แค่ต่างวัย และไม่ได้มาจากต่างดาว "สื่อ" เพื่อ "สร้างสังคม" แห่งการอยู่ร่วมกันของ "คนทุกวัย"
...
ค้นหาคำตอบของการอยู่ร่วมกันของคนต่างวัยไปกับเรา และติดตามเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจเพื่อการเตรียมพร้อมชีวิตสู่การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย
...
ติดต่อโฆษณาออนไลน์
marketing@boonmeritmedia.co.th
085 117 4290 (ลิลลี่)




Manoottangwai

“การที่แม่เจ็บป่วยเป็นเวลากว่า 20 ปี มันก็เป็นเครื่องมือฝึกเขาอย่างหนึ่ง ฝึกการทำใจ การยอมรับความเจ็บไข้ได้ป่วยของตัวเอง ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน การมองเห็นและเตรียมตัวจากไปซึ่งเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต เพราะเวลาเข้าผ่าตัดแต่ละครั้ง มันไม่รู้เลยว่าครั้งไหนเขาจะไม่ฟื้น ซึ่งก่อนจะเข้าผ่าตัด แม่ก็จะบอกไว้หมดเลยว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ให้ทำอะไรบ้างถ้าแม่จากไป”
.
‘การเตรียมตัวตาย’ อาจฟังดูน่ากลัวหรือดูห่างไกลสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับ ‘ไบรท์’ พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ พิธีกรรายการเรื่องเล่าเช้านี้ เรื่องนี้นับเป็นสิ่งที่เธอและครอบครัวเตรียมพร้อมที่จะรับมือมาตลอด ท่ามกลางการต่อสู้กับความเจ็บป่วยของคุณแม่ แต่สุดท้ายไม่ว่าจะมีเวลามากแค่ไหน ก็ไม่เพียงพอสำหรับการรับมือกับการสูญเสียคนที่รักไปได้อยู่ดี เรื่องราวของคุณแม่ได้กลายเป็นบทเรียนอันล้ำค่าของชีวิต โดยเฉพาะคนที่อยู่ในบทบาทของ ‘ผู้ดูแล’ หรือแม้แต่คนทั่วไปที่ยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รัก ที่จะชวนทุกคนให้กลับมาสำรวจชีวิตของตัวเอง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการจากลาและมองความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
.
‘แม่’ ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่คืออีกครึ่งของชีวิต
“แม่ตรวจพบมะเร็งรังไข่ ตอนไบรท์อยู่มหาวิทยาลัยปี 1 หรือปี 2 จำได้ว่าวันนั้น นั่งเรียนอยู่ใต้ตึก รู้ผลชิ้นเนื้อ ในสมองก็คิดวนตลอดเวลาว่าแม่เราเป็นมะเร็ง แต่ด้วยความเข้มแข็งของแม่ เขาไม่เคยแสดงความอ่อนแอ ไม่เคยร้องไห้ฟูมฟาย นั่นก็เลยทำให้ทุกคนในบ้านเข้มแข็งตามไปด้วย และเราก็ผ่านช่วงเวลานั้นกันมาได้ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับแม่มาก
.
“คุณหมอเคยบอกว่าส่วนใหญ่ถ้าโรคจะกลับมา ก็มักจะกลับมาใน 5 ปีแรก ตอนนั้นไบรท์ก็ไปหาหมอเป็นเพื่อนแม่ตลอด ไปตรวจเช็ก แล้วเราก็นับปีกันไปเรื่อย ๆ 5 ปี 6 ปี 7 ปี จนคิดว่าหายแล้ว พ้นแล้ว แต่พอปีที่ 11 ไบรท์ไปปฏิบัติธรรมกับแม่ แล้วแม่ปวดท้องมาก จนตรวจพบว่ามะเร็งมันไปขึ้นที่ท่อไต แม่ก็เลยต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาอีกรอบ ต้องผ่าตัดไตและท่อไตออก แล้วมันก็ลามไปกระเพาะปัสสาวะ และท่อไตอีกข้าง ก็ต้องผ่าตัดใหญ่อีก เรียกได้ว่าชีวิตแม่ในช่วงเกือบ ๆ 20 ปีนั้น ต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่ตลอด
.
“สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไปต่อได้เพราะเรามีความหวัง ความหวังมันสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยรวมถึงญาติด้วย การที่เรามีความหวังที่แข็งแรง มันจะทำให้เราไปต่อข้างหน้าได้ ไบรท์เคยพูดกับแม่ว่า แม่รู้ไหมว่าชีวิตของแม่มีคุณค่าสำหรับไบรท์มากแค่ไหน ลมหายใจของแม่ ต่อให้มันอีกแค่วันเดียว มันก็สำคัญสำหรับไบรท์นะ อยากให้แม่อดทน อยากให้แม่สู้ต่อ
.
“เรามีแม่เป็นเพื่อนสนิท เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ให้คำแนะนำ ไบรท์คุยกับแม่ได้ทุกเรื่อง ทุกอย่าง เหมือนเขาเป็น Partner of life ของไบรท์ เป็นอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต จนตอนนี้ที่เขาไม่อยู่ ไบรท์ชอบพูดกับเพื่อนว่าแม่เหมือนผู้นำทางจิตวิญญาณที่หายไป”
.
เตรียมตัวให้พร้อมกับความไม่แน่นอนของชีวิต
“คุณแม่ชอบศึกษาธรรมะอยู่แล้ว เขาจะขีดเส้นใต้เนื้อหาส่วนที่สำคัญ และมีสมุดจดข้อความสั้น ๆ เก็บไว้ให้ลูกอ่าน แม่บอกว่าการเตรียมเรื่องพวกนี้มันก็เหมือนการว่ายน้ำ ถ้าลูกไม่ฝึกว่ายน้ำเอาไว้เลย วันหนึ่งถูกจับโยนลงไปในน้ำ ลูกจะเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ถ้าได้รับการฝึกมาบ้าง อย่างน้อยลูกก็ไม่ตระหนก
.
“การที่แม่เจ็บป่วยเป็นเวลากว่า 20 ปี มันก็เป็นเครื่องมือฝึกเขาอย่างหนึ่ง ฝึกการทำใจ การยอมรับความเจ็บไข้ได้ป่วยของตัวเอง ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน การมองเห็นและเตรียมตัวจากไปซึ่งเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต เพราะเวลาเข้าผ่าตัดแต่ละครั้ง มันไม่รู้เลยว่าครั้งไหนเขาจะไม่ฟื้น ซึ่งก่อนจะเข้าผ่าตัด แม่ก็จะบอกไว้หมดเลยว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ให้ทำอะไรบ้างถ้าแม่จากไป
.
“พอได้รับสารมาจากคุณหมอ ไบรท์ก็จะถามความเห็นของแม่ว่า ถ้าอาการมันเป็นแบบนี้ แล้วแม่ต้องรักษาแบบนี้ แม่โอเคไหม อะไรที่แม่ทรมานให้บอก เราจะไม่เลือกทางนั้น ไบรท์เลือกที่จะบอกแม่ตรง ๆ เขาเป็นอะไรก็คือเป็นอย่างนั้น เพื่อที่แม่จะได้รู้ความเป็นไปของร่างกายตัวเอง เพียงแต่ว่าไบรท์จะกรองมาก่อนนิดหนึ่ง และไบรท์ก็จะเคารพการตัดสินใจของเขา ถ้าเขาบอกว่าไปต่อเราไปด้วยกัน แต่ถ้าเขาบอกว่าไม่มันก็คือร่างกายของแม่”
.
บางครั้งความรักครั้งสุดท้ายก็คือการให้คนที่รักได้จากไปอย่างสงบ
“ช่วง 6 เดือนสุดท้ายที่แม่อยู่โรงพยาบาล ไบรท์ไปโรงพยาบาลทุกวัน ด้วยความคิดว่าเราไม่รู้ว่าวันไหนมันจะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เจอเขา ดังนั้น ตอนที่เขายังหายใจอยู่กับเรา ไบรท์ก็จะทำให้มันดีที่สุด พอคุณหมอบอกว่าเราต้องเริ่มนับถอยหลัง 4 สัปดาห์หลังจากนี้นะ ซึ่งมันเป็น 4 สัปดาห์ที่ไบรท์จะต้องเคานต์ดาวน์ไปทุก ๆ วัน ซึ่งมันทรมานมาก เรายังเห็นว่าเขานั่งพูดกับเราอยู่ เขายังยิ้มกับเราได้ มันเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก แต่แม่ตัดสินใจแล้ว มันเหลือแต่เราแล้วที่ต้องจัดการตัวเราเอง
.
“ตอนนั้นพี่สาวมาบอกว่า ‘คนที่ยากสำหรับเรื่องนี้มันไม่ใช่เราแต่คือแม่ ไบรท์คิดดูนะ เราทุกคนบอกลาแม่แค่คนเดียว แต่แม่ต้องบอกลาคนที่รักเขาตั้งกี่คน เราจะไม่ทำให้แม่ทรมาน มันคือการจบแชปเตอร์นี้ของแม่ แล้วแม่จะไปเริ่มใหม่ในที่ใหม่ ที่เขาจะมีความสุข ไม่ต้องทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บป่วย’
.
“แม้ว่าการจากลามันจะเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แต่การจากลากับคนที่รักและผูกพันกันมาก ๆ มันยากมากเลย ในใจเราไม่อยากให้เขาไป แต่เราต้องเปล่งออกไปว่าแม่ไม่ต้องห่วงนะ แม่ไปได้เลย ลูกใช้ชีวิตได้ แม่ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว ปากสั่นเลยนะคะ ตอนที่พูด ไบรท์แอบไปร้องไห้ทุกวัน มันเป็นการจากลาที่ยากที่สุดในชีวิตแล้ว”
.
เปลี่ยนความคิดถึงให้เป็นพลังของชีวิต
“มีคนถามเรื่องนี้กับไบรท์เยอะมาก เพราะเขารู้ว่าวันหนึ่งคุณพ่อ คุณแม่เขาก็ต้องจากไป เหมือนที่คุณแม่ไบรท์จากไบรท์ไป แล้วเขาก็เศร้าตั้งแต่วันนี้ ไบรท์ก็เลยปลอบใจเขาไปว่า ‘เชื่อเราเถอะ วันนี้ไม่ต้องเศร้า เพราะขนาดเราเตรียมตัว เราฝึกใจมาแล้ว พอมันเกิดขึ้นจริง เรายังรู้สึกเหมือนโลกพังทลายลงมาเลย ดังนั้น เราควรจะมีความสุขกับโมเมนต์นี้ และใช้เวลาด้วยกันอย่างเต็มที่
.
“แม่เขาจากไปอย่างสงบมาก เขาไปแบบไม่มีอะไรต้องห่วง และเขาไม่กลัวเพราะเขาได้เตรียมตัวพร้อมแล้ว ไบรท์อยากไปแบบแม่ เรารู้ว่าความตายมันเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน มันจะเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่มีใครที่ไม่ตาย พอเรารู้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง เราจะเตรียมพร้อม
.
“ถึงตอนนี้ถ้าถามว่ายังคิดถึงแม่ไหม ยังร้องไห้ไหม คำตอบก็คือใช่ และไบรท์ก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด มันขึ้นอยู่กับว่าใครมีวิธีบริหารจัดการกับความรู้สึกตรงนี้อย่างไร แต่สำหรับไบรท์ ไบรท์ยังอยากให้มันคงอยู่
.
“ไบรท์ว่าความคิดถึงมันมีพลัง ไบรท์คิดถึงแม่ แต่ไบรท์จะทำให้ความคิดถึงนั้นเป็นเชิงบวก คิดถึงแล้วเรายิ้ม คิดถึงแล้วเราอุ่นในใจ เราอาจจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็ดีกว่าเราทำไม่ได้เลย ไบรท์เคยคิดเล่น ๆ ว่าในวาระสุดท้ายของชีวิตไบรท์ เวลาไบรท์จะหลับตาลงไป ไบรท์อยากให้ภาพสุดท้ายมันเป็นภาพของแม่”
.
📌รับชมรายการเต็มได้ทาง https://youtu.be/J37ngHWx1dg?si=heQWl...

#มนุษย์ต่างวัย #Manoottangwai #มนุษย์ต่างวัยTalk #ครอบครัว #ตายดี #แม่

10 hours ago | [YT] | 76

Manoottangwai

วันอาทิตย์นี้มนุษย์ต่างวัยร่วมกับ Tofusan ชวนลูก ๆ พาพ่อแม่ออกจากบ้านมาใช้เวลาด้วยกัน ในกิจกรรม “มนุษย์ต่างวิ่ง” ออกมามาเดิน–วิ่ง–ขยับกายไปด้วยกัน ในหัวข้อ “กล้าม(เนื้อ)ก็ต้องมี โปรตีนก็ต้องถึง” เพราะเมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อและแรงกายคือ “ทุนชีวิต” ที่ยิ่งต้องดูแล เพื่อให้พ่อแม่ยังลูก เดิน ทรงตัว ไปเที่ยวและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระ

หลังเดิน–วิ่ง เรายังมีล้อมวงคุยกับ “หมอมิ้ง” พญ.สิรี วงศ์รักมิตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโภชนศาสตร์คลินิก

สวนสุขภาพอรุณสหคลินิก ชวนฟังเรื่องอาหาร โปรตีน และการดูแลกล้ามเนื้อแบบเข้าใจง่ายที่เอากลับไปใช้ต่อที่บ้านได้จริง

พิเศษ! หลังออกกำลังกายเสร็จ มี Tofusan High Protein มาเติมโปรตีนพืชให้ทุกคนฟรีด้วยจ้า 🥛✨

📍 พบกันวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569
⏰ เวลา 07.00–09.30 น.
📌 สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) บริเวณป้ายจุดนัดพบ ตรงประตูทางเข้าฝั่งลานจอดรถ

กิจกรรมฟรี !
สแกน QR Code ในภาพเพื่อลงทะเบียน
หรือแอดไลน์ @manoottangwai แล้วทักมาได้เลยครับ

#Tofusanxมนุษย์ต่างวิ่ง #มนุษย์ต่างวัย #Manoottangwai #Tofusan #HighProtein #กล้ามเนื้อก็ต้องมี #โปรตีนก็ต้องถึง #สุขภาพดีเริ่มได้ทุกวัย

1 day ago | [YT] | 42

Manoottangwai

“เรารู้ว่า ‘ความแก่’ คือช่วงรอยต่อที่ใกล้กับ ‘ความตาย’ นั่นเลยทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มว่าฉันคือคนหนุ่มสาวที่ยังมีกำลัง มีประโยชน์ ส่วนผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่อ่อนแอ และฉันไม่อยากไปอยู่ตรงนั้น ยิ่งเมื่อภาพของผู้สูงอายุในหนังสือเรียน ภาพยนตร์ หรือสื่อต่าง ๆ ถูกนำเสนอซ้ำ ๆ ในรูปแบบของคนผมขาว หลังค่อม ถือไม้เท้า ต้องพึ่งพาคนอื่น ภาพเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้ ‘ผู้สูงอายุ’ กับ ‘ความอ่อนแอ’ ถูกจับคู่กันในความคิดของคนเราไปโดยอัตโนมัติ”
.
“แม้แต่ความปรารถนาดีก็สามารถนำไปสู่การเกิดอคติและการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุได้ เช่น ลูกหลานเป็นห่วง กลัวว่าถ้าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายออกจากบ้านไปแล้ว จะไปหกล้ม หรือเกิดเรื่องไม่ดีนอกบ้าน ซึ่งจริง ๆ แล้วเราตัดสินใจเรื่องพวกนี้กันเร็วมาก ในหัวมันตัดสินไปแล้วว่าอายุเยอะ ยังไงก็ต้องล้มแน่นอน เราอาจรู้สึกว่าเราปรารถนาดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันไปจำกัดการทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ”
.
“สุดท้ายสิ่งเรากลัวจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องของความคิด ความรู้สึก แต่เรากลัวการเลือกปฏิบัติ และกลัวว่าคนในสังคมจะมองว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติ และทำไปโดยไม่รู้เลยว่ามันไม่ถูกต้อง”
.
มนุษย์ต่างวัย คุยกับ รศ. ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงช่องว่างทางสังคมที่ทำให้ปัญหาวยาคติ หรือ อคติแห่งวัย ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นในสังคมไทย และทำไมการมีพื้นที่ให้คนต่างวัยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน จึงช่วยสร้างความเข้าใจและแก้ไขปัญหานี้ได้
.
“การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและประสบการณ์ตรง มันจะตราตรึงในตัวเรา และจะทำให้เราเข้าใจมากกว่าการที่มีคนมาบอก เราเรียนรู้จากคนจริง ๆ คนที่อยู่ข้างหน้าเราคือหนังสือที่เรากำลังเรียนอยู่ เราปฏิบัติกับเขา คุยกับเขา เข้าใจความรู้สึกของเขาจริง ๆ”
.
“เราเชื่อว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ที่โตมาต่างยุคสมัย ต่างบริบทกัน คุณค่าที่ยึดถือก็ไม่เหมือนกัน หัวใจสำคัญคือเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรท่ามกลางความแตกต่างเหล่านี้ สิ่งที่เราอยากเห็นคือการเคารพซึ่งกันและกัน ยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น และปฏิบัติต่อกันในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นเอง”
.
📌อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ www.manoottangwai.com/nhrct-ageism/

#มนุษย์ต่างวัย #Manoottangwai #คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ #กสม #NHRCT #Ageism #วยาคติ

1 day ago | [YT] | 53

Manoottangwai

แม่! อย่าไปเชื่อมันนะ บอกกี่ครั้งแล้วว่านี่คือมิจฉาชีพ
เมื่อลูกยิ่งเตือน
พ่อแม่ยิ่งไม่ฟัง
ชวนถอดรหัส ทำไมพ่อแม่เชื่อ “มิจฉาชีพ” มากกว่าลูก?
.
บทสรุปจากรายการ มนุษย์ต่างวัย Talk สนทนากับ นายแพทย์ธิติพันธ์ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ สังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่จะอธิบายผ่านมุมมองจิตวิทยาว่า ปัญหาการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพของผู้สูงอายุ ไม่ใช่เรื่องเพราะการความรู้ การศึกษา หรือประสบการณ์ แต่คือการถูก "Emotional Hijack" หรือการที่อารมณ์รุนแรงเข้ามาครอบงำกระบวนการคิดและการตัดสินใจ ซึ่งเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ลดทอนการใช้เหตุผลของเหยื่อ
.
อารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงเข้ามาครอบงำการตัดสินใจ ทำให้เราคิดวิเคราะห์ได้แย่ลง

มิจฉาชีพไม่ได้โจมตีเราที่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่โจมตีที่ “ความเป็นมนุษย์” ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Emotional Hijack เมื่อเราถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ที่รุนแรง เช่น ความกลัว ความโกรธ หรือความตื่นตระหนก ระบบสมองที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองทางอารมณ์และภัยคุกคามจะทำงานเด่นขึ้น ขณะที่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ไตร่ตรอง และตัดสินใจอย่างมีเหตุผลอาจลดลง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมแม้แต่คนที่มีความรู้สูงก็อาจพลาดให้กับกลโกงได้ โดยมิจฉาชีพมักใช้การกระตุ้น 4 รูปแบบ ได้แก่

▪️ กระตุ้นอารมณ์อย่างเข้มข้น เช่น ความกลัวจากการถูกอ้างว่ามีชื่อพัวพันคดียาเสพติด ความตกใจ ความรัก หรือความดีใจอย่างมาก
▪️ ใช้อำนาจหรือสถานะที่เหนือกว่า เช่น สวมรอยเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อสร้างความยำเกรง หรือสวมรอยเป็นแพทย์ พยาบาล เพื่อแจ้งอุบัติเหตุของคนที่เรารัก
▪️ สร้างความรีบเร่ง บีบให้เหยื่อต้องตัดสินใจภายในเวลาจำกัด เช่น ต้องโอนเงินภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อลดโอกาสในการหยุดคิด ทบทวน และตรวจสอบข้อมูล
▪️ อุดช่องว่างของความเหงา โดยศึกษาจุดอ่อนของเหยื่อ แล้วเติมเต็มสิ่งที่ขาด เช่น ความเอาใจใส่และการรับฟังที่อาจหาไม่ได้จากคนในครอบครัว

เมื่ออารมณ์ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างรอบคอบจึงอาจลดลง
.
🔷 หยุด–เช็ก–คุย ป้องกันพ่อแม่ไม่ให้เป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
การป้องกันที่สำคัญคือการสร้างกติกาที่ตกลงร่วมกันในครอบครัว โดยใช้สูตร 3 คำสั้น ๆ

1. หยุด
เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าอารมณ์เริ่มพุ่งสูง ไม่ว่าจะกลัวมาก ดีใจมาก หรือตกใจมาก ให้หยุดออกจากสถานการณ์นั้นก่อน เช่น “ขอวางสายก่อน เดี๋ยวโทรกลับ” เพื่อให้มีเวลาตั้งสติและกลับมาคิดทบทวนอย่างรอบคอบ

2. เช็ก
ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างโดยตรง ผ่านช่องทางหรือหมายเลขโทรศัพท์ทางการอื่น และจำไว้ว่าอีกหนึ่งเบอร์สำคัญคือ สายด่วน 1441 ศูนย์ AOC สำหรับแจ้งเหตุและขอคำปรึกษาเกี่ยวกับภัยออนไลน์

3. คุย
ปรึกษาคนที่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ลูกหลาน หรือคนในครอบครัว เพราะสิ่งที่มิจฉาชีพไม่ต้องการคือการที่เหยื่อได้ “ตั้งสติ” และได้รับ “ความเห็นที่สอง” จากคนรอบตัว
.
เราควรตั้ง “ธงแดง” เป็นกติกาของครอบครัวว่า มี 4 เรื่องที่จะไม่ตัดสินใจหรือดำเนินการโดยลำพัง ได้แก่

▪️ เมื่อมีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐติดต่อมาเกี่ยวกับคดีความ
▪️ การลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ
▪️ การโอนเงินก้อนใหญ่ ในทุกกรณี
▪️ การต้องให้รหัสผ่าน (password) หรือ OTP
.
🔷 ครอบครัวต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย หลังผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่อ

เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น ความเสียหายไม่ได้จบลงเพียงยอดเงินในบัญชี แต่เราต้องรีบปกป้องอีก 3 สิ่งที่ยังเหลืออยู่ให้เร็วที่สุด คือ ความเชื่อมั่นในตนเอง ตัวตนและศักดิ์ศรี และความสัมพันธ์ในครอบครัว

หากลูกหลานตำหนิหรือซ้ำเติม อาจเพิ่มความเครียด ความรู้สึกผิด ความอับอาย หรือความสิ้นหวัง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุได้

4 วิธีสื่อสารเพื่อประคองใจผู้สูงอายุ

1. ฟังก่อนแก้ รับฟังเรื่องราวทั้งหมดโดยไม่ขัดจังหวะ เพื่อให้ท่านได้ระบายความรู้สึกและความอัดอั้น

2. ถามก่อนสั่ง แทนที่จะสั่งว่าห้ามทำอะไร ลองถามถึงความรู้สึก เช่น “ตอนนี้แม่กังวลใจเรื่องอะไรที่สุด บอกหนูได้นะ” เพื่อให้ท่านรู้สึกว่าไม่ได้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง

3. ช่วยก่อนตำหนิ รีบประสานความช่วยเหลือ เช่น โทร 1441 เพื่อให้ท่านเห็นว่าเราอยู่ข้างเดียวกันและพร้อมแก้ปัญหาไปด้วยกัน

4. เคารพก่อนควบคุม ปฏิบัติต่อท่านในฐานะผู้ใหญ่ที่มีศักดิ์ศรี และมีสิทธิในการตัดสินใจ แม้ในวันที่ท่านทำผิดพลาด
.
ครอบครัวคือหนึ่งในเกราะป้องกันที่สำคัญ แต่ต้องเป็นครอบครัวที่สร้าง “Safe Zone” หรือพื้นที่ปลอดภัยได้จริง ไม่ใช่เพียงการอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่คือพื้นที่ที่ผู้สูงอายุกล้าบอกเล่าปัญหาและความผิดพลาด โดยไม่ต้องกลัวว่าจะ ถูกตำหนิ ตัดสิน หรือซ้ำเติม

#PR #มนุษย์ต่างวัย #Manoottangwai #มนุษย์ต่างวัยTalk #กรมสุขภาพจิต #มิจฉาชีพ #สังคมสูงวัย #ครอบครัว #ภัยมิจฉาชีพ

1 day ago | [YT] | 45

Manoottangwai

ในวัย 68 ปี “ปัญญา โตกทอง” วัย 68 ปี นักสู้แห่งเมืองแม่กลอง มองชีวิตผ่านหลัก “5 พอ” ได้แก่ วัยเด็กต้อง “พึ่งพา” วัยหนุ่มสาวต้อง “พากเพียร” วัยกลางคนคือช่วง “เพิ่มพูน” หลังอายุ 60 คือเวลาของการ “พักผ่อน” ด้วยการลดการทำเพื่อตัวเอง แล้วใช้แรงที่เหลือทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ก่อนที่วันหนึ่งทุกคนจะต้องยอม “พ่ายแพ้” ให้แก่กฎธรรมชาติ

“เมื่อก่อนกุ้งในคลองกระโดดกราวเหมือนฝนตก พอเปิดน้ำออกจากบ่อ กุ้งกองสูงเป็นภูเขา”

นี่คือความทรงจำในอดีตที่ อาปัญญา ยังจำได้ดี ในวันที่ธรรมชาติของเมืองแม่กลอง เมือง 3 น้ำ ยังอุดมสมบูรณ์ จนกลายเป็นภาพจำว่า มาแม่กลองต้องซื้อปลาทู หอยหลอด กะปิคลองโคน ไปจนถึงส้มโอขาวใหญ่

อดีตอาปัญญาก็เคยได้หาอยู่หากินกับทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์นี้เช่นกัน เขาเคยทำบ่อกุ้ง มีรายได้ดี มีเงินเก็บ และซื้อที่ดินเพิ่มได้จากสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้

แต่เมื่อการเลี้ยงกุ้งเปลี่ยนจากระบบธรรมชาติไปสู่ระบบปิด ทุกอย่างก็เริ่มไม่เหมือนเดิม

จากที่เคยอาศัยอาหารตามธรรมชาติ กลายเป็นต้องซื้ออาหารสำเร็จรูป ใช้เครื่องตีน้ำ และเร่งการผลิต ขณะเดียวกันน้ำเสียจากโรงงานและฟาร์มหมูก็ค่อย ๆ ทำลายระบบนิเวศ

รายได้ที่เคยมีกลายเป็นหนี้กว่า 3–4 ล้านบาท
วันที่ชีวิตเดินมาถึงทางตัน อาปัญญาไม่มีเวลาถามตัวเองนานนักว่าจะยอมแพ้หรือไม่ เพราะข้างหลังยังมีครอบครัวที่ต้องดูแล และข้างหน้าก็ยังมีชีวิตที่ต้องไปต่อ เขาจึงเปลี่ยนบ่อกุ้งเดิมให้กลายเป็นร้านอาหาร “ข้าวใหม่ปลามัน” ชื่อที่มาจากช่วงข้าวนาปีเพิ่งเก็บเกี่ยว ขณะที่ปลาในฤดูหนาวกำลังมีเนื้อมันและรสชาติดีที่สุด

ร้านแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่ธุรกิจใหม่ แต่คือการกลับไปหาบทเรียนที่ธรรมชาติเคยสอนว่า ทุกอย่างมีจังหวะและฤดูกาลของมัน ยิ่งเร่งมากเท่าไร บางครั้งยิ่งสูญเสียมากเท่านั้น

ร้าน“ข้าวใหม่ปลามัน” เป็นอาคารไม้ไผ่ขนาดใหญ่กลางบ่อกุ้งเก่า มี “อาละเมียด” ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเป็นผู้ดูแลรสชาติ ก่อนที่ลูกชายจะเข้ามาช่วยถอดสูตรของแม่ให้เป็นมาตรฐาน

พ่อรู้เรื่องธรรมชาติ แม่มีรสมือ ส่วนลูกนำความรู้สมัยใหม่เข้ามาช่วยจัดการ ความต่างของคนสามวัยจึงไม่ได้กลายเป็นช่องว่าง แต่เป็นส่วนผสมที่ทำให้ครอบครัวผ่านวันยาก ๆ มาด้วยกัน

เมนูหลายอย่างในร้านมาจากวัตถุดิบพื้นบ้านที่คนทั่วไปอาจมองข้าม ทั้งใบชะคราม ยอดหนามพุงดอ ลูกลำแพน และลูกแสม ส่วนกุ้งแม่น้ำ ปูทะเล และหอยแครง อาปัญญารับซื้อจากชาวบ้านโดยตรง เพราะไม่อยากให้ร้านเติบโตอยู่เพียงลำพัง แต่อยากให้รายได้หมุนเวียนกลับไปหล่อเลี้ยงคนในชุมชนด้วย

จากคนทำบ่อกุ้งเพื่อเลี้ยงครอบครัว วันหนึ่งอาปัญญาต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปากท้องของคนทั้งชุมชน นั่นคือการเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเรียกร้องให้แก้ปัญหา “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งแพร่ระบาดและทำลายอาชีพของชาวบ้านมายาวนานกว่า 14 ปี

เฉพาะตำบลแพรกหนามแดง มีการประเมินความเสียหายสูงถึง 131 ล้านบาทต่อปี หลายครอบครัวต้องเลิกทำบ่อ บางคนหมดตัวจนต้องหันไปเก็บของเก่าขาย

“พลเมือง คือพละกำลังของเมือง ไม่ใช่ภาระของเมือง”
เขาจึงไม่ได้หยุดแค่การร้องเรียน แต่ยังบุกเบิกกิจกรรมล่องแพใน “คลองผีหลอก” เพื่อสร้างรายได้เสริม และแบ่งกำไร 2% จากร้านอาหารเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน สำหรับดูแลสมาชิกตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ จนถึงวันที่จากไป

เพราะสำหรับอาปัญญา การช่วยเหลือที่ยั่งยืนไม่ใช่การยื่นปลาให้ใครเป็นครั้ง ๆ แต่คือการช่วยกันสร้างเบ็ด เพื่อให้ทุกคนยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่เขาอยากทิ้งไว้จึงไม่ใช่เพียงร้านอาหารหรือทรัพย์สิน แต่คือร่องรอยของคนธรรมดาที่เคยล้ม เคยเป็นหนี้ และเกือบหมดตัว แต่ยังเลือกยืนขึ้นอีกครั้ง เพื่อดูแลครอบครัว ปกป้องบ้านที่ตัวเองรัก และส่งต่อพื้นที่ที่ดีกว่าให้คนรุ่นหลัง

“อยู่เพื่อตัวเอง อยู่ได้แค่หมดลม แต่อยู่เพื่อสังคม จะอยู่ชั่วนิรันดร์”

หากอยากรู้จัก “อาปัญญา โตกทอง” และเรื่องราวการลุกขึ้นจากวิกฤต เพื่อสร้างชีวิตใหม่ให้ครอบครัวและชุมชนเมืองแม่กลองให้มากยิ่งขึ้น ติดตามชมรายการ “ต่างวัย EyeView” ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 16.00 น. ทางไทยพีบีเอส และรับชมย้อนหลังได้ทาง VIPA หรือ
https://youtu.be/rS58iGOJWWk?si=FUlf5...

#ต่างวัยEyeView #ThaiPBS #ช่องหมายเลข3

3 days ago | [YT] | 226

Manoottangwai

ถ้า “คอร์รัปชัน” คือโรคเรื้อรังของสังคมไทย วันนี้ประเทศไทยกำลังป่วยอยู่ในขั้นไหน?

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงาน “CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum” เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมาร่วมสำรวจ ตั้งคำถาม และพูดคุยเรื่องคอร์รัปชัน ผ่านทั้ง นิทรรศการ Interactive ที่จำลองสถานการณ์คอร์รัปชันใกล้ตัว และ เวทีเสวนา ที่ชวนมองปัญหาจากประสบการณ์จริงของคนทำงาน คนเปิดโปงการทุจริต และภาคประชาชน

16 กันยายนนี้ ชวนมาร่วมฟัง Panel Discussion | Corruption Syndrome พบกับ Special Keynote และ 2 Sessions พิเศษ ชวนถอดรหัส “คอร์รัปชันซินโดรม” สำรวจอาการป่วยของประเทศไทย ราคาที่คนพูดความจริงต้องจ่าย และจุดเริ่มต้นของพลังประชาชนที่ไม่ยอมชินกับคอร์รัปชัน
.
🔹 Keynote Address : “คอร์รัปชันซินโดรม” ประเทศไทยป่วยขั้นไหน ?
โดย คุณบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหาร องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

🔹 Session 1 : เปิดโปงแล้วใครปกป้อง ? เมื่อคนพูดความจริงมีราคาที่ต้องเจ็บ-ต้องจ่าย
โดย
1.คุณพัสนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานและเปิดโปงขบวนการทุจริตยา โรงพยาบาลทหารผ่านศึก
2.คุณพรทิพย์ โม่งใหญ่ อดีตบรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์
3.คุณปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ผู้สื่อข่าวอิสระสายข่าวสิ่งแวดล้อม
4.คุณฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หัวหน้าทีมสุดซอย)

ดำเนินการสนทนาโดย คุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย
.
🔹 Session 2 : เมื่อประชาชนไม่ยอมชินกับการทุจริตคอร์รัปชัน อีกต่อไป เราจะนับหนึ่งจากตรงไหน?
โดย
1.ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
2.คุณนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง
การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค
3.คุณปดิพัทธ์ สันติภาดา (หมออ๋อง) อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และที่ปรึกษา มูลนิธิคณะก้าวหน้า
4.คุณปริศนา พรหมมา ผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่
5.คุณจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ดำเนินสนทนาโดย คุณสมภพ รัตนวลี (บก.ติ่ง)

📅 16 กันยายน 2569
⏰ 13.00-17.00 น.
📍 ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
.
ก่อนกลับบ้าน อย่าลืมแวะรับของที่ระลึก "ไม้บรรทัดวัดใจ" ที่จะชวนทุกคนมาเปลี่ยนบรรทัดฐานของสังคม เลิกเป็นประชาชิน และกลับมาเป็นประชาชน
เพราะการเปลี่ยน อาจจะเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่สำคัญ นั่นคือเมื่อทุกคนเลิกชินกับการทุจริตที่ไม่ควรเป็นเรื่องปกติ

#ประชาชิน #คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ #กสม #NHRCT #คอร์รัปชัน #สิทธิมนุษยชน #ทุจริต #Corruptopia #ประชาชินเป็นประชาชน #นิทรรศการ #BACC

4 days ago | [YT] | 26

Manoottangwai

คนรุ่นใหญ่ไม่ได้หมดความสามารถเมื่อออกจากงาน หลายคนยังมีไฟ มีความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาตลอดชีวิตการทำงาน และพร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อกลับมาสร้างคุณค่าในบทบาทที่ต่างออกไป
.
AFAST Smart Retiree ชวนคนวัย 45+ นำประสบการณ์ที่มีมาอัปสกิล–รีสกิล และพัฒนาสู่การเป็น “พี่ที่ปรึกษา” มืออาชีพ เพราะการมีประสบการณ์เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ แต่ต้องเรียนรู้ทั้งการฟัง การวิเคราะห์โจทย์ และการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ประกอบการเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง
.
ความพิเศษของโครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาทักษะแล้วจบ แต่เริ่มตั้งแต่การสำรวจว่า SME ต้องการความช่วยเหลือด้านใด คัดเลือกคนที่มีประสบการณ์ตรง พัฒนาทักษะการเป็นที่ปรึกษา และจับคู่ตามความเชี่ยวชาญ เพื่อให้พี่ที่ปรึกษาได้ลงสนามกับโจทย์จริงของ SME ที่กำลังต้องการที่ปรึกษา
.
ที่ผ่านมา พี่ที่ปรึกษาของโครงการได้เข้าไปช่วย SME แล้วมากกว่า 38 บริษัท และช่วยลดความเสี่ยงต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 750 ล้านบาท
.
เพราะเมื่อประสบการณ์ที่สั่งสมมาได้ไปต่อ ไม่เพียงช่วยให้คนรุ่นใหญ่กลับมาเห็นคุณค่าของตัวเอง แต่ยังกลายเป็นพลังที่ช่วยให้ SME ไทยอีกหลายรายเดินหน้าต่อได้เช่นกัน

รับชมคลิป https://youtu.be/FP57dypbp9Q

#Manoottangwai #มนุษย์ต่างวัย #SCBAcademy #AFAST #SmartRetiree #KMUTT #KX #พี่ที่ปรึกษา #การเรียนรู้ตลอดชีวิต #ชีวิตหลังเกษียณ #สังคมสูงวัย #SME

4 days ago | [YT] | 56

Manoottangwai

🌆 ยินดีต้อนรับสู่ ‘CORRUPTOPIA’ มหานครคอร์รัปชัน ที่จะพาคุณไปรู้จักเมืองจำลองที่การทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติ จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
.
นิทรรศการเชิงประสบการณ์ที่จะพาคุณไปพบกับ 6 จุดเช็กอิน เพื่อสัมผัสกับการทุจริตคอร์รัปชันที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ถนนเจ็ดชั่วโคตรที่สร้างไม่เคยเสร็จ พิ‘พิษ’ภัณฑ์ที่จัดแสดงขยะพิษนำเข้าจากต่างถิ่น ไปจนถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เสกความสำเร็จให้ได้ถ้าติดสินบน และรู้จักกับเหล่า ‘ประชาชิน’ ที่เรื่องราวชีวิตชินชาต่อการทุจริตของพวกเขาอาจใกล้กับชีวิตของพวกเรา
.
❓ชวนคุณมาตั้งคำถามว่า มหานครแห่งนี้มีอยู่จริงไหม และเหล่าประชาชินที่อยู่เป็น เห็นจนชิน และอยู่กินกับคอร์รัปชันคือใคร 🤐
.
📏ก่อนกลับบ้าน อย่าลืมแวะรับของที่ระลึก "ไม้บรรทัดวัดใจ" ที่จะชวนทุกคนมาเปลี่ยนทัศนคติและยกระดับบรรทัดฐานของสังคม มาเป็นประชาชนคนคุณภาพที่ไม่ชินและไม่ทนต่อการคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ
.
🌆CORRUPTOPIA: มหานครคอร์รัปชัน
📅 15–27 กันยายน 2569
📍 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร | BACC
🎟️ เข้าชมฟรี
...
#ประชาชิน #Corruptopia #ประชาชินเป็นประชาชน #กสม #NHRCT #นิทรรศการ #BACC #คอร์รัปชัน #ทุจริต #สิทธิมนุษยชน

5 days ago | [YT] | 35

Manoottangwai

เมื่อพูดถึงอายุ 60 หลายคนอาจนึกถึงช่วงเวลาที่ชีวิตต้องเริ่ม ‘หยุด’ บางอย่างลง ไม่ว่าจะเป็นหยุดทำงาน ลดการเดินทาง เลิกกิจกรรมบางอย่างที่เคยชอบ หรือเริ่มต้องพึ่งพาการดูแลจากคนอื่นมากขึ้น
.
ภาพจำของคำว่า ‘ผู้สูงอายุ’ จึงมักมาพร้อมกับความอ่อนแอ ความเจ็บป่วย และการเป็นผู้รับการดูแล แต่จริง ๆ แล้ว ชีวิตไม่ได้มีเดดไลน์อยู่ที่อายุ 60 เพราะตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพ ความต้องการ หรือสิทธิในการเลือกชีวิตของคนคนหนึ่งจะลดลงตามไปด้วย
.
ผู้สูงอายุจำนวนมากยังแข็งแรง ยังอยากทำงานและมีรายได้เป็นของตัวเอง อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยากเดินทาง อยากอยู่ในบ้านและชุมชนที่คุ้นเคย อยากมีส่วนร่วมกับสังคม หรือเพียงแค่อยากเป็นคนตัดสินใจเรื่องชีวิตของตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาคิดแทนว่า “อายุเท่านี้ควรหรือไม่ควรทำอะไร”
.
ดังนั้น โจทย์ของการเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย อาจไม่ใช่แค่คำถามว่า “เราจะดูแลผู้สูงอายุอย่างไรให้ดีขึ้น” แต่ต้องถามต่อว่า “เราจะสร้างสังคมอย่างไร ให้คนคนหนึ่งยังมีสิทธิเลือกชีวิตของตัวเองได้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม”
.
นี่คือแนวคิดสำคัญของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. ในการผลักดันเรื่อง ‘สิทธิผู้สูงอายุ’ ที่ไม่ได้มองผู้สูงอายุเพียงในฐานะ ‘ผู้รับการสงเคราะห์’ แต่มองในฐานะ ‘ผู้ทรงสิทธิ’ เช่นเดียวกับคนทุกวัย

กสม. ได้ดำเนินงานและผลักดันเรื่องสิทธิผู้สูงอายุผ่านกระบวนสมัชชาสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 โดยมี 4 ประเด็นหลักที่ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ ได้แก่ 1. การขยายอายุการทำงานโดยสมัครใจและสร้างหลักประกันรายได้ 2. การขจัดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ หรือ Ageism 3. การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในชุมชนหรือถิ่นที่อยู่เดิม หรือ Ageing in Place และ 4. การผลักดันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของผู้สูงอายุ
.
ทุก ๆ เรื่องล้วนอยู่ภายใต้แนวคิดเดียวกัน คือการทำให้การอายุที่มากขึ้น ไม่ได้หมายถึงการค่อย ๆ สูญเสียสิทธิ บทบาท และโอกาสในการกำหนดชีวิตของตัวเอง
.
🔹ตัวเลข 60 ปี ไม่ได้เป็นเดดไลน์ของศักยภาพ
ทุกวันนี้เรามีผู้สูงอายุที่มีศักยภาพเป็นจำนวนมาก ถึงแม้จะเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว แต่หลายคนก็ยังแข็งแรง สามารถช่วยเหลือตัวเองและสามารถทำงานได้ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และทักษะต่าง ๆ ที่ผู้สูงอายุสะสมมาโดยตลอดก็เปรียบเป็นทรัพยากรที่ประเมินค่าไม่ได้ ดังนั้น เราจึงไม่ควรใช้เงื่อนไข ‘อายุ’ มาเป็นข้อจำกัดให้ผู้สูงอายุต้องหยุดใช้ศักยภาพของตัวเอง
.
จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 34 ยังคงทำงานอยู่ และในกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 80 เป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการประกันสังคมหรือการคุ้มครองแรงงาน และสาเหตุที่ผู้สูงอายุยังคงทำงานมากที่สุดถึงร้อยละ 43.5 คือต้องการหารายได้เพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว
.
นี่เป็นสัญญาณสำคัญที่บอกเราว่าสังคมไทยอาจต้องทบทวนเกณฑ์เกษียณอายุใหม่ โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการใช้เกณฑ์ ‘ตัวเลขอายุ’ มาเป็นการใช้ ‘สมรรถนะ’ เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำงานแทน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพ สามารถทำงาน หารายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อผ่านรูปแบบที่หลากหลาย เช่น

▪️การจ้างงานรายชั่วโมง : เพื่อความคล่องตัวในการทำงานและความสอดคล้องกับสภาพร่างกายของผู้สูงอายุ
▪️บทบาทที่ปรึกษา : การจับคู่ทำงานระหว่างวัย โดยให้ผู้สูงอายุถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดทักษะบางอย่างให้ผู้สูงอายุ เช่น ทักษะดิจิทัล เป็นการเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทุน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เช่น บัญชี ภาษี กฎหมาย ฯลฯ โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศเต็มเวลา
▪️การทำงานที่ยืดหยุ่น : การทำงานนอกเวลาหรือการปรับเปลี่ยนตารางงานให้เข้ากับบริบทชีวิตของผู้สูงอายุ
.
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างระบบที่เอื้อต่อการจ้างงาน ข้อที่ 1. กฎหมายแรงงานปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติรองรับการจ้างงานที่ยืดหยุ่น หรือการจ้างงานรายชั่วโมงที่ชัดเจน ข้อที่ 2. มาตรการในการลดหย่อนภาษีสำหรับนายจ้างในปัจจุบัน ยังคงกดเพดานเงินเดือนที่ 15,000 บาท และจำกัดเฉพาะนิติบุคคลบางประเภท ซึ่งทำให้ยังไม่จูงใจให้นายจ้างภาคเอกชนอยากจ้างงานผู้สูงอายุเท่าที่ควร ข้อที่ 3. การจัดหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพสำหรับผู้สูงอายุโดยหน่วยงานต่าง ๆ ที่ไม่ยืดหยุ่น เช่น หลักสูตรการบริบาล 420 ชั่วโมง และการฝึกปฏิบัติที่ต้องใช้แรงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผู้สูงอายุทุกคน และข้อที่ 4. ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังมีข้อจำกัดในการใช้ทักษะดิจิทัล ประกอบกับกลัวภัยออนไลน์หรือสแกมเมอร์ ทำให้ไม่มีโอกาสเข้าถึงการสร้างรายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ
.
🔹‘อายุ’ ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้ ‘บทบาท’ ของใครหายไปจากสังคม
เรื่องการขจัดเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ หรือ Ageism เป็นอีกเรื่องที่กสม.ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพื่อสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้ให้คนได้เข้าใจเรื่องของวยาคติ และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผู้สูงอายุ โดยปีนี้ กสม.ได้มีการขับเคลื่อนผ่านการสร้างความตระหนักในหลายเวที เช่น กิจกรรม Hack for Rights: พลังเยาวชน สร้างสรรค์นวัตกรรมสิทธิมนุษยชน ที่เชิญชวนเยาวชนให้มาร่วมออกแบบเมืองที่ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตลอดจนนำเสนอแง่มุมเชิงสร้างสรรค์เรื่องสิทธิของผู้สูงอายุในฐานะผู้ทรงสิทธิในรายการมนุษย์ต่างวัย Talk และงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 และได้พบว่า สังคมปัจจุบันยังมีวยาคติ หรือ อคติด้วยเหตุแห่งอายุที่มองว่าความแก่ชราเป็นข้อจำกัดด้านศักยภาพต่าง ๆ ของผู้สูงวัย ทั้ง ๆ ที่ผู้สูงวัยจำนวนมากยังมีคุณค่า และสามารถมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นได้
.
การที่ผู้สูงอายุได้อยู่ในชุมชนหรือถิ่นฐานเดิมด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี
สิทธิขั้นพื้นฐานอีกหนึ่งสิทธิที่สำคัญคือการส่งเสริมให้ผู้สูงวัยสามารถอยู่อาศัยในชุมชนดั้งเดิมหรือถิ่นที่อยู่เดิมของตนได้อย่างปลอดภัย อบอุ่นใจ และมีศักดิ์ศรี หรือที่เรียกว่า ‘Aging in Place’ ซึ่ง กสม. ได้ติดตามและทราบว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กำลังพยายามผลักดันมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

▪️มาตรฐานค่าครองชีพ : การจัดทำเกณฑ์ที่สะท้อนต้นทุนชีวิตจริง ทั้งค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย และค่ารักษาพยาบาล ควบคู่กับการผลักดันระบบบำนาญแห่งชาติ
▪️มาตรการสนับสนุนต่าง ๆ : เงินอุดหนุนสำหรับครอบครัวที่ดูแลผู้สูงอายุ และการสนับสนุนการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีความปลอดภัยต่อการใช้ชีวิต
▪️ระบบออมภาคสมัครใจ : ระบบการออมที่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มแรงงานนอกระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงของชีวิตในระยะยาว
.
🔹สมัชชาสิทธิมนุษยชนชงข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุ
1. พัฒนาระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบครบวงจร โดยเน้นการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ และคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุทุกกลุ่มทั้งหญิง ชาย และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งในระดับป้องกัน ฟื้นฟู และการดูแลระยะยาว (long-term care) ควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวนและศักยภาพของบุคลากรในการช่วยฟื้นฟูและดูแลผู้สูงอายุ (caregiver)
.
2. ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เป็นแบบถ้วนหน้า เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
.
3. สนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดมาตรการจูงใจที่เหมาะสมกับภาคเอกชน ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุ รวมทั้งพัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
.
4. กำหนดมาตรการและนโยบายเชิงป้องกัน เพื่อคุ้มครองผู้สูงอายุจากการถูกกระทำความรุนแรงและแสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางกายภาพและผ่านช่องทางออนไลน์ รวมทั้งส่งเสริมเรื่องการรู้เท่าทันดิจิทัล และวิธีการแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
5. ผลักดันการอภิปรายประเด็นสิทธิผู้สูงอายุในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council : HRC) รวมทั้งนำเสนอความก้าวหน้าของสิทธิผู้สูงอายุในรายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ และสนับสนุนกระบวนการหารือและร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุ ในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เพื่อให้มีการกำหนดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในการส่งเสริมและคุ้มครองผู้สูงอายุ
.
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องของ ‘สิทธิผู้สูงอายุ’ ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของเราทุกคนที่จะต้องก้าวไปเป็นผู้สูงวัยในวันข้างหน้า สิทธิผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรมีส่วนร่วมขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การขยายอายุการทำงาน การขจัดวยาคติ การส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในถิ่นที่อยู่เดิม รวมทั้งการผลักดันให้เกิดอนุสัญญาระหว่างประเทศ เพราะประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อทำให้สังคมไทยมีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยที่ผู้สูงอายุทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี มีสิทธิอันควรได้รับ ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และได้ใช้ศักยภาพของตัวเองพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
.
อ้างอิง
- การนำเสนอความคืบหน้าในการขับเคลื่อนข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนในประเด็นสิทธิผู้สูงอายุ หัวข้อ ‘การผลักดันนโยบายขยายอายุทำงานและการสร้างสังคมปลอดวยาคติ’ โดย คุณชัยสิทธิ์ ใหม่รุ่งโรจน์ Editor-in-Chief,CEO (Youth and Family Development Agency) และดร.คณิยา นันทมนตรี ประธานกรรมการบริหารบริษัท เครือ เฮลเปอร์ วัน จำกัด และนายกสมาคมการค้าธุรกิจพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุและเด็ก จากงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Human Rights in Action: Equality for all หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม”

- รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยปี 2568

#มนุษย์ต่างวัย #Manoottangwai #คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ #กสม #NHRCT #Ageism #วยาคติ

6 days ago | [YT] | 59

Manoottangwai

“Get ready with me สาวน้อยหน้านวลวัย 76 มาแล้วค่ะ”
เบื้องหลังอินฟลูเอนเซอร์ วัย 76 ปี ที่ปั้นช่องด้วยตัวเองตั้งแต่ ถ่าย ตัด คิดคอนเทนต์ จนมีผู้ติดตามหลักแสน”
.
ถ้าใครยังคิดว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ เรื่องราวของ คุณยาย “อ้อยทิพย์ ฉายารัตน์” อดีตครูนาฏศิลป์วัย 76 ปี เจ้าของเพจ “คุณยายไดอารี่” อาจทำให้ต้องคิดใหม่ เพราะคุณยายเริ่มเรียนการตัดต่อวิดีโอในวัย 74 ปี จากคนที่ไม่เคยรู้จักการทำคอนเทนต์ คุณยายเริ่มเรียนรู้การถ่ายทำด้วยตนเอง ตัดต่อวิดีโอด้วยตัวเอง เล่าเอง จนมีคลิปมากกว่า 953 ตอน ซึ่งมียอดดูหลายล้านวิว และสร้างรายได้จากการเป็นครีเอเตอร์ รวมถึงสามารถสร้างผู้ติดตามได้ถึงหลักแสน
.
วันนี้เราต้องยอมรับแล้วว่า “ผู้สูงวัยไม่เพียงแต่ใช้เทคโนโลยีได้” แต่ยังมีศักยภาพในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่ต่างจากคนทุกวัย มีสิทธิที่จะทำงาน สร้างรายได้ พัฒนาทักษะ ทางดิจิทัลใหม่ ๆ และมีส่วนร่วมกับสังคม ขอเพียงแค่เปิดพื้นที่สนับสนุน และให้กำลังใจ ผู้สูงวัยก็พร้อมแสดงศักยภาพของพวกเขาออกมาอย่างเต็มที่
.
เพราะอายุไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครถูกปิดกั้นจากโอกาสในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
.
รับชมคลิป https://youtu.be/-VMNo_Z9BJ8
...
#มนุษย์ต่างวัย #Manoottangwai #Ageism #อาชีพหลังเกษียณ #สังคมสูงวัย #วยาคติ #คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ #กสม #สิทธิผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #พอดแคสต์ #Podcast

6 days ago (edited) | [YT] | 223