีขนสักเส้น เขาก็ยังมีคุณค่าในตัวเองอยู่ดี”

#จางเหว่ยเจี้ยน #ไซอิ๋ว #เห้งเจีย #ไซอิ๋ว1996 #ดาราฮ่องกง #สำนักข่าวทรัสต์นิวส์

ชมเรื่องราวของ "จางเหว่ยเจี้ยน"

https://www.youtube.com/watch?v=mi3WT...

3 weeks ago | [YT] | 9

Trust News - สกู๊ปข่าวทรัสต์นิวส์

เขาคือใคร...จาก เกรียงไกร สู่ อลงกต โกงเงินบุญ สวมบัตรผี ซ่อนอดีตทำไม..?

จริงๆ เรื่อง “วัดพระบาทน้ำพุ” ก็ตะหงิดๆ แต่แรก ว่าจะเกี่ยวข้องกับ “หมอบี” เพียงคนเดียวหรือไม่

เนื่องจากเริ่มต้น ความไม่ชอบมาพากล เกี่ยวกับ “เงินบริจาค” และโครงการต่างๆ ที่ “หมอบี” ทำนั้น มันผูกชื่อตัวเองเข้าไป

และทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ ก็มักชี้เป้าไปที่ “หลวงพ่ออลงกต” ซึ่งความจริงเชื่อว่า คงไม่ได้มีแค่ หลวงพ่ออลงกต

เป็นไปได้หรือ ว่าหากทำกันในลักษณะแบบนี้ จะมีผู้เกี่ยวข้องเพียง 2 คน ไม่ได้มีแค่พระกับโยม

แต่นั่นก็เป็นหน้าที่ของตำรวจ ที่ต้องไปตรวจสอบ..?

แต่ด้วยที่เราเห็นว่ามี “เจตนาดี” จึงทำให้เรา “มองข้าม” หรือ "ละเลย" สิ่งที่สำคัญที่สุดไป นั่นก็คือ ความถูกต้อง โปร่งใส และการถูกต้องตามกฎหมาย และเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือ ความดีงาม ที่คนทั่วประเทศ ให้ความศรัทธา นับถือ ในฐานะ นักบุญ

ในช่วง ตี 2 วันนี้ 26 สิงหาคม 2568 ปฏิบัติการ ของ กองปราบได้เริ่มขึ้น ด้วยการบุกจับ
พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ของศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ จ 81/2568 ลง 22 ส.ค.2568

ด้วยมีหลักอันสมควรเชื่อว่า พระราชวิสุทธิประชานาถอลงกต ทุจริตยักยอกเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ, เบียดบังทรัพย์นั้นมาเป็นของตน, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยทุจริต ฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

นอกจากนี้ กองปราบ ยังบุกค้นพื้นที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 17 จุด โดย มีการควบคุมตัว หมอบี หรือ นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ผู้ต้องหาตามหมายจับด้วย

อย่างไรก็จาตาม ช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีรายงานว่า “หลวงพ่ออลงกต” ได้เต็มใจ “ลาสิกขา” แล้ว เพื่อเตรียมต่อสู้คดี จากการเกลี้่ยกล่อมจาก “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.


ย้อนไทม์ไลน์ จาก "เกรียงไกร" สู่ "พระอลงกต" (ที่มาข้อมูล :ไทยพีบีเอส)

จากข้อมูลของทะเบียนราษฎร์ ระบุว่า เด็กชายไกร ชื่อเล่นจอร์จ เกิดเมื่อปี 2503 และแจ้งเปลี่ยนชื่อเป็นนายเกรียงไกร ตอนอายุ 24 ปี ขณะนั้นยังไม่บวช และไม่มีข้อมูลการทำบัตรประชาชน แต่มีชื่อในทะเบียนบ้าน พร้อมเลข 13 หลัก

เขาเรียนที่ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ซึ่งมีรายงานว่านายเสริมวิทย์ พ่อของนายอลงกต ข้าราชการ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เสียชีวิตไปแล้ว "เคยเป็น ผอ.ที่โรงเรียนนี้" อยู่ระยะหนึ่ง, ปี 2517-2520 เรียนมัธยมศึกษาที่โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จ.ขอนแก่น

ซึ่งลูก 3 คนของนายเสริมวิทย์ รวมทั้งนายอลงกต เรียนที่นี่เช่นเดียวกัน, ปี 2521-2523

นายเกรียงไกรเรียน ปวช.ที่เกษตรบ้านกร่าง จ.พิษณุโลก หรือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ในปัจจุบัน

หลังจากนั้นไม่มีข้อมูลของนายเกรียงไกรปรากฏอีกเลย

กระทั่งปี 2529 นายเกรียงไกร อุปสมบท แต่กลับใช้ชื่อ "พระอลงกต" โดยไม่ทราบสาเหตุที่ไม่ใช้ชื่อตนเอง และใช้เลข 13 หลัก ที่ไปตรงกับนายอลงกต ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา จึงมีคำถามว่าช่วงเวลาที่หายไป 6 ปี

"นายเกรียงไกร หรืออลงกต อยู่ที่ไหน ทำอะไร และเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขา"

มีข้อมูลว่าปีสุดท้ายที่เรียนไม่จบ ปวช. คือปี 2523 ตรงกับกับข้อมูลของอดีตโค้ช ที่ระบุว่า เกรียงไกรติดทีมฟุตบอลเยาวชนฯ จ.ขอนแก่น

ในช่วงเวลา 6 ปีที่ไม่มีใครได้ข่าว พบว่าปี 2527 เปลี่ยนชื่อจาก "ไกร" เป็น "เกรียงไกร" ก่อนอุปสมบท และมาทำบัตรประชาชนในปี 2552 ในชื่อ "นายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว" โดยใช้เลข 13 หลักของตัวเอง

จากข้อมูลทั้งหมด มีข้อสังเกตหลายอย่าง เช่น ตั้งแต่เกิด ไม่ได้ทำบัตรประชาชน ทั้งที่มีชื่อมีเลข 13 หลักในทะเบียนบ้าน และมาแจ้งเปลี่ยนชื่อตอนอายุ 24 ปี และทำบัตรประชาชนครั้งแรกเมื่อปี 2552 ในขณะที่เป็นพระอลงกตแล้ว หากเรียงไทม์ไลน์ทั้งหมด ก็มีคำถามเกิดขึ้นในหลายช่วงเวลา

ช่วงวัยเด็กชั้นประถมศึกษา เด็กชายไกรเรียนโรงเรียนเอกชนที่นายเสริมวิทย์ พ่อของอลงกต ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา เคยเป็นครูในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่แน่ชัดว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่

ช่วงมัธยมศึกษาที่โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย เด็กชายไกรเรียนที่เดียวกับลูก 3 คนของนายเสริมวิทย์ ซึ่งรวมถึงนายอลงกตด้วย แต่หากดูจากปีเกิดแล้ว นายอลงกตน่าจะเป็นรุ่นน้องประมาณ 2 ปี

หนึ่งในเพื่อนร่วมรุ่นที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตพิษณุโลก หรือที่เรียกกันว่า "เกษตรบ้านกร่าง" บอกว่า เกรียงไกรน่าจะอยู่ห้องต้น ๆ เพราะสมัยนั้นแบ่งห้องเรียนตามตัวอักษรชื่อ หลังจากเรียนจบก็ไม่มีใครทราบข่าวของเกรียงไกรอีกเลย

มทร.ล้านนา พบข้อมูล "เกรียงไกร" เคยเรียน แต่ไม่จบ

นายบุญฤทธิ์ สโมสร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มทร.ล้านนา คนปัจจุบัน ตรวจสอบใบระเบียนสะสมการเรียนระดับ ปวช.ของนายเกรียงไกร พบข้อมูลตรงกันทั้งวันเดือนปีเกิด เคยเรียนที่แก่นนครฯ จึงเชื่อว่า "เป็นเกรียงไกรเดียวกัน" โดยพบว่าเรียนระดับ ปวช.ที่นี่จริง แต่เรียนไม่จบ และไม่มีใครรู้ว่านายเกรียงไกร คือ พระอลงกต

มหาวิทยาลัยฯ นิมนต์พระอลงกต มาบรรยายเกี่ยวกับโรคเอดส์ทุกปี รวม 28 ครั้ง โดยพระอลงกตไม่เคยบอกว่าเคยเรียนที่วิทยาลัยแห่งนี้

อดีตโค้ชเล่า "เกรียงไกร" เคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน

ปีสุดท้าย นายเกรียงไกรเรียนไม่จบ ปวช. ในปี 2523 ขณะเดียวกันมีข้อมูลจากอดีตผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมเยาวชน ที่นำภาพถ่ายมายืนยันว่า นายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ติดทีมเยาวชน ในปี 2523 โดยโค้ชเป็นผู้เรียกตัวนายเกรียงไกร จาก จ.พิษณุโลก มาร่วมทีม เพราะเห็นในความสามารถ จึงมีข้อสังเกตอีกประเด็นว่า เขาเรียนไม่จบ ปวช.เทอมสุดท้าย เนื่องจากไปแข่งฟุตบอลอดีตผู้ฝึกสอน เปิดเผยว่า ทุกคนในทีมเรียกเกรียงไกรว่า "จอร์จ" ไม่ได้ชื่ออลงกต และหลังจบการแข่งขันก็ไม่พบนายเกรียงไกรอีกเลย

สืบค้นประวัติ "เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว"

ผู้บริหารของโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ระบุว่า สันนิษฐานว่า พระอลงกตเป็นศิษย์เก่า รุ่นที่ 8 โดยพระอลงกตเดินทางมายังโรงเรียนทุกปี ช่วงครบรอบวันสถาปนาโรงเรียน 16 กันยายน และบางปียังมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน

ข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ พบว่า บ้านเดิมของพระอลงกตอยู่ในซอยอำพล หรือซอยม้าใหญ่ บ้านบะขาม อ.เมืองขอนแก่น ซึ่งชาวบ้านให้ข้อมูลว่า บ้านพักถูกปล่อยทิ้งร้างมานานเกือบ 20 ปี ไม่มีคนอาศัย

การเปลี่ยนแปลงชื่อ เป็นปิดบังตัวตนตรงนี้หรือไม่ ที่ทำให้ “หลวงพ่ออลงกต” บอกว่าตัวเองความจำขาดหายไป 10%

หลวงพ่ออลงกต เคยบอกว่า ในอดีตท่านเคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ทำให้ความทรงจำบางส่วนได้รับผลกระทบและไม่สามารถจดจำรายละเอียดในชีวิตได้อย่างชัดเจนทั้งหมด" 


ท่านระบุว่า ไม่ได้จบจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ตามที่มีข่าว แต่เคยไปเตะฟุตบอลที่นั่น และไม่ได้จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือออสเตรเลีย ตามที่หลายคนเข้าใจ เพียงแต่มีความใฝ่ฝันอยากไปเรียนที่นั่นจริงๆ

หลวงพ่ออลงกตชี้แจงว่าท่านจบการศึกษาในระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น และไม่ได้เรียนต่อในระบบ แต่หันมาศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจนพบทางธรรม

ซึ่งตรงนี้ ก็ถือว่า มีข้อมูลใกล้เคียงกันที่ ทาง ไทยบีเอสไปสืบค้น...

สาเหตุ “สวมบัตรผี” เปิดบัญชีรับบริจาค

เรื่องนี้ สาเหตุที่ถูกเปิดเผย มาจากการตรวจสอบ “เลขบัตรประชาชน” พบว่า มีการนำเลขบัตรประชาชน ของข้าราชการคนหนึ่ง ที่ชื่อ “คล้าย” หลวงพ่อ ก็คือ นายอลงกต พลมุข มาเปิดบัญชี “พร้อมเพย์” กองทุนอาทรประชานาถ ขณะที่ ตัวหลวงพ่อ ใช้ชื่อ “อลงกต พูลมุข”

อย่างไรก็ตาม จากการยืนยันของ “ธนาคาร” ก็พบว่า พระอลงกต ได้นำใบสุทธิมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการเปิดบัญชี ซึ่งในใบสุทธิ มีเลข 13 หลักของนายอลงกต พลมุข อดีตข้าราชการที่เสียชีวิต แต่ทางธนาคารไม่ทราบเรื่องดังกล่าว จึงเปิดบัญชีให้ตั้งแต่ปี 2540 กระทั่งมีการรณรงค์ให้ใช้พร้อมเพย์ในปี 2561 หลวงพ่อได้เชื่อมบัญชีดังกล่าวเข้ากับพร้อมเพย์

แต่เมื่อปรากฏข่าวกรณีนี้ ธนาคารได้ตรวจสอบย้อนหลัง พบว่าเลข 13 หลักดังกล่าวเป็นของผู้อื่น จึงได้อายัดบัญชีและยุติการใช้พร้อมเพย์เมื่อวานนี้ (24 ส.ค.) ทำให้การเชื่อมพร้อมเพย์บัญชีดังกล่าวถูกระงับ แต่ยังโอนเงินเข้าบัญชีได้ตามเดิม แต่ถอนเงินไม่ได้จากกระบวนการอายัด

ขณะที่ ใบสุทธิของพระอลงกต ถูกทำครั้งแรก เมื่อตอนบวช เมื่อปี 2529

สรุปง่ายๆ คือ การสวมเลขบัตรประชาชน ถูกทำครั้งแรกในตอนบวช ซึ่งการบวชนั้น เลขบัตรอาจมีการกรอกข้อมูลไม่ตรงความเป็นจริงมาก็ได้

กระทั่งต่อมา ได้ใช้ใบสุทธิ นำทาง นำไปสู่การทำบัตรประชาชน ในปี 2552

ขณะที่ การเปลี่ยนชื่อ นั้น จะมาจากสาเหตุเรื่องการ “หนีทหาร” หรือไม่ เรื่องนี้ ยังเป็นข้อสันนิษฐาน

ขณะเดียวกัน หลังจากนี้ คงต้องให้ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด
“เงิน” ที่รับบริจาคทุกวัน อยู่ที่ไหน…
เงินที่หมอบี ถวายไป อยู่ไหน
เงินที่ใช้ซื้อที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์ เป็นเงินจากอะไร ใช้ประโยชน์ในทางธรรมจริงหรือไม่ ใครได้ประโยชน์สูงสุดในเรื่องนี้
มีใคร...นอกจาก อดีตพระอลงกต และ หมอบี ที่สมรู้ร่วมคิดเรื่องนี้หรือไม่
และสุดท้าย กระบวนการยุติธรรม ผ่านชั้นตำรวจ อัยการ และศาล คงจะให้คำตอบในอนาคต

ว่า ท่านเป็น “นักบุญ” จริงหรือไม่…


#วัดพระบาทน้ำพุ #พระอลงกต #หลวงพ่ออลงกต #รายงานพิเศษ #สกู๊ปข่าว

11 months ago | [YT] | 4

Trust News - สกู๊ปข่าวทรัสต์นิวส์

6 ปมลึกในรั้วกำแพงสูง ผกก.โจ้ ตายปริศนาคาเรือนจำ

อดีตผู้คุมเรือนจำ วิเคราะห์ 5 ปมลึก การตายของผู้กำกับโจ้ คาห้องขังเรือนจำคลองเปรม ชี้อดีตตำรวจอยู่ในคุกมักโดนกระตุกขวัญ ปัญหาการขังเดี่ยว ปรับตัวไม่ได้ และการนำสิ่งของเข้าเรือนจำ ที่กำลังมีปัญหาในเวลานี้...


จากกรณีการเสียชีวิต น.ช.ธิติสรรค์ อุทธนล หรือ อดีตผู้กำกับโจ้ ใช้ผ้าขนหนูผูกคอเสียชีวิตในห้องขังเรือนจำคลองเปรม เมื่อคืนวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ต่อมาทางราชทัณฑ์ ได้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งสั่งย้าย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ รายหนึ่ง ที่ถูกร้องเรียน ให้พ้นจาก พ้นจากหน้าที่หัวหน้างานควบคุมแดน 7 ฝ่ายควบคุมผู้ต้องขังแดน 7 ส่วนควบคุมผู้ต้องขัง ให้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ประจำฝ่ายบริหารทั่วไปส่วนบริหารทั่วไป ระหว่างที่มีการสอบข้อเท็จจริง

ซึ่งคำว่า “คุก” หรือ “เรือนจำ” นั้น ก็คล้ายกับแดนสนทยา ที่เราไม่สามารถมองผ่านรั้วกำแพงสูงได้ จึงยากที่จะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ทีมข่าวทรัสต์นิวส์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ อดีตผู้คุมเรือนจำคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์คุมนักโทษมาหลายสิบปี มาบอกเล่าเรื่องราว…

ปัจจัยเรื่องใด ที่จะทำให้นักโทษในเรือนจำ ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองได้บ้าง :

จากที่ได้ดูข่าวก่อนหน้านี้ เคยได้ยินการให้สัมภาษณ์ ผู้บัญชาการภาค 6 ว่า ผู้กำกับ เคยคิดจะทำการฆ่าตัวตายมาก่อน ครั้งสมัยก่อนจับกุม โดยมีการโทรศัพท์มาคุยกันแล้วพูดว่า

“พี่ผมไม่ไหวแล้ว ผมอยากจะ...”
แต่ผู้บัญชาการตอบว่า “เฮ้ย..ลูกผู้ชายทำแบบนั้นไม่ได้ ทำไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ไม่ได้ดีขึ้น...”

แสดงว่าที่ผ่านมา เขาเองก็อาจจะเคยคิดมาก่อน ดังนั้น หากใช้มุมมองส่วนตัว ก็คิอว่า ก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้

ประเด็นที่สอง : ปรับตัวไม่ได้

ที่อดีตผู้คุมเรือนจำ บอกกับทรัสต์นิวส์ เราว่า การที่เขาเป็นตำรวจใหญ่ แล้วตกเป็นผู้ต้องหา ทำให้เข้ามาอยู่ในเรือนจำหลายปี ความจริง เขาควรจะ “ปรับตัว” ได้แล้ว แต่สิ่งที่เห็นคือ เขายังปรับตัวไม่ได้ ยังมีการเขียนจดหมายร้องเรียนเมื่อปีที่แล้ว และมีการทะเลาะกับ ผู้ต้องขังด้วยกัน ที่เป็นผู้ช่วยผู้คุม แสดงว่าเขายังคงคิดว่าเขาเป็นตำรวจอยู่ แต่ความจริงสถานะตอนนี้เขาคือ นักโทษคนหนึ่ง


อ่านต่อ www.trustnews.news/content/455

#ผู้กำกับโจ้ #เรือนจำบางขวาง #สำนักข่าวทรัสต์นิวส์

1 year ago (edited) | [YT] | 2

Trust News - สกู๊ปข่าวทรัสต์นิวส์

ความ #ชัดเจน Clear ความสงสัย ความข้องใจต่างๆ ในเรื่องที่เป็นประเด็น จะถูกทำให้ได้รู้แจ่มแจ้ง ประจักษ์ชัด โดยทีมงานทรัสต์นิวส์

สำหรับปีใหม่ 2568 ขอให้ท่านผู้ชมทุกท่านมีความสุข ความเจริญ ก้าวย่างหยิบจับไปในเรื่องใด ก็ประสบความสำเร็จบรรลุผล ถึงเป้าหมายที่ได้หวังไว้ รวมทั้งมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงสมบูรณ์

HAPPY NEW YEAR 2025 😎

1 year ago | [YT] | 2

Trust News - สกู๊ปข่าวทรัสต์นิวส์

#กระชับ ไม่ได้หมายถึงสั้น...แต่หมายถึงการสร้างความเข้าใจในเนื้อหาและประเด็นที่ครบถ้วน ย่อยเรื่องยากให้เข้าใจง่าย อ่านหรือดูแล้วเข้าใจทันที ด้วยเนื้อหาไม่เยิ่นเย้อ ตรงประเด็น

ด้วยประสบการณ์ข่าวกว่า 20 ปี สำหรับปีใหม่นี้ ทีมงานทรัสต์นิวส์ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จ ได้ใช้ชีวิตอย่างกระชับ ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การเงิน สุขภาพและมีความสุขตลอดปี 2568

HAPPY NEW YEAR 2025 😎

1 year ago | [YT] | 2

Trust News - สกู๊ปข่าวทรัสต์นิวส์

ทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ หากเรายึดถือความ #ถูกต้อง เป็นกระดุมเม็ดแรกสู่การเริ่มต้น ผลพวงของสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น มักนำทางไปสู่ความดีงามทั้งหลายทั้งปวงอยู่เสมอ

ฉะนั้น เรา จึงอยากให้แฟนๆ ทรัสต์นิวส์ทุกท่านใช้ความ "ถูกต้อง" นำพาชีวิตของทุกท่านไปสู่สิ่งดีงามทั้งหลายทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นในปี 2568 นี้ด้วยกัน

HAPPY NEW YEAR 2025 😎

1 year ago | [YT] | 1

Trust News - สกู๊ปข่าวทรัสต์นิวส์

รำลึกจิตวิญญาณฮอนด้า ในวันที่ต้องรวมกันเราอยู่!
“การลงมือทำที่ปราศจากทฤษฏี ถือเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนทฤษฏีที่ปราศจากการลงมือทำ นั้นช่างไร้ค่า” คำกล่าวของ ฮอนดะ โซอิจิโร่” (Honda Soichiro) บิดาผู้ก่อตั้งฮอนด้าผู้ล่วงลับ และปัจจุบัน คำกล่าวนี้ถือเป็นปรัชญาประจำบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นแห่งนี้ด้วย!
เพราะอะไร “เรา” จึงต้องหยิบยกปรัชญาดังว่านี้ ขึ้นมาเป็น “หัวข้อการสนทนา” ในวันนี้ กันน่ะหรือ? ก่อนจะไปกันตรงนั้น “เรา” ขอสรุป “ปฏิบัติการรวมกันเราอยู่” ระหว่าง “ฮอนด้า” (Honda) และ “นิสสัน” (Nissan) ซึ่งจะเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงไปถึง “ประโยคอันอุดมไปด้วยความจริง” ในบรรทัดแรกสุดนั้นกันเสียก่อน…
สำหรับ “ปฏิบัติการรวมกันเราอยู่” ระหว่าง “ฮอนด้าและนิสสัน” ได้คืบหน้าไปอีกขั้น หลังทั้ง 2 แบรนด์ยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ได้ร่วมกันลงนามใน “บันทึกความเข้าใจ” ซึ่งมีเนื้อหาระบุถึงการก่อตั้ง Holding Company ขึ้นมาดูแลเรื่องการผนึกกำลังทางธุรกิจในครั้งนี้ โดยที่ฝ่ายฮอนด้า จะรับบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้นำทีมบริหารชุดใหม่
โดยเบื้องต้นมีการกำหนดกรอบระยะเวลา เรื่องการกำหนดข้อตกลงการควบรวมกิจการอย่างเป็นทางการ ภายในเดือนมิถุนายน ปี 2025 และจะมีการลงนามในข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ภายในเดือนสิงหาคม ปี 2026 และนําหุ้นบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนบริษัทเดิม Honda และ Nisson จะออกจากตลาดหุ้นต่อไป
นอกจากนี้ บันทีกความเข้าใจดังกล่าว ยังมีการระบุถึง “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ป” พันธมิตรของ “นิสสัน” ซึ่งจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์แห่งวงการรถยนต์โลกนี้ด้วย
ทั้งนี้ จากการประเมินมูลค่าตลาดของผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง 3 แบรนด์ ในเบื้องต้นคาดว่า จะทำให้เกิด ยักษ์ตัวใหม่แห่งวงการอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่มีมูลค่ามหาศาลถึงประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.7ล้านล้านบาท)
โดยปัจจุบันทั้ง 3 บริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอน การพิจารณาใช้ทรัพยากรหลายด้านร่วมกัน อาทิ การวิจัยและพัฒนา การจัดหาชิ้นส่วน สายพานการผลิต และแน่นอน สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดยานยนต์ในยุคนี้ คือ เทคโนโลยีในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า…
เพราะอะไรจึงต้องรวมกันเราอยู่?
สถานการณ์ของ นิสสัน (Nissan) :
ธุรกิจของ “นิสสัน” เริ่มเลวร้ายลงตามลำดับ นับตั้งแต่เกิดเรื่องอื้อฉาวต่างๆนานาจากฝีมือของ “คาร์ลอส กอส์น” (Carlos Ghosn) อดีตประธานบริษัท ซึ่งนำไปสู่การจับกุมในข้อหาฉ้อโกงและใช้ทรัพย์สินของบริษัทในทางที่ผิด ก่อนที่เจ้าตัวจะหลบหนีประกัน ไปยังประเทศเลบานอนด้วยกลยุทธ์ที่ชวนอึ้ง! เมื่อปี 2018
และล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทจำเป็นต้องประกาศลดพนักงานลงมากถึง 9,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็น 6% ของจำนวนพนักงานทั่วโลก อีกทั้งยังต้องลดกำลังการผลิตทั่วโลกลงมากถึง 20% หลังผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ขาดทุนเป็นตัวเลขสูงถึง 9,300 ล้านเยน! (2,018ล้านบาท)
จากปัญหายอดขายที่ร่วงลงอย่างหนักในตลาดอเมริกาเหนือและประเทศจีน จนถึงขั้นต้องปรับลดราคารถยนต์ลงอย่างมากมาย เพื่อดิ้นรนต่อสู้กับการไหลบ่าของรถยนต์จากประเทศจีน รวมถึงยังมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ล่าช้ากว่ากำหนดอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเร็วๆนี้ “Fitch Ratings” สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยังได้ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือ ของ “นิสสัน” ให้เป็น “ลบ” (Negative) จากความสามารถในการทำกำไรที่ย่ำแย่ลง จากการปรับลดราคาครั้งใหญ่ในตลาดอเมริกาเหนือ รวมถึงมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเงินของบริษัทด้วย
และด้วยสถานการณ์อันย่ำแย่นี่เอง จึงมีกระแสข่าวแพร่สะพัดที่ว่า “เรโนลต์ เอสเอ” (Renault SA) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของยุโรป ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงถึง 35% แสดงออกถึงความตั้งใจที่ต้องการจะ “ขายหุ้นนิสสัน” ออกไปด้วย!
สถานการณ์ของ ฮอนด้า (Honda) :
แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฮบริดของ “ฮอนด้า” ในตลาดอเมริกาเหนือยังคงเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ จนเป็นผลให้บริษัทคาดการณ์ว่าจะสามารถรักษาระดับ “ผลกำไร” ในปีงบประมาณ สิ้นสุดเดือนมีนาคม ปี 2025 ได้เท่ากับปีก่อน
หากแต่สิ่งที่น่าเป็นกังวล คือ ในตลาดรถยนต์ประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ฮอนด้า” กลับสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศจีน โดยเฉพาะ BYD อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้า ยังตามหลังบรรดาแบรนด์จีนอยู่มากด้วยเช่นกัน
และไม่เพียงเท่านั้น “กลยุทธพันธมิตร” ระหว่างฮอนด้าและเจนเนอรัลมอเตอร์ส (GM) เพื่อร่วมมือกันในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าก่อนหน้านี้ ก็เพิ่งประสบปัญหา หลัง GM ยุติความร่วมมือในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและถอนตัวจากธุรกิจแท็กซี่ไร้คนขับ
จากสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อประกอบกับการที่ “ฮอนด้า” มีพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปที่มีศักยภาพจำกัดในการ “แชร์ส่วนแบ่งต้นทุนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า” ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเพราะอะไร “ฮอนด้าจึงต้องมองมาที่นิสสัน” เพื่อเป็นพันธมิตรคนสำคัญในการต่อสู้ธุรกิจยานยนต์ในอนาคตต่อไป
เอาล่ะ..... “ทุกท่าน” ขอจบการบรรยายสรุป “การควบรวมกิจการฮอนด้าและนิสสัน” เอาไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน!
และจากบรรทัดนี้ไป คือ หัวข้อสำคัญดังที่ “เรา” ได้ พาดหัวเรียกร้องความสนใจจาก “คุณ” ไปในบรรทัดแรกสุดนั่นคือ… อะไรคือสิ่งที่น่าลองมองย้อนกลับไป และอาจเป็นผลให้ทั้งสองบริษัทไม่จำเป็นต้อง “ควบรวมกิจการ” ในลักษณะ “รวมกันเราอยู่” เช่นนี้ก็เป็นได้!
ทฤษฏีที่ปราศจากการลงมือทำนั้นไร้ค่า (Philosophy Without Action Is Worthless) :
“พวกคุณทุกคนมาทำอะไรที่นี่? ดูเหมือนจะมาศึกษาเรื่องบริหารสินะ ถ้าว่างทำเรื่องอย่างนั้นล่ะก็ รีบกลับไปทำงานต่อที่บริษัทให้เร็วที่สุดเถอะ คิดว่ามาเข้าออนเซ็น กินดื่มแบบนี้แล้ว คิดว่าจะศึกษาเรื่องบริหารได้รึไง
หลักฐานอยู่ที่นี่ ผมไม่เคยให้ใครสอนเรื่องบริหารเลย ขนาดผู้ชายแบบผมยังบริหารบริษัทได้เลย สิ่งที่ต้องทำมีเรื่องเดียวคือ รีบกลับไปบริษัทแล้วทุ่มเททำงานซะ!” “ฮอนดะ โซอิจิโร่” (Honda Soichiro) บิดาผู้ก่อตั้งฮอนด้า
“อินาโมริ คาซึโอะ” (Inamori Kazuo) ผู้ก่อตั้ง-ผู้บริหารบริษัทเคียวเซร่า (Kyocera) และเป็นผู้กอบกู้สายการบินแห่งชาติญี่ปุ่น JAL ที่ใกล้ล่มสลายให้กลับมาพลิกฟื้นมีกำไรได้อย่างมหัศจรรย์ ได้บอกเล่าเอาไว้ในหนังสือ A Fighting Spirit ถึงเจ้าของประโยคข้างต้น
หลัง “ฮอนดะ โซอิจิโร่” ซึ่งมาในชุดเปื้อนคราบน้ำมัน ได้พูดประโยคดังกล่าวขึ้นในทันทีที่ปรากฏตัวในฐานะผู้บรรยายงานสัมมนาการบริหาร ที่มีราคาเข้ารับฟังการบรรยายที่สุดแสนแพง!
และไม่ใช่เพียงแค่นี้ ยังมีอีกหนึ่งประโยคสำคัญซึ่ง “บิดาแห่งฮอนด้า” ได้เคยกล่าวถึงปรัชญาการบริหารงานที่ว่า “เน้นประสบการณ์ในสถานการณ์จริง ไม่ใช่เน้นเพียงแค่ทฤษฏี” เอาไว้อย่างน่าสนใจและสอดคล้องกับประโยคข้างต้นนั่นก็คือ….
“คนที่จะทำการวิจัยตลาดได้ดี ต้องเป็นคนที่คิดอะไรได้หลายแง่มุม เข้าใจสถานการณ์ได้หลากหลาย และมองเห็นภาพรวมของปัญหาได้ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่สำคัญด้วย!”
และ... “การทำวิจัยตลาดเป็นเพียงวิธีการส่งเสริมภาพลักษณ์ของผม แต่จะไม่สามารถเป็นปัจจัยในการกำหนดนโยบายของผมได้”
เพราะอะไร “เรา” จึงต้องยกปรัชญาของ “ฮอนดะ โซอิจิโร่” ขึ้นมาทบทวนกันในกรณี “รวมกันเราอยู่” ที่ว่านี้ นั่นก็เป็นเพราะ…. มีบทวิเคราะห์จากมุมมองของสื่อด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น ต่อการควบรวมกิจการครั้งนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจที่ว่า…
“ความล้มเหลว” ในตลาดจีนของทั้งฮอนด้าและนิสสัน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแบรนด์ญี่ปุ่น ที่ตกเป็นเหยื่อหลุมพรางในการทำวิจัยตลาด ภายใต้ทัศนคติเดิมๆที่ว่า…
“ตราบใดที่ยังขายได้ดี ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ”
ทั้งๆที่สภาพตลาดในปัจจุบัน นั้น มีลูกค้าเพียงไม่กี่คน ที่ซื้อเพราะชื่นชอบนิสสัน หรือ มีความผูกพันธ์กับฮอนด้าอีกแล้ว หลายๆคนซื้อรถยนต์ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ เช่น รถยนต์นิสสันมีสมรรถนะดี หรือ รถยนต์ของฮอนด้ามีราคาที่เหมาะสมและใช้ได้ดี และเมื่อใดก็ตามที่มีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีจุดเด่นเรื่องนวัตกรรมที่ล้ำหน้า หรือ มีสมรรถนะเท่าเดิมแต่ราคาถูกลงออกสู่ตลาด ลูกค้าก็มักจะเปลี่ยนใจไปซื้อได้โดยไม่ลังเล!
ด้วยเหตุนี้ การควบรวมกิจการระหว่างฮอนด้าและนิสสัน จึงถือเป็น “ความท้าทายครั้งสำคัญ” สำหรับทั้งสองบริษัทในแง่ที่ว่า…จะสามารถฟื้นฟูวิสัยทัศน์ของ “บิดาแห่งฮอนด้า” ซึ่งเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า…
“ความคิดของมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น ความหาญกล้าในการปฏิรูปใดๆ ย่อมต้องไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต”
นอกจากนี้ ในมุมมองของสื่อญี่ปุ่น ยังมีการพูดถึงความจำเป็นเร่งด่วนลำดับต้นๆ ที่ทั้งฮอนด้าและนิสสัน ควรจะต้องรีบทำหลังจากนี้ คือ ต้องมองหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านแบตเตอร์รี่รถยนต์ และ ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยในการขับขี่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์แบรนด์ใหม่ ที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากแข็งเดิมเรื่อง “คุณภาพและความน่าเชื่อถือ” ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย
อ่านมาถึงบรรทัดนี้ จากบทความอันแสนยาวยืด “คุณ” มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างกับ “ปฏิบัติการรวมกันเราอยู่ของฮอนด้าและนิสสัน”
OUTFIELD MAN สำนักข่าว TRUST News
#ฮอนด้า #นิสสัน #Honda #Nissan #ควบรวมกิจการ #รถยนต์ไฟฟ้า #รถยนต์EV #ตลาดรถยนต์ #ญี่ปุ่น #OUTFIELDMAN #สำนักข่าวทรัสต์นิวส์ #Trustnews

1 year ago | [YT] | 1

Trust News - สกู๊ปข่าวทรัสต์นิวส์

เปิด‘10 ฉายาตำรวจ’ปี67 ‘บิ๊กต่าย’กัปตันเรือกู้

ศูนย์ปฏิบัติการสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย นายไพโรจน์ เทศนิยม นายกสมาคมฯ , นายสมชาย จรรยา อุปนายกฯ , นายสุรชัย นิโครธานนท์ อุปนายกฯ , นายธนากร ริตุ เลขาสมาคมฯ และ พล.ต.ต.ดร.ชยุต มารยาทตร์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายสมาคมฯ , นายกันตเมธส์ จโนภาส ทนายประจำสมาคมฯ พร้อมตัวแทนสื่อมวลชน ร่วมแถลงการณ์ตั้ง “ฉายาตำรวจ” ประจำปี 2567

นายไพโรจน์ กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวสายงานด้านอาชญากรรมได้ทำงานใกล้ชิดกับแหล่งข่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดปีที่ผ่านมาได้เฝ้าติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนำเสนอผลงานสู่สายตาประชาชน เพื่อสะท้อนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทุกปีได้ร่วมกันตั้งฉายาตำรวจประจำปีขึ้น ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาโดยปราศจากอคติส่วนตัว ซึ่งเกณฑ์ในการตั้งฉายานั้น มีการประชุมร่วมกันกับตัวแทนสื่อมวลชนจากสังกัดต่าง ๆ เสนอรายชื่อนายตำรวจเข้ามาและคัดเลือกในปีนี้เหลือเพียง 10 นาย ดังนี้...

1. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฉายา “กัปตันเรือกู้” :

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรในวันที่ประชาชนสิ้นหวังกับตำรวจ ต้องเผชิญกับมรสุมวิกฤติศรัทธาต่อประชาชน ถือว่าเป็นงานสำคัญไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งในวงการสีกากี 7 ตำรวจรุมทำร้ายประชาชน จ.ส.ต.เมากร่าง ยิงปืนขู่หน้าผับ ทองหล่อ และอีกหลายเรื่องที่จะต้องกอบกู้ ความศรัทธา ความเชื้อมัน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับคืนมา

จึงมอบนโยบาลให้แก่ตำรวจ 15 ข้อ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน และที่สำคัญ ผู้บัญชาการ/ผู้บังคับการ จะต้องเป็น อินฟลูเอนเซอร์ ด้วยตนเอง ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง จึงเป็นที่มาของฉายา “กัปตันเรือกู้”

2. พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผบ.ตร. ฉายา “สุมาอ้อ ยอดกุนซือ” :

พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ถือว่าเป็นนายตำรวจฝีมือดีอีกท่านหนึ่งที่ทำงานเชิงรุกเก่งทั้ง บู๊และบุ๋น ด้วยความสามารถบวกกับการทำงานเชิงรุก ยอมหักไม่ยอมงอ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้คุมหน้างานภารกิจสางคดีสำคัญมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชุดทำคดี บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด

ก่อนรวมรวบพยานหลักฐาน เปิดปฏิบัติการ หนุมานถล่มกรุง ‘ดิไอคอน’ เปิดฉากล่า 18 บอส ดิไอคอน ได้ภายในวันเดียวจบ ล่าสุดก็คดีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง สจ.โต้ง เปิดยุทธการทลายรังนักเลงปิดล้อมปราจีนบุรี ล็อกเป้าลุยค้น 3 วัน 59 เป้าหมายยึดอาวุธเพียบ เปรียบเสมือน“สุมาอี้”จากเรื่องสามก๊ก ที่วางแผนกลยุทธ์ให้ขุนผลเผด็จศึก สื่อมวลชนจึงมอบฉายา“สุมาอ้อ ยอดกุนซือ ”

3. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผบ.ตร. ฉายา “มือปราบหน้านิ่ง” :

พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผบ.ตร. ด้วยบุคลิกที่สุขุมนุ่มลึกโดยเฉพาะใบหน้าที่ไม่มีการยิ้มให้เห็น น้อยคนนักที่จะเห็นรอยยิ้มของท่าน แต่เป็นนายตำรวจหนุ่มที่มีไฟแรง มากฝีมือได้รับมอบหมายงานด้านปราบปราม โดยเฉพาะยาเสพติด-เด็กแว้น-น้ำมันเถื่อน ในรอบปีที่ผ่านมา

จับกุมยาบ้ากว่า 1,000 ล้านเม็ด เฮโรอินกว่า 1,000 กก.ยาไอซ์กว่า 20,000 กก. เด็กแว้น 40,933 ราย และยึด อายัดทรัพย์สินความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดรวมกันไม่น้อยกว่าหมื่นล้านบาท ถึงแม้จะมีการแถลงข่าวท่านก็ไม่เคยยิ้มจึงเป็นที่มาของฉายา“มือปราบหน้านิ่ง”

4. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ฉายา “สยาม เนรมิต” :

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ถือเป็น “ม้ามืด” ในการแต่งตั้งนายพลใหญ่ที่ผ่านมา ชนิดที่เรียกว่าพลิกโผ ล้มกระดานเซียน เรียกได้ว่าดุดดัง“เนรมิต”มาเลยก็ว่าได้ เนื่องจากกรุงเทพฯมีคดีอาชญากรรมข้อนข้างสูง ผู้ใหญ่หลายท่าน จึงอยากให้มาคุมเมืองหลวงเพื่อที่จะให้คดีอาชญากรรมลดลง

แต่เมื่อส่องดูประวัติ พบว่า “บิ๊กหยาม” ถือเป็นนายตำรวจที่มีความรู้ความสามารถ ผ่านการทำงานมากมาย อีกทั้งเคยเป็นผู้บังคับการคนแรก ของกองบังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 เคยดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และสมัยที่ดำรงตำแหน่งรองผบช.น. ก็ได้รับมอบหมายหน้างานสำคัญ ด้านกิจการพิเศษ ซึ่งไม่ขาดตกบกพร่อง จึงไม่แปลกที่จะได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง ผบช.น. จึงได้รับฉายา “สยาม เนรมิต”

5. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ฉายา “ไซเบอร์อรรถ จัดเต็ม” :

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. มีชื่อเล่นว่า“อรรถ” หลังเข้ามารับตำแหน่ง “แม่ทัพไซเบอร์” ได้มอบนโยบายแก่กำลังพล ชูวิสัยทัศน์ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน-ลดภัยออนไลน์ ขณะเดียวกันได้งัดคำสั่งตร.คุมพฤติกรรมลงดาบฟันวินัย-อาญา “ตร.นักบิน” ที่มีพฤติกรรมนอกลู่นอกทางแอบตีกินจับนอกเขตจนเสียชื่อหน่วย

พร้อมขันนอตขุนพลไซเบอร์ต้องมีผลการปฏิบัติทุกวัน ลั่นมีเวลาแค่ 10 เดือนคุมทัพ ตั้งเป้า “3 แสน” คดีออนไลน์ที่ค้างต้องเคลียร์ให้จบ ทำให้ระยะเวลาไม่ถึงเดือนเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ ชนิดที่ว่ามีงานให้ออกแทบทุกวัน โดยแต่ละคดีจัดหนักจัดเต็ม จึงได้ฉายา “ไซเบอร์อรรถ จัดเต็ม”

6. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ฉายา “นพ รอได้” :

พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. นายตำรวจผู้มากด้วยฝีไม้ลายมือขึ้นชื่อเรื่องงานสืบสวนระดับบรมอาจารย์ บ่อยครั้งมักจะถูกดึงตัวมาอยู่ในชุดทีมคลี่คลายคดีสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลายยุคหลายสมัย และด้วยผลงานที่ประจักษ์ต่อสังคมและสายตาประชาชน

ทำให้ถูกจับตาจากสื่อมวลชน สายตำรวจว่าในการแต่งตั้งวาระนายพลใหญ่ “รองนพศิลป์” มีสิทธิ์ที่จะถูกเสนอชื่อขึ้นเป็น ผู้บัญชาการ ติดยศ “พล.ต.ท.” แต่สุดท้ายแม้คุณสมบัติจะครบถ้วน -ไม่ได้รับการเสนอชื่อถูกขีดเส้นอาวุโส 4 ปี พูดตามประสาชาวบ้านถูกชักบันไดหนีจนชื้อหลุดกระดาน

ทั้งที่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติปี 2565 ระบุคุณสมบัติชี้ไว้ชัดเจน ตำแหน่ง ผบช. และ จเรตำรวจ จะ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.ต. หรือ พล.ต.ท.เคยดำรงตำแหน่งระดับ รอง ผบช.หรือ รองจเรตำรวจมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ขณะที่เจ้าตัวยิ้มรับ “ยอมรับกติกา”ก้มหน้าทำงาน จึงเป็นที่มาของฉายา “นพ รอได้”

7. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ฉายา “เม่นรับจบ” :

พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. มีชื่อเล่นว่า “แม่น” เป็นนายตำรวจฝีมือดีที่ทำงานเชิงรุกจนได้รับความไว้วางใจดูแลงานสืบสวนของหน่วยงาน ขณะเดียวกันยังได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เป็น ตัวแทนออกหน้าในการแถลงข่าวเผยแพร่การทำงาน

รวมถึงภารกิจต่างๆของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เห็นได้จากทุกครั้งที่มีการแถลงข่าวหรือประชาสัมพันธ์งานของสตม. จะเห็นรองเม่น ปรากฏตัวเป็นหน้าเป็นตาให้หน่วย และด้วยบุคลิกที่เข้าถึงง่าย วางตัวเป็นกันเองทำให้เป็นที่รักของ สื่อมวลชน

เวลาที่นักข่าวจะสอบถามความคืบหน้าในคดีต่างๆที่เกิดขึ้น ก็จะนึกถึงแต่ “รองเม่น” ที่จะเป็นผู้ให้รายละเอียดและชี้แจงต่างๆทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างตำรวจตม.และสื่อมวลชน เรียกว่าครบถ้วนในคนเดียว จึงได้ฉายา “เม่น รับจบ”

8. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก ฉายา “ อินฟลูฯ เต่ากัดไม่ปล่อย” :

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก หรือ “บิ๊กเต่า” เป็นนายตำรวจที่ไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพลหรืออำนาจมืดใดๆ สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักจากการเป็นตำรวจที่ปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล-ข้าราชการฉ้อฉล คดีใดที่อยู่ในมือ “รองเต่า” มักไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆทำให้สุดซอย ขยายผลทุกมิติ

ล่าสุดกับกรณี“คลิปเสียงเทวดา” ตบทรัพย์ “ดิไอคอน” ก็ตามล้างตามเช็ดจับกุมบรรดานักร้องเรียน-นักการเมือง ที่ทำตัวเหนือกฎหมาย ใช้หน้าที่โดยไม่ชอบขู่กรรโชกทรัพย์ และด้วยภาพลักษณ์สไตล์การทำงานที่ถึงลูกถึงคน กล้าได้กล้าเสีย มุทะลุดุดัน สื่อมวลชนจึงให้ฉายา “ อินฟลูฯ เต่ากัดไม่ปล่อย”

9. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาล (สส.บชน.) ฉายา “กุนซือมือฉมัง” :

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บชน. หนึ่งในลูกหม้อนครบาล ด้วยฝีมือระดับตำนานนักสืบ ผ่านการฝึกฝนตำราสืบสวนมาอย่างมากมาย มีผลงานโดดเด่นด้านการสืบสวนเทียบชั้นครู ขณะเดียวกันยังถ่ายทอดประสบการณ์บนเส้นทางนักสืบให้กับนักสืบรุ่นหลัง ผ่านโครงการ"หลักสูตรสืบสวนคดีอาญา" ปลุกปั้นนักสืบรุ่นใหม่ ช่วยงานสืบสวนนครบาล ปราบอาชญากรรม ในช่วงปีที่ผ่านมา

สามารถติดตามจับกุมตามหมาจับได้ 2,753 หมาย และคดีสำคัญที่เกิดขึ้นสดๆอีก 446 คดี ในการจับกุมคนร้ายต่างๆ “ผู้การจ๋อ” จะคอยให้คำแนะนำทีมงานเป็นกุนซือที่คอยวางแผนและไม่เคยพลาด จึงเป็นที่มาของฉายา กุนซือมือฉมัง

10. พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ฉายา “อย่าเล่นกับระบบ แจ๊ะ” :

พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. หรือ “สารวัตรแจ๊ะ” นายตำรวจดาวรุ่งตัวตึง ของกองบังคับการสืบสวนนครบาล นรต.รุ่น 69 ศิษย์ก้นกุฏิ “ผู้การจ๋อ” ผ่านประสบการณ์ร่วมทำคดีสำคัญๆ มามากมาย ด้วยบุคลิกโดดเด่นสะดุดตา สวมหมวกไหมพรม ใส่แว่นตา ปิดแมสก์ กางเกงยีนส์ทรงกระบอก ขาดๆ ทับด้วยแจ๊กเก็ต บก.สืบนครบาล ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทะมัดทะแมง อ่านหมายจับอย่างฉะฉาน...แฝงไปด้วยความสุภาพ

อีกทั้งมีคำพูดติดหูประจำตัว “อย่าเล่นกับระบบ” และด้วยแคแร็กเตอร์ที่เด่นชัดนี่เอง ทำให้โด่งดังรันทุกวงการ ถึงขนาดที่ว่า ดาวตลกหนุ่ม แจ๊ส ชวนชื่น หยิบเอาวลีฮิตกระฉ่อนโลกออนไลน์ของนายตำรวจหนุ่มมาดเซอร์ไปตั้งชื่อเพลง จึงเป็นที่มาของฉายา “อย่าเล่นกับระบบ แจ๊ะ”

#ฉายาตำรวจ #ปี2567 #บิ๊กต่าย #กัปตันเรือกู้ #อย่าเล่นกับระบบ #สารวัตรแจ๊ะ #ธัญพีรสิษฐ์จุลพิภพ #สำนักข่าวทรัสต์นิวส์ #Trustnews

1 year ago | [YT] | 3